“ไม่เอา! ไม่ลง! พี่จะบ้าเหรอ ผมเนี่ยนะเดือนคณะ? สภาพดูไม่ได้เลยเนี่ย!”
เสียงวินโวยวายดังลั่นห้องสโมสรนักศึกษา รุ่นพี่ปี 2-3 ยืนล้อมหน้าล้อมหลัง พยายามเกลี้ยกล่อม (แกมบังคับ) ให้วินลงสมัครประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย
“เอาน่าไอ้วิน! มึงหล่อแบบธรรมชาติ! หล่อแบบไม่ต้องพยายาม! (หล่อแบบซกมกนิดๆ แต่อภัยได้)” เจ เพื่อนสนิทช่วยเชียร์ “แถมปีนี้ธีมงานคือ ‘Timeless Beauty’ ความงามเหนือกาลเวลา กูว่ามึงเหมาะ!”
“เหมาะกับผีน่ะสิ!” วินส่ายหน้าดิก “เดินแบบก็ไม่เป็น การแสดงความสามารถพิเศษก็ไม่มี ร้องเพลงก็เหมือนควายออกลูก… ไม่ไหวว่ะ อายเขา”
“ถ้าเจ้าไม่ลง… ข้าลงเองดีไหม?”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมห้อง ทุกคนหันขวับไปมองกาลที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือการ์ตูน (ที่ยึดมาจากวิน) อยู่ กาลวางหนังสือลง แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ออร่าความหล่อระดับทำลายล้างแผ่กระจายจนรุ่นพี่สาวๆ ใจสั่น
“ตะ… แต่น้องกาลบุคลิก… เอ่อ… ดูเข้าถึงยากไปนิดนะคะ” รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดเสียงอ่อย (จริงๆ คือกลัว)
“งั้นก็ให้วินลง” กาลสรุป “ข้าจะฝึกให้มันเอง”
วินหันขวับ “เฮ้ย! อย่าหาเรื่องใส่ตัวดิ! นายจะมาฝึกอะไร เดินแบบเนี่ยนะ?”
กาลแสยะยิ้ม… รอยยิ้มที่ทำให้วินรู้สึกหนาวสันหลังวาบเหมือนเห็นประตูนรกเปิดอ้า “ข้าจะสอนให้เจ้ารู้ซึ้งถึงคำว่า… ‘สง่างามดุจพญามัจจุราช’“
…
คืนนั้น ณ โรงยิมคณะ (ที่ถูกล็อกกุญแจ แต่กาลสะเดาะกลอนเข้ามา)
โรงยิมกว้างขวางเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา กาลยืนกอดอกอยู่กลางสนามบาส ส่วนวินยืนห่อไหล่อยู่ตรงหน้า ใส่ชุดนอนลายเป็ดเหลือง
“เอ้า… ไหนลองเดินซิ” กาลสั่ง
วินถอนหายใจ แล้วลองเดินแบบนายแบบ (ในจินตนาการ) ไหล่โยกไปมา ขากางนิดๆ หน้าเชิดๆ “เป็นไง… เท่ป่ะ?”
กาลยกมือขึ้นกุมขมับ “อุบาทว์… สิ้นดี” “เดินเหมือนเป็ดที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก… นี่หรือคือท่วงท่าของบุรุษ?”
“อ้าว! ก็คนมันไม่เคยเดิน!” วินเถียง
“ดูข้าเป็นตัวอย่าง…” กาลสูดลมหายใจ ปรับเปลี่ยนแววตา ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป… เขาก้าวเดิน ไม่ใช่การเดินธรรมดา แต่มันคือการ ‘เคลื่อนไหว’ ไหล่ตั้งตรง นิ่งสนิทแต่ผ่อนคลาย จังหวะก้าวสม่ำเสมอแต่ทรงพลัง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าด้วยอำนาจที่ทำให้คนถูกมองต้องสยบ แทบจะเห็นภาพลวงตาว่ามีผ้าคลุมสีดำสะบัดพลิ้วอยู่ด้านหลัง
กาลเดินมาหยุดตรงหน้าวิน แล้วหมุนตัวกลับอย่างนุ่มนวล “เห็นความแตกต่างไหม?”
วินอ้าปากค้าง… ยอมรับในใจเลยว่า ‘โคตรเท่’ “เออ… ยอม… แล้วผมต้องทำไงอ่ะ”
กาลเดินเข้ามาประชิดตัววิน “ยืนตัวตรง…” มือเย็นเฉียบแตะที่ปลายคางวิน เชิดขึ้นเล็กน้อย “ดวงตา… คือหน้าต่างของวิญญาณ อย่าหลุกหลิก มองตรงไปข้างหน้า จินตนาการว่าคนดูคือมดปลวก… เอ้ย คือดอกไม้ที่รอวันร่วงโรย”
มืออีกข้างของกาลเลื่อนมาแตะที่เอวสอบของวิน แล้วตบเบาๆ “เกร็งหน้าท้อง… อย่าปล่อยพุงยื่น… ไหล่ผายออก”
ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นกายเย็นๆ ของกาล ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ (กลิ่นไม้จันทน์) ทำให้วินเริ่มใจเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว เขาเผลอมองริมฝีปากได้รูปของกาล…
“มองอะไร?” กาลดุเสียงเขียว “มองทาง! ไม่ใช่ให้มองหน้าข้า!”
“ก็… ก็หล่ออ่ะ! เอ้ย! ก็นายบังทาง!” วินแก้ตัวลิ้นพันกัน หน้าแดงเถือก
“งั้นข้าจะเดินตามหลัง…” กาลเดินอ้อมไปข้างหลังวิน แล้วโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู “เดิน… ถ้าเดินผิดจังหวะ ข้าจะหักคะแนนจิตพิสัยชีวิตเจ้า”
วินขนลุกซู่ รีบก้าวขาเดินฉับๆๆ ด้วยความกลัวปนเขิน “ไอ้บ้า! ฝึกโหดอย่างกับจะส่งไปรบ!”
…
การฝึกดำเนินไปจนเกือบเช้า วินเหนื่อยจนแทบขาดใจ เหงื่อท่วมตัว นอนแผ่หลาอยู่กลางสนามบาส “ไม่ไหวแล้ว… ขาจะหลุด… พักเถอะ”
กาลเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ ยื่นขวดน้ำให้ “เจ้ามีพัฒนาการ… ดีกว่าเป็ดอัมพาตขึ้นมานิดหน่อย”
“ปากนะปาก…” วินรับน้ำมาดื่ม “แล้วเรื่องความสามารถพิเศษล่ะ? พรุ่งนี้ต้องส่งชื่อแล้วนะ ผมทำไรไม่ได้เลย”
กาลมองวิน นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “เจ้าเรียนสถาปัตย์… เจ้าวาดรูปได้ใช่ไหม?”
“ก็ได้อยู่… แต่จะให้ไปนั่งสเก็ตช์ภาพบนเวทีเหรอ? น่าเบื่อตายชัก คนดูหลับพอดี”
“งั้นก็วาด… ด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น” กาลดีดนิ้ว เปราะ!
ทันใดนั้น แสงจันทร์ในโรงยิมก็ดูเหมือนจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน กาลแบมือขึ้น มีผงละอองสีทอง (ผงทรายแห่งกาลเวลา) ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ “นี่คือ ‘ทรายราตรี’ … มันจะเรืองแสงในที่มืด และจะคงรูปอยู่ได้ชั่วขณะตามจินตนาการของผู้ใช้”
วินตาโต “โห… สวยว่ะ… นายจะให้ผมใช้ไอ้นี่เหรอ?”
“ใช่… การวาดภาพด้วยทรายแสงจันทร์ ประกอบดนตรี… มันคือศิลปะแห่งชั่วขณะ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” กาลยิ้มมุมปาก “เข้ากับธีม Timeless Beauty ของเจ้าพวกมนุษย์นั่นพอดี”
“แต่ผมใช้เวทมนตร์ไม่เป็นนะ!”
“ไม่ต้องใช้เวทมนตร์… ใช้ใจ” กาลจับมือวินให้แบออก แล้วเททรายสีทองลงบนมือ “จินตนาการถึงสิ่งที่เจ้าอยากวาด… สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเจ้า”
วินหลับตาลง… ภาพในหัวไหลเวียนเข้ามา ภาพแม่… ภาพเพื่อน… และภาพ… ผู้ชายชุดดำหน้านิ่งที่ชอบกินหมูกระทะ
เขาลืมตาขึ้น แล้ววาดมือไปในอากาศ ทรายสีทองปลิวออกจากมือ ก่อตัวเป็นเส้นสายเรืองแสงกลางอากาศ เป็นรูปทรงของ “นาฬิกาทราย” ที่มีปีกงอกออกมา
“เฮ้ย! ได้ด้วย!” วินตื่นเต้น
กาลมองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน “ไม่เลว… สำหรับมือใหม่”
ทันใดนั้น ประตูโรงยิมก็เปิดออกผัวะ! แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามา
“เฮ้ย! ใครวะ! แอบเข้ามาทำไมดึกๆ ดื่นๆ!” ลุงยาม (คนเดิม) ตะโกนเสียงเขียว พร้อมถือกระบองเดินเข้ามา
วินหน้าซีด “ซวยแล้ว! ลุงยาม!”
กาลถอนหายใจ “มนุษย์นี่… ชอบขัดจังหวะสุนทรียะเสียจริง” เขาคว้าข้อมือวิน “วิ่ง!”
“หา? วิ่งไปไหน!”
“หนีไง!”
ยมทูตผู้ยิ่งใหญ่ และ ว่าที่เดือนคณะ จับมือกันวิ่งหนีลุงยามออกจากโรงยิมอย่างทุลักทุเล เสียงหัวเราะของวินดังลั่นแข่งกับเสียงฝีเท้า กาลเองก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ วินาทีนั้น… เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นยมทูต หรือนักโทษหนีคดี แต่เป็นแค่… เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังมีความรัก
แต่ทว่า… บนอัฒจันทร์มืดมิดชั้นบนสุดของโรงยิม ร่างของชายหนุ่มสวมแว่นตา ในชุดกาวน์แพทย์ ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา ศิวะ ขยับแว่นตา แสงสะท้อนวูบวาบ “ทรายราตรีงั้นรึ… ช่างกล้านะ กาล… ใช้พลังยมทูตแทรกแซงโลกมนุษย์ขนาดนี้” เขายกมือขึ้น เล็งไปที่หลังของวินที่กำลังวิ่งไกลออกไป “ยิ่งเจ้าใช้พลัง… กลิ่นวิญญาณของเด็กนั่นก็ยิ่งหอมหวาน… รอให้ถึงวันประกวดเถอะ ข้าจะกัดกินมันต่อหน้าต่อตาเจ้า”



