HomeChapterบทที่ 2: รหัสนักศึกษาแห่งความตาย (The Student ID of Death)

บทที่ 2: รหัสนักศึกษาแห่งความตาย (The Student ID of Death)

ในห้วงจักรวาลที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ การจัดระเบียบวิญญาณนับล้านดวงต้องใช้ความแม่นยำระดับปรมาณู ข้า… ผู้ซึ่งเคยบริหารจัดการบัญชีหนังหมา (ที่มนุษย์เรียกกันเล่นๆ) ด้วยความผิดพลาดเป็นศูนย์ กลับต้องมายืนงงอยู่หน้าห้องทะเบียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

เบื้องหน้าข้าคือป้ามนุษย์สวมแว่นตาหนาเตอะ กำลังเคี้ยวข้าวเหนียวหมูปิ้งอย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นกระเทียมเจียวลอยคลุ้งทำเอาข้าย่นจมูก

“ชื่ออะไรนะพ่อหนุ่ม?” ป้าถามโดยไม่เงยหน้ามอง

“กาล…” ข้าตอบเสียงเรียบ “นามสกุล… นิรันดร์กาล” (ข้าเพิ่งคิดสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้ เพราะนามสกุล ‘ยมทูต’ คงฟังดูไม่เป็นมงคลนัก)

“เอกสารครบไหม? สำเนาบัตรประชาชน? ทะเบียนบ้าน?”

ข้านิ่งเงียบ… ทะเบียนบ้านของข้าคือนรกขุมที่ 8 ส่วนบัตรประชาชน… ยมทูตไม่มีบัตร มีแต่ ‘ตราประทับวิญญาณ’

ข้าตัดสินใจใช้ ‘เนตรสะกดจิต’ ขั้นพื้นฐาน จ้องมองเข้าไปในดวงตาป้าทะเบียน “เจ้าจงเห็นว่าเอกสารข้าครบถ้วน… และข้าคือนิสิตใหม่ที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ…”

ป้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวานจนเห็นเศษหมูติดฟัน “อ๋อ! ครบจ้ะ น้องกาล นิรันดร์กาล รหัสนักศึกษาลงท้าย 666 นะ แหม… เลขสวยเชียว เข้าห้องเรียนได้เลยจ้ะ อาจารย์วิชา Art Appreciation กำลังจะเริ่มสอนแล้ว ที่ตึก 4 ชั้น 4 ห้อง 444 นะจ๊ะ”

เลข 4 ล้วน… ซี้ซั้ว (ตาย) ช่างเป็นลางดีเสียจริง

บรรยากาศในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าเฟรชชี่ ข้าเลือกที่นั่งแถวหลังสุด มุมมืดที่สุดที่แอร์ตกใส่หัวพอดี มันหนาวเย็นยะเยือกคล้ายบ้านเกิด ทำให้ข้ารู้สึกสงบใจ

ข้ากวาดสายตามองหาเป้าหมาย… นายธาวิน วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่มา… นาฬิกาข้อมือ (ที่ข้าเสกขึ้นมาเลียนแบบยี่ห้อดัง) บอกเวลา 09.15 น. เริ่มเรียน 09.00 น. มนุษย์ผู้นี้ช่างไม่เคารพกาลเวลาเอาเสียเลย

ปัง! ประตูห้องเปิดผัวะ พร้อมกับร่างคุ้นตาที่พุ่งเข้ามาพร้อมเสียงหอบหายใจ “ขอ… ขออนุญาตครับอาจารย์! ลิฟต์เสียครับ!”

วินนั่นเอง… สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อนักศึกษาหลุดลุ่ยออกมานอกกางเกงข้างหนึ่ง เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวที่หน้าผาก

อาจารย์วัยกลางคนดันแว่นมองลอดเลนส์ “เชิญครับ… แต่ที่นั่งเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ตรงโน้น”

อาจารย์ชี้มาที่… ข้างๆ ข้า

วินหันมามองข้า ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินลากขามาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ อย่างจำยอม

“ไง… พ่อรูปหล่อหน้าศพ” วินทักทายด้วยเสียงกระซิบที่ฟังดูประชดประชัน “มาเรียนด้วยเหรอ นึกว่าจะไปเล่นละครย้อนยุคที่ไหน”

ข้าปรายตามองเขา นิ่งสนิทดุจรูปปั้น “การศึกษาคือหนทางสู่ปัญญา… แม้แต่ยม… เอ้ย… แม้แต่ข้า ก็ยังต้องเรียนรู้”

“พูดจาลิเกชะมัด” วินบ่นพึมพำ พลางรื้อกระเป๋าหาปากกา แต่ดูเหมือนเขาจะลืมเอามา (อีกแล้ว) เขาหันมามองข้า ทำตาปริบๆ “นี่… ขอยืมปากกาหน่อยดิ นายมีเยอะไหม?”

ข้าหยิบปากกาขนนกสีดำขลับ (ที่จริงๆ แล้วเป็นพู่กันจดชื่อคนตาย) ยื่นให้ “ใช้ด้วยความระมัดระวัง… หมึกนี้ลบไม่ออก ชั่วนิรันดร์”

“เว่อร์วัง” วินคว้าไปหมุนเล่น “ยี่ห้อไรเนี่ย เท่ดีว่ะ”

บนเวที อาจารย์เริ่มบรรยายหัวข้อ “สุนทรียศาสตร์แห่งความว่างเปล่า” (Aesthetics of Emptiness) “นักศึกษาครับ… พวกคุณคิดว่า ‘ความงามที่แท้จริง’ คืออะไร? ใครตอบได้บ้าง?”

ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตาอาจารย์ วินก้มหน้าหลบหลังคนข้างหน้าทันที แต่อาจารย์ดันตาดี “เอ้า… คนที่เพิ่งมาใหม่ เสื้อหลุดลุ่ยนั่นน่ะ ตอบซิ”

วินสะดุ้งโหยง “เอ่อ… ผม… ผมเหรอครับ? เอ่อ… ความงามคือ… คือผู้หญิงสวยๆ มั้งครับ?” เสียงหัวเราะครืนดังทั้งห้อง วินหน้าแดงเถือกด้วยความอาย

“ตื้นเขิน!” อาจารย์ดุ “นั่งลง! งั้นคนข้างๆ… คุณหน้าซีดๆ ตอบซิ!”

ข้าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน… ชายผ้าคลุมสีดำ (ที่ข้าแปลงสภาพเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์) พลิ้วไหวเล็กน้อยตามแรงลมแอร์ ข้าประสานสายตากับอาจารย์ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกกังวาน

“ความงามที่แท้จริง… คือความเงียบงันแห่งจุดจบขอรับอาจารย์”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า

“ดอกไม้จะงดงามที่สุด ยามที่มันกำลังจะร่วงโรย… ชีวิตจะสุกสกาวที่สุด ในวินาทีสุดท้ายก่อนลมหายใจจะดับสูญ… ความงามมิใช่ความยั่งยืน แต่คือความเปราะบางของเวลาที่ไม่อาจหวนคืน…”

ข้าหยุดพูด แล้วก้มหัวเล็กน้อย “นั่นคือ… สุนทรียะแห่งมรณา”

… … ความเงียบปกคลุมยาวนานถึง 10 วินาที ก่อนที่อาจารย์จะปรบมือดังแปะๆๆ ด้วยมือที่สั่นเทา “ลึกซึ้ง… ลึกซึ้งมาก! คุณชื่ออะไร!”

“กาลครับ”

“บวกสิบคะแนน! นี่แหละคือศิลปะ!”

ข้านั่งลงด้วยใบหน้าเรียบเฉย วินหันมามองข้า อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ “เชี่ย… โคตรเท่… หรือโคตรเบียววะเนี่ย แต่กูนับถือมึงเลยว่ะ”

ข้าหันไปสบตาวิน “เวลาของเจ้ามีค่านัก วิน… อย่ามัวแต่ตอบคำถามส่งเดช จงใช้ปัญญาไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง”

วินเบ้ปาก “จ้าๆ พ่อคนเก่ง พ่อกวีซีไรต์… เอ้อ เย็นนี้ว่างป่ะ?”

หัวใจ (ที่ไม่มีอยู่จริง) ของข้ากระตุกวูบ “ทำไม?”

“เลี้ยงข้าวหน่อยดิ ลืมเอากระเป๋าตังค์มา”

ข้าถอนหายใจ… ยาวเหยียด นี่ข้าต้องมาเป็นตู้ ATM ให้เป้าหมายที่ข้าจะมาเอาชีวิตงั้นรึ? อนิจจา… กรรมใดของยมทูตหนอ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments