HomeChapterบทที่ 19: ข้อแลกเปลี่ยนของปีศาจ (The Devil's Bargain)

บทที่ 19: ข้อแลกเปลี่ยนของปีศาจ (The Devil’s Bargain)

เที่ยงคืน… เวลาของอาถรรพ์และสิ่งลี้ลับ แต่สำหรับผมตอนนี้ มันคือเวลาแห่งการเดิมพัน

ผมเดินผ่านโถงทางเดินยาวเหยียดของตึกคณะแพทยศาสตร์ เสียงฝีเท้าของผมก้องสะท้อนไปมาในความเงียบ บรรยากาศวังเวงจนชวนขนหัวลุก แต่ความกลัวตายมันระเหยหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะพากาลกลับมา

“ห้องพักอาจารย์ นพ. ศิวะ” ป้ายชื่อหน้าห้องทำจากทองเหลืองเงาวับ ผมสูดลมหายใจเข้าลึก… แล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ

ภายในห้องไม่ได้มืดมิดอย่างที่คิด แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่าง กลิ่นหอมเอียนๆ ของดอกลิลลี่ที่ใกล้เน่าลอยมาแตะจมูก ศิวะนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขากำลังหมุนแก้วไวน์ที่มีของเหลวสีแดงเข้มเล่นอย่างสบายอารมณ์

“มาช้านะครับ… วิน” ศิวะเงยหน้าขึ้นยิ้ม “หมอนึกว่าจะถอดใจไปแล้วซะอีก”

ผมเดินไปหยุดที่หน้าโต๊ะ จ้องหน้าเขาเขม็ง “เลิกเล่นละครสักที คุณต้องการอะไร?”

ศิวะวางแก้วไวน์ลง แล้วผายมือ “หมอต้องการสิ่งที่หมอต้องการมาตลอด… เวลา ของเราไงครับ” เขาขยับแว่น แววตาหลังเลนส์วาวโรจน์ “วิญญาณของเด็กหนุ่มที่วนเวียนตายซ้ำตายซาก… มันบ่มเพาะรสชาติแห่งความสิ้นหวังมาหลายภพชาติ อร่อยยิ่งกว่าไวน์ปีลึกเสียอีก”

“โรคจิต…” ผมด่าสั้นๆ “แล้วกาลเกี่ยวอะไรด้วย? ทำไมต้องดึงเขามาทรมาน?”

“อ้าว… ก็ยมทูตเพื่อนเรานั่นแหละที่แส่หาเรื่องเอง” ศิวะหัวเราะเบาๆ “กฎสวรรค์บอกว่าห้ามยุ่งกับชะตามนุษย์ แต่เขากลับช่วยเราครั้งแล้วครั้งเล่า… ผลก็คือสภาพที่เห็นนั่นแหละ ร่างกายแตกสลาย ความทรงจำเลอะเลือน… น่าสมเพชเนอะ ว่าไหม?”

ผมกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “มีวิธีช่วยเขาไหม?”

ศิวะเลิกคิ้ว “มีสิครับ… หมอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวลานะ” เขาเปิดลิ้นชัก หยิบขวดแก้วใบเล็กๆ ออกมา ข้างในบรรจุของเหลวสีทองส่องสว่าง… เหมือนเลือดของกาลตอนที่ยังแข็งแรง

“นี่คือ ‘น้ำตากาลเวลา’” ศิวะแกว่งขวดเล่น “ถ้าให้เขาดื่มสิ่งนี้… ร่างกายเขาจะฟื้นฟู รอยร้าวจะหายไป ความทรงจำจะกลับมา… และเขาก็จะกลับไปเป็นยมทูตผู้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม”

“เอามาให้ผม!” ผมพุ่งเข้าไปจะแย่ง

วูบ! ศิวะเบี่ยงตัวหลบด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ไปยืนพิงหน้าต่างสบายๆ “จุ๊ๆ… ของฟรีไม่มีในโลกครับวิน” “ต้องมี ข้อแลกเปลี่ยน

“เอาอะไร?” ผมถามโดยไม่ลังเล “เงิน? หรืออะไร?”

“หมอไม่ต้องการเศษกระดาษ…” ศิวะแสยะยิ้ม “หมอต้องการ ‘หัวใจ’ ของเรา… ในความหมายตรงตัวนะครับ” เขาชี้มาที่อกข้างซ้ายของผม “มอบชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของนามาให้หมอ… แล้วหมอจะยกขวดนี้ให้ยมทูตเพื่อนเรา”

ผมยืนนิ่ง… ชีวิตของผม แลกกับชีวิตของกาล ถ้าผมตาย… วงจรบ้าๆ นี่ก็จะจบลง กาลก็จะได้กลับไปเป็นยมทูต ไม่ต้องมาทนเจ็บปวดเพราะฉันอีก

“ถ้าผมตาย…” ผมถามเสียงสั่น “เขาจะ… ลืมผมไหม?”

“แน่นอน” ศิวะตอบทันที “เมื่อกลับคืนสู่สภาพเดิม เขาจะลืมเรื่องราวไร้สาระในโลกมนุษย์จนหมดสิ้น… เขาจะมีชีวิตนิรันดร์ต่อไป โดยไม่มีความทรงจำที่เจ็บปวดเกี่ยวกับเราอีก”

ลืมงั้นเหรอ… เจ็บจัง… เจ็บยิ่งกว่าความตาย แต่ถ้าการที่เขาจำผมได้ มันทำให้เขาต้องทรมานแบบนี้… การลืมอาจจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุด

“ตกลง” ผมตอบออกไป “เอาชีวิตผมไป… แล้วเอาขวดนั้นมา”

ศิวะยิ้มกว้างจนตาหยี “ช่างเป็นความรักที่งดงาม… และโง่เขลา” เขาเดินเข้ามาหาผม มือข้างหนึ่งแปรสภาพเป็นกรงเล็บเงาสีดำคมกริบ “งั้นก็… หลับให้สบายนะครับ”

กรงเล็บเงาง้างขึ้นเหนืออกผม ผมหลับตาลง… นึกถึงหน้ากาลตอนกินหมูกระทะ นึกถึงตอนเขาสอนเดินแบบ นึกถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ลาก่อนนะกาล… ผมรักนายนะ

เปรี้ยง!!!

เสียงประตูกระจกระเบียงแตกกระจาย! พร้อมกับเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามาชนร่างของศิวะจนกระเด็นไปกระแทกผนัง!

“อย่า-แตะ-ต้อง-คน-ของ-ข้า!!!”

เสียงคำรามที่แหบพร่าแต่ดุดันดั่งสัตว์ป่าบาดเจ็บ ผมลืมตาโพลง “กาล!”

กาลยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้าผม สภาพของเขาดูแย่กว่าเมื่อเช้า… ผมสีขาวโพลนยุ่งเหยิง ผิวหนังแตกร้าวลามไปถึงใบหน้าซีกซ้าย เลือดสีดำไหลอาบเสื้อยืดลายเป็ดซึ่งเป็นเสื้อของฉันที่เขาใส่ แต่ดวงตาของเขา… ลุกโชนด้วยไฟโทสะสีแดงฉาน

“ไหนบอกว่า… จะไม่ทิ้งกันไง วิน!” กาลหันมาตวาดใส่ผม ทั้งที่ตัวสั่นเทา “จะทิ้งกัน… เพื่อแลกกับยาบ้าๆ นั่นงั้นเหรอ!”

“ก็นายกำลังจะตาย!” ผมตะโกนกลับทั้งน้ำตา “ผมทนเห็นนายเป็นแบบนี้ไม่ได้! ให้ผมตายแทนมันคุ้มกว่า!”

“ไม่คุ้ม!!!” กาลเดินโซเซเข้ามา เขากระชากคอเสื้อผม ดึงเข้าไปจูบอย่างรุนแรง… จูบที่เต็มไปด้วยรสเลือดและความขมขื่น ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมา หน้าผากเราชนกัน

“ถ้าเจ้าตาย… ข้าก็เหมือนตายทั้งเป็น” “ถ้าต้องอยู่เป็นอมตะโดยลืมเจ้า… ข้าขอยอมแตกสลายไปพร้อมกับเจ้าตรงนี้ยังดีกว่า!”

ศิวะลุกขึ้นปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อกาวน์ หัวเราะหึๆ “โรแมนติกกันจังเลยนะ… ทั้งที่สภาพดูไม่ได้แท้ๆ” ศิวะโยนขวดแก้ว ‘น้ำตากาลเวลา’ ขึ้นฟ้า… แล้วปล่อยให้มันตกลงมา

เพล้ง! ขวดแตกกระจาย… ของเหลวสีทองไหลนองพื้น แล้วระเหยหายไปในพริบตา

“ไม่นะ!!!” ผมกรีดร้อง จะพุ่งเข้าไปเก็บ แต่ไม่ทันแล้ว ความหวังสุดท้าย… หายไปต่อหน้าต่อตา

“อุ๊ย… มือลื่น” ศิวะแสยะยิ้มอำมหิต “หมดเวลาเจรจาแล้วครับ… ในเมื่อไม่อยากเลือก งั้นก็ตายไปพร้อมกันทั้งคู่นั่นแหละ!”

เงามืดจากทั่วห้องพวยพุ่งออกมาจากร่างศิวะ ก่อตัวเป็นงูยักษ์นับร้อยตัว เลื้อยพันรอบห้องปิดทางหนีทุกทิศทาง กาลดันผมไปข้างหลัง พยายามรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย สร้างเคียวเงาขึ้นมาในมือ… แต่เคียวนั้นสั่นไหวและดูเปราะบางเหลือเกิน

“วิน…” กาลกระซิบโดยไม่หันมามอง “เจ้าเคยถามใช่ไหม… ว่าในอดีตชาติ เจ้าตายยังไง?”

“ถามทำไมตอนนี้!”

“เพราะทุกครั้ง… ข้ามาไม่ทัน” กาลหันมายิ้มให้ผม… รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว “แต่ครั้งนี้… ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย” “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตาย… แม้ต้องแลกด้วยการ ‘ปลดผนึกยมทูตต้องห้าม’ ก็ตาม”

“จะทำอะไร? อย่านะ!” ผมสังหรณ์ใจไม่ดี

กาลไม่ฟังผม เขาหลับตาลง แล้วเริ่มร่ายคาถาภาษาโบราณที่ฟังดูน่าขนลุก “ข้าแต่ท่านพญายมราช… ข้าขอน้อมรับโทษทัณฑ์… ข้าขอสละความเป็นนิรันดร์… เพื่อแลกกับพลังแห่งการทำลายล้างชั่วพริบตา!”

ทันใดนั้น! ปีกสีดำของกาลก็งอกออกมา… แต่คราวนี้ ปีกข้างหนึ่งเป็น กระดูกสีขาว และอีกข้างเป็น ไฟสีดำ ลุกท่วม! บรรยากาศในห้องบิดเบี้ยว… นาฬิกาทุกเรือนในตึกหมุนติ้วจนเข็มหลุดกระเด็น

ศิวะหุบยิ้มทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก “แก… แกจะระเบิดแก่นวิญญาณตัวเองงั้นเหรอ! บ้าไปแล้ว!”

“ถ้าเพื่อเขา… ข้ายอม!”

“หยุดนะกาล!!!” ผมไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้น… ผมตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด ฉันกระโดดเข้ากอดเขาจากด้านหลัง!

ไม่ใช่กอดเพื่อห้าม… แต่ผมกำสร้อยนาฬาทรายที่คอแน่น แล้วจินตนาการถึงภาพ ‘เราสองคนรวมเป็นหนึ่ง’

“ถ้านายจะระเบิด… ผมก็จะระเบิดด้วย!” “ทรายราตรี! เชื่อมต่อวิญญาณ!”

แสงสีทองจากสร้อยคอของผม สว่างวาบแข่งกับไฟสีดำของกาล พลังสองสาย… ผู้มอบความตาย และ ผู้ยื้อเวลา… กำลังจะปะทะกันและหลอมรวมกัน!

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments