HomeChapterบทที่ 5: ภารกิจรับน้องสยองขวัญ (The Horrifying SOTUS Mission)

บทที่ 5: ภารกิจรับน้องสยองขวัญ (The Horrifying SOTUS Mission)

“ปีหนึ่ง! เดินให้มันเร็วๆ หน่อย! อยากโดนซ่อมหรือไง!”

เสียงตะคอกผ่านโทรโข่งดังลั่นป่าชายเลน แสงแดดร้อนระอุแผดเผาผิวหนังจนแสบไหม้ กิจกรรมรับน้องนอกสถานที่… ช่างเป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานชีวิตโดยใช่เหตุ

ข้าสวมเสื้อยืดคณะสีเลือดหมู กางเกงวอร์มขายาว ยืนเข้าแถวท่ามกลางเพื่อนๆ ที่เหงื่อท่วมตัว วินยืนอยู่ข้างข้า หน้าซีดเผือดเพราะอดนอน (และเพราะกลัวผีเมื่อคืน) เขาเกาะแขนเสื้อข้าไว้แน่นราวกับลูกแหง่ติดแม่

“น้องคนนั้นน่ะ! คนที่หน้าขาวๆ น่ะ! ยืนคุยอะไรกัน!” รุ่นพี่ว้าก ร่างท้วมหนวดเฟิ้ม ชี้หน้ามาทางข้า “ออกมาข้างหน้า! เดี๋ยวนี้!”

ข้าเดินออกไปยืนหน้าแถวด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย “มีประสงค์สิ่งใดหรือ… รุ่นพี่?”

“พูดจากวนตีนนะมึง! สั่งให้ทำอะไรก็ทำ! นี่คือระบบโซตัส! เข้าใจคำว่าวินัยไหม!” รุ่นพี่ตะคอกใส่หน้าข้า น้ำลายกระเด็นเกือบโดนแก้ม

ข้าปาดอากาศเบาๆ (ปัดน้ำลายทิพย์) แล้วจ้องตารุ่นพี่ “วินัย… คือการเคารพกฎแห่งธรรมชาติ… การที่ท่านใช้เสียงดังเกิน 80 เดซิเบล ตะคอกใส่ผู้อื่นท่ามกลางอากาศร้อน 38 องศาเซลเซียส นอกจากจะทำให้ความดันโลหิตของท่านสูงขึ้น เสี่ยงต่อเส้นเลือดในสมองแตกแล้ว… ยังเป็นการบั่นทอนเวลาอันมีค่าของพวกเราที่ควรจะได้ไปพักผ่อนหรือศึกษาหาความรู้”

เงียบ… เงียบกริบทั้งกองร้อย

“นี่มึง…” รุ่นพี่หน้าแดงก่ำ พูดไม่ออก

“หากท่านต้องการความเคารพ… จงทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง มิใช่ใช้อำนาจข่มเหง… นั่นคือวิถีของอันธพาล มิใช่ปัญญาชน” ข้ากล่าวจบก็โค้งคำนับเล็กน้อยแบบผู้ดีอังกฤษ

“โห… เชรดดดด…” เสียงอุทานเบาๆ ดังมาจากแถวปีหนึ่ง ตามด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราว วินตบมือดังที่สุด ร้องเชียร์ “เอาเลยกาล! เอาให้ยับ!”

รุ่นพี่ว้ากโกรธจนตัวสั่น แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะสิ่งที่พูดมาคือความจริง “พอ! แยกย้ายไปฐานต่อไป! ฝากไว้ก่อนนะมึง!”

ตกดึก: กิจกรรมรอบกองไฟ

บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง หลังจากการ “ปฏิวัติ” เล็กๆ ของข้า รุ่นพี่เริ่มลดความดุดันลงและหันมาเน้นกิจกรรมสร้างสรรค์แทน แต่มันยังไม่จบ… เพราะไฮไลท์ของค่ายนี้คือ “ทดสอบความกล้า”

“จับคู่กันเดินไปตามเส้นทางที่ผูกผ้าแดงไว้นะครับ ห้ามออกนอกเส้นทางเด็ดขาด!”

แน่นอนว่า คู่ของข้าคือวิน วินเกาะแขนข้าแน่นจนเลือดแทบไม่เดิน “กาล… ห้ามทิ้งผมนะ ถ้าเจอผีนายต้องจัดการนะ”

“ผีที่นี่… มีแต่ผีปลอม” ข้าบอก พลางมองไปในความมืด ข้าเห็นรุ่นพี่แอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เตรียมใส่หน้ากากผีมาหลอกน้อง

เราเดินเข้าไปในป่ามืดทึบ แฮ่! ผีหน้าขาว (รุ่นพี่ทาแป้ง) กระโดดออกมาจากหลังต้นไม้

“ว้ายยยย!” วินกรี๊ดลั่น สะดุ้งโหยง

ข้ามองดูผีตนนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า “แป้งเบอร์ผิดนะ… แล้วเลือดปลอมนั่น สีแดงสดเกินไป เลือดคนตายจริงๆ จะมีสีคล้ำกว่านี้ และกลิ่นคาวจะชัดเจนกว่า”

รุ่นพี่ที่เป็นผีถึงกับยืนงง ถอดหน้ากากออก “เอ่อ… โทษทีน้อง พี่จะจำไว้ปรับปรุง…”

เราเดินผ่านด่านผีหลอกมาได้เรื่อยๆ โดยที่ข้าวิจารณ์ผีทุกตัวจนรุ่นพี่เสียเซลฟ์ จนกระทั่งถึง “ศาลเจ้าเก่า” ท้ายป่า…

บรรยากาศตรงนี้ต่างออกไป อากาศเย็นลงกะทันหัน กลิ่นธูปจางๆ ลอยมาเตะจมูก วินหยุดเดิน “กาล… ตรงนี้มัน… ขนลุกแปลกๆ”

ข้าขมวดคิ้ว… ตรงศาลเจ้านั้น มีบางอย่างนั่งอยู่ ไม่ใช่รุ่นพี่ แต่เป็นวิญญาณหญิงสาวในชุดไทยโบราณ ใบหน้าเศร้าสร้อย นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้เหนือศาล

เธอมองลงมาที่วิน… แล้วยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้มุ่งร้าย แต่มันแฝงความโหยหา “คนคนนั้น… หน้าตาเหมือน ‘ขุนไกร’ ของข้าเลย…”

วินมองไม่เห็นเธอชัดเจน แต่เขารู้สึกได้ “กาล… มีคนมองผมอยู่ข้างบนใช่ไหม?”

ข้าขยับตัวไปบังวินไว้ “อย่ามอง… อย่าทัก… เดินต่อไป”

ทันใดนั้น ลมพายุพัดแรงจนต้นไม้ไหวเอน กิ่งไม้ใหญ่เหนือหัววินทำท่าจะหักลงมา! “ระวัง!” ข้าพุ่งเข้าไปกระชากวินเข้ามากอด แล้วใช้แผ่นหลังตัวเองรับแรงกระแทก

พลั่ก!

กิ่งไม้ขนาดเท่าท่อนขาฟาดลงกลางหลังข้า ความเจ็บปวดแล่นพล่าน… แม้จะเป็นยมทูต แต่ในร่างกายเนื้อ ข้าก็เจ็บเป็น แต่วินปลอดภัย… เขาอยู่ในอ้อมกอดข้า หน้าซุกอกข้าแน่น

“กาล! เป็นไรไหม! เลือด! นายเลือดออก!” วินร้องลั่นเมื่อเห็นเลือดซึมออกมาจากเสื้อด้านหลังข้า

“แค่รอยขีดข่วน…” ข้ากัดฟันตอบ พลางเงยหน้าขึ้นไปมองวิญญาณนางตะเคียนบนต้นไม้ นางดูตกใจที่ทำร้ายผิดคน แล้วรีบหายตัวไป

“นายเจ็บเพราะผมอีกแล้ว…” วินน้ำตาคลอ เบ้าตาแดงก่ำ “ทำไมต้องมาปกป้องคนอย่างผมด้วย”

ข้ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เขา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยดน้ำใสๆ นั้น วินาทีนั้น… ข้าตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เวลาของมนุษย์ช่างเปราะบาง… และเพราะมันเปราะบาง มันจึงงดงามและน่าทะนุถนอม

“เพราะเจ้า… คือภารกิจของข้า” ข้าตอบเลี่ยงๆ ไป… แต่ในใจข้ารู้ดีว่า มันเริ่มจะไม่ใช่แค่ภารกิจเสียแล้ว

“กลับไปทำแผลเถอะ… พ่อตัวยุ่ง”

วินพยักหน้า แล้วประคองข้าเดินกลับค่าย ท่ามกลางสายตาของดวงดาวนับล้านที่กำลังเป็นพยาน… ว่าเส้นด้ายแห่งโชคชะตาของยมทูตและมนุษย์ ได้เริ่มพันกันยุ่งเหยิงจนยากจะแกะออกเสียแล้ว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments