เสียงกรี๊ดและเสียงปรบมือดังกระหึ่มจนหอประชุมแทบแตก แสงไฟสปอตไลต์สาดส่องไปทั่วเวที บรรยากาศของการประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
หลังเวที… วินเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น เหงื่อกาฬแตกพลั่กจนช่างแต่งหน้าต้องตามซับหน้าไม่หยุด “ตายแน่… ตายแน่กู ขึ้นไปต้องลืมบทแน่ๆ มือสั่นขนาดนี้จะวาดรูปได้ไงวะเนี่ย”
“หยุดเดิน… ข้าเวียนหัว”
กาลนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก ในชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บมาพอดีตัว (ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเสกขึ้นมาให้เหมือนชุดยมทูตเวอร์ชั่นทางการ) ผมเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่ทำเอาสาวๆ หลังเวทีแอบมองตาเยิ้ม
“นายไม่ตื่นเต้นหรือไงเล่า! คนดูเป็นพันนะ!” วินโวยวายเสียงกระซิบ
กาลลุกขึ้นเดินเข้ามาหาวิน สองมือจับไหล่เล็กนั่นไว้แน่นเพื่อให้หยุดสั่น “วิน… ฟังข้า” เขาก้มลงสบตา “คนพวกนั้น… เป็นเพียงฝุ่นผงแห่งกาลเวลา อีกร้อยปีพวกเขาก็ไม่อยู่แล้ว… เจ้าจะกลัวก้อนธาตุที่ประกอบขึ้นมาชั่วคราวทำไม?”
“ปลอบใจได้สยองขวัญมากครับนาย…” วินเบะปาก แต่แปลกที่ใจกลับสงบลง
“จำที่ฝึกเมื่อคืนได้ไหม… แค่เจ้ากับทราย… และความว่างเปล่า” กาลจัดปกเสื้อเชิ้ตของวินให้เรียบร้อย นิ้วเรียวยาวปัดไรผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก “ทำให้เต็มที่… ข้าจะคอยดูเจ้าอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน”
วินสูดลมหายใจเข้าลึก… มองดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำคู่นั้น “อือ… จะไม่ทำให้ครูฝึกขายหน้าแล้วกัน”
“หมายเลขต่อไป… ตัวแทนจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์! นายธาวิน วงศ์สวัสดิ์!”
…
บนเวที
ไฟทั้งฮอลล์ดับพรึ่บ เหลือเพียงความมืดมิด วินก้าวออกมายืนกลางเวที แสงไฟ Follow สีขาวนวลส่องกระทบตัวเขา ดนตรีบรรเลงเปียโนทำนองเศร้าสร้อยแต่งดงามเริ่มดังขึ้น
วินสูดลมหายใจ แล้ววาดมือออกไปในอากาศ ฟุ่บ! ละออง ‘ทรายราตรี’ สีทองอร่ามพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้ชม
วินเริ่มวาดลวดลาย… เขาไม่ได้วาดรูปบ้าน หรือตึกตามประสาเด็กสถาปัตย์ แต่เขาวาดรูป “นาฬิกาทรายที่แตกร้าว” ทรายสีทองไหลรินออกจากรอยแตก… เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น “นกพิราบ” ที่บินหนีไป และสุดท้าย… นกตัวนั้นก็บินกลับมาเกาะที่มือของ “โครงกระดูก” ที่ดูอ่อนโยน
ภาพวาดแสงจันทร์เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ประกอบกับดนตรีที่บีบหัวใจ มันสื่อถึง… เวลาที่สูญเสียไป และความตายที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ผู้ชมทั้งฮอลล์ตกตะลึงในความงามที่แปลกตานี้ กาลยืนกอดอกดูอยู่ข้างเวที มุมปากยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “งดงาม… เจ้าเข้าใจความหมายของมันแล้วสินะ วิน”
แต่ทว่า… บนชั้นลอยเหนือเวที เงามืดสายหนึ่งกำลังแสยะยิ้ม… ศิวะ ขยับนิ้วชี้เบาๆ “งดงามจริงๆ… งั้นขอเติมสีแดงลงไปหน่อยแล้วกัน”
กริ๊ก! เสียงสลึงเส้นหนาที่ยึดโครงเหล็กไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่เหนือหัววิน… ขาดผึง!
ครืดดดดด! เสียงโลหะเสียดสีดังลั่นฮอลล์ ผู้คนเริ่มกรีดร้อง วินเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง… โครงเหล็กหนักหลายร้อยกิโลกรัม กำลังร่วงลงมาใส่เขา!
ภาพทุกอย่างกลายเป็นสโลว์โมชั่น ขาของวินก้าวไม่ออก… ความตายกำลังพุ่งเข้ามาหา
“วิน!!!”
เสียงตะโกนของกาลดังก้อง วินาทีนั้น… กฎแห่งสวรรค์ถูกทำลาย กาลพุ่งตัวออกจากข้างเวทีด้วยความเร็วเหนือมนุษย์! เร็วจนมองเห็นเป็นเพียงเงาสีดำวูบไหว เขากระโดดเข้าชาร์จตัววิน รวบตัวเข้ามากอดแน่น แล้วหมุนตัวเอาแผ่นหลังของตนขึ้นรับแรงกระแทก
โครม!!!!!!!!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นตลบอบอวล ไฟบนเวทีดับวูบ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังระงม “ว้ายยยย! เวทีถล่ม!” “เรียกรถพยาบาล! เร็ว!”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ… ท่ามกลางกองซากปรักหักพังของโครงเหล็กและเศษหลอดไฟ มีร่างสองร่างนอนกอดกันอยู่
วินค่อยๆ ลืมตาขึ้น… เขาไม่เจ็บเลยสักนิด เพราะเขานอนทับอยู่บนอกแกร่งของใครบางคน และมีท่อนแขนแข็งแรงโอบศีรษะเขาไว้แน่น “เฮ้ย… ไอ้กาล…”
กาลนอนนิ่ง… ใบหน้าซีดเผือด (กว่าปกติ) เลือดสีแดงสด… ไหลซึมออกมาจากมุมปาก และที่แผ่นหลัง… เสื้อสูทฉีกขาด เผยให้เห็นรอยแผลเหวอะหวะจากเศษเหล็ก
“กาล! นาย! เลือด! เลือดออก!” วินร้องลั่น สติแตกกระเจิง น้ำตาไหลพราก “ใครก็ได้! ช่วยด้วย! ช่วยไอ้กาลด้วย!”
กาลค่อยๆ ลืมตาขึ้น… นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับเป็นปกติ เขาไอโขลกๆ เลือดกระอักออกมา “แค่ก… ข้าบอกแล้วไง…” เขาพยายามยิ้ม… ยิ้มที่ดูเจ็บปวดแต่ก็อบอุ่น “ข้า… ไม่ตายง่ายๆ หรอก…”
“ไม่ต้องพูด! ฮือ… นายอย่าเป็นอะไรนะ! ถ้านายเป็นอะไรไปผมจะโกรธจริงๆ ด้วย!”
กาลยกมือที่สั่นเทาขึ้นมา… เช็ดน้ำตาให้วิน “อย่าร้อง… น้ำตาเจ้า… แพงกว่าทองคำ”
ก่อนที่สติของกาลจะดับวูบไป… เขามองเห็นเงาของศิวะยืนอยู่บนคานสูง มองลงมาด้วยสายตาผิดหวัง (ชิ… ยมทูตหนังเหนียวจริงๆ)
…
1 ชั่วโมงต่อมา ณ ห้องฉุกเฉิน (อีกครั้ง)
วินนั่งกุมมือตัวเองแน่นอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เสื้อเชิ้ตเปื้อนเลือดของกาลเป็นดวงๆ เพื่อนๆ และอาจารย์ต่างมารุมล้อมถามไถ่ แต่วินหูอื้อไปหมด ไม่ได้ยินอะไรเลย ในหัวมีแต่ภาพกาลกระโดดเอาตัวมาบัง… ภาพเลือดที่ไหลออกมา
ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก หมอเดินออกมาถอดแมสก์ “ญาติคนไข้ครับ?”
“ผมครับ! ผมเป็น… เป็นเพื่อนครับ! เขาเป็นไงบ้างหมอ!” วินพุ่งเข้าไปหา
หมอทำหน้างงๆ เล็กน้อย “เอ่อ… คือหมอก็แปลกใจนะครับ… แผลที่หลังคนไข้ดูลึกมากตอนแรก แต่พอเราล้างแผลจะเย็บ… ปรากฏว่าแผลมัน… ตื้นเขินมาก เหมือนแค่รอยถลอก แล้วเลือดก็หยุดไหลเองเร็วมาก… กระดูกก็ไม่หัก อวัยวะภายในปกติหมด… เหมือนปาฏิหาริย์เลยครับ”
วินอ้าปากค้าง… ปาฏิหาริย์? หรือเพราะนายมันไม่ใช่คน?
…
ณ ห้องพักฟื้น (ห้องพิเศษเดี่ยว)
กาลนอนพิงหมอนอยู่บนเตียง สายน้ำเกลือระโยงระยาง (ที่หมอใส่ไว้ให้ดูสมจริง) วินเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ปิดประตูเงียบกริบ แล้วเดินมาหยุดข้างเตียง
“ไง…” กาลทักเสียงแหบ “ทำหน้าเหมือนญาติเสีย… ข้ายังอยู่นะ”
วินไม่พูดอะไร… เขาโถมตัวเข้ากอดกาลทั้งที่ยังนอนอยู่ ซุกหน้าลงกับอกคนป่วย ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย
“ฮือ… ไอ้บ้า! ไอ้บ้า! ทำไมต้องทำขนาดนี้! ถ้าตายไปจะทำไง!”
กาลชะงัก… ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบหลังวินเบาๆ “ข้าเป็นยมทูต… วิน… กายเนื้อนี้เป็นแค่เปลือก ถึงพังไป ข้าก็แค่หาร่างใหม่…”
“ไม่เอา!” วินเงยหน้าขึ้นมา ตวาดลั่นทั้งน้ำตา “ผมไม่เอาร่างใหม่! ผมเอานาย! เอาไอ้กาลคนนี้! คนที่ชอบกินหมูกระทะเนี่ย! ห้ามตาย! ห้ามเปลี่ยนร่าง! ห้ามไปไหนทั้งนั้น!”
คำพูดของวิน… เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มัดกระชากหัวใจยมทูตเอาไว้อย่างแน่นหนา กาลมองเด็กหนุ่มตรงหน้า… เด็กที่เขาควรจะมาเอาชีวิต แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่รั้งชีวิตเขาไว้
“เข้าใจแล้ว…” กาลยิ้มอ่อนโยน “ข้าสัญญา… ด้วยเกียรติแห่งกาลเวลา” เขายกนิ้วก้อยขึ้นมา “ข้าจะอยู่กับเจ้า… เป็นคู่กัด เป็นรูมเมท เป็นคนพาไปกินหมูกระทะ… จนกว่าเจ้าจะไม่ต้องการ”
วินมองนิ้วก้อยนั้น แล้วยื่นนิ้วก้อยตัวเองไปเกี่ยว “ตลอดไปนะ…”
“คำว่าตลอดไปไม่มีจริงในจักรวาล…” กาลแก้ “แต่… นานตราบเท่าที่ข้าจะทำได้”
ทั้งสองเกี่ยวก้อยกัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง วินาทีนั้น… ความรู้สึกบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นชัดเจน มันไม่ใช่แค่ความผูกพัน… แต่มันคือ “ความรัก” ที่ข้ามผ่านเส้นแบ่งของความเป็นและความตาย
และที่มุมมืดนอกหน้าต่าง นกฮูกตัวหนึ่งเกาะกิ่งไม้มองดูอยู่… ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำเหมือนเลือด มันส่งเสียงร้อง ฮูก… ฮูก… ราวกับจะบอกว่า “ความสุขมักผ่านไปไว… เตรียมตัวรับมือกับพายุลูกต่อไปได้เลย”



