“เป็นไปไม่ได้! ข้าคืออสุรกาล! ข้าคือนิรันดร์!”
ศิวะในร่างปีศาจสี่แขนกรีดร้องเสียงโหยหวน ร่างกายขยายใหญ่จนทะลุเพดานห้อง เศษปูนร่วงกราวลงมาราวกับฝน แขนที่เหลืออยู่สามข้างของมันเหวี่ยงฟาดไปทั่ว ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า พลังคลื่นสีม่วงเข้มถูกปล่อยออกมาจากปากของมัน พลังที่จะเร่งเวลาให้ทุกสิ่งที่สัมผัสต้องเสื่อมสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา
“วิน! สร้างทางด่วน!” กาลตะโกนสั่ง
“จัดไป!” ผมกระแทกฝ่ามือลงกับพื้น ครืนนนน! ทรายสีทองพุ่งขึ้นมา ก่อตัวเป็นสะพานเกลียวสไลเดอร์ขนาดใหญ่ ลอยค้างกลางอากาศ พุ่งตรงไปที่หัวของศิวะ
“รับไปซะ!” ผมสะบัดแส้ทราย รัดพันแขนขวาบนของศิวะไว้ แล้วออกแรงดึงเพื่อเปิดช่องว่าง “กาล! ตอนนี้แหละ!”
กาลกางปีกสีดำสนิท พุ่งตัวขึ้นไปบนสะพานทรายที่ผมสร้าง เขาไถลตัวไปตามเกลียวทรายด้วยความเร็วสูง เคียวคู่ในมือหมุนควงเป็นกงจักรสีดำ ตัดผ่าอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
“ศาสตร์แห่งยมทูต… ระบำมรณะ!”
กาลพุ่งทะยานออกจากปลายสะพาน ร่างกายหมุนติ้วเหมือนลูกข่างมรณะ ฉับ! ฉับ! ฉับ! เสียงเคียวเฉือนเนื้อดังต่อเนื่อง แขนที่เหลือของศิวะถูกตัดขาดสะบั้นทีละข้าง! เลือดสีม่วงสาดกระจายเต็มห้อง
“อ๊ากกกกก!” ศิวะเซถลาล้มลงชนกำแพงตึกจนพังทลาย มันพยายามจะใช้พลังฟื้นฟูร่างกาย… แต่มันทำไม่ได้! บาดแผลที่เกิดจากเคียวของกาล มีเปลวไฟสีดำลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา
“ทำไม…” ศิวะมองบาดแผลตัวเองด้วยความตื่นตระหนก “ทำไมข้าถึงรักษาตัวเองไม่ได้!”
กาลร่อนลงพื้นอย่างนิ่มนวล ปีกสีดำค่อยๆ หุบลง เขาเดินย่างสามขุมเข้าไปหาศิวะ แววตานิ่งสงบแต่เยือกเย็นดุจขั้วโลก “เพราะนี่ไม่ใช่บาดแผลทางกาย… แต่เป็นบาดแผลทาง ‘เวลา'” กาลชี้ปลายเคียวไปที่ศิวะ “ผมตัด ‘อนาคต’ ของแกทิ้งไปแล้ว… แกไม่มีวันพรุ่งนี้ให้รักษาตัวอีกต่อไป”
ผมเดินเข้าไปยืนข้างๆ กาล หอบหายใจแฮ่กๆ “จบเกมแล้วคุณหมอ… เลิกอาฆาตแล้วไปชดใช้กรรมในนรกเถอะ”
ศิวะเงยหน้ามองพวกเรา… แววตาแห่งความเคียดแค้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆๆๆ! จบงั้นรึ? คิดว่าฆ่าข้าแล้วทุกอย่างจะจบสวยงามเหมือนในนิทานหรือไง?”
มันกระอักเลือดสีม่วงออกมา “พวกเจ้าโง่… สมดุลของโลกใบนี้เปราะบางยิ่งนัก การที่ข้าตาย… แปลว่า ‘ตัวกินเวลา’ หายไป… และเมื่อผู้ล่าหายไป… ผู้คุมกฎที่แท้จริงจะลงมาจัดการ!”
ศิวะจ้องหน้ากาลเขม็ง “กาล… แกแหกกฎสวรรค์มานับครั้งไม่ถ้วน… ใช้พลังต้องห้าม… แทรกแซงชะตามนุษย์… แถมยังแบ่งแก่นวิญญาณให้คนธรรมดา” “แกคิดว่า ‘เบื้องบน’ จะปล่อยแกไปเสวยสุขกับเด็กนั่นงั้นรึ?”
เปรี้ยง!!!!!!
ท้องฟ้ายามค่ำคืนภายนอกตึกที่เคยมีดาวระยิบระยับ… จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็น สีแดงฉาน ราวกับเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นเป็นก้อนมหึมา หมุนวนเป็นพายุเหนือมหาวิทยาลัย สายฟ้าสีแดงฟาดลงมาผ่าตึกข้างๆ จนไฟดับทั้งเมือง!
กาลหน้าถอดสีทันที เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยแววตาหวาดหวั่น “มันมาแล้ว…”
“อะไรมา?” ผมถามเสียงสั่น รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจนหายใจไม่ออก
“ทัณฑ์สวรรค์…” กาลตอบเสียงเบาหวิว
ศิวะหัวเราะร่าทั้งที่ร่างกายกำลังสลายเป็นฝุ่นผง “ฮ่าๆๆ! ข้าจะไปรอแกที่ขุมนรกโลกันตร์นะกาล! อีกไม่กี่วินาที… แกก็ตามข้ามาแล้ว!”
วูบ! ร่างของศิวะสลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า… และหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ครืนนนน… เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น เมฆสีแดงบนท้องฟ้าแหวกออก… เผยให้เห็น “ดวงตาขนาดยักษ์” มองลงมาจากฟากฟ้า ดวงตาที่ไร้อารมณ์… เย็นชา… และเปี่ยมไปด้วยอำนาจล้นพ้น
“ยมทูตลำดับที่ 4… นามว่า กาล…” เสียงที่ดังก้องในจิตวิญญาณดังลงมา “เจ้าได้ละเมิดกฎแห่งวัฏสงสาร… ทำลายสมดุลแห่งความเป็นและความตาย… โทษทัณฑ์ของเจ้าคือ… การถูกลบตัวตนให้สูญสิ้นไปตลอดกาล”
ทันใดนั้น! โซ่ตรวนสีทอง นับร้อยเส้นพุ่งลงมาจากดวงตายักษ์นั้น! พวกมันพุ่งทะลุเพดานตึก ตรงดิ่งเข้ามาหากาล!
“กาล! หลบ!” ผมพยายามจะสร้างกำแพงทรายกันไว้ แต่โซ่ตรวนเหล่านั้น… ทะลุผ่านทรายของฉันเหมือนไม่มีตัวตน! มันไม่ใช่สสารทางโลก!
ฉึก! ฉึก! ฉึก! โซ่ตรวนพุ่งเข้าพันธนาการแขน ขา และลำตัวของกาล ตรึงร่างเขาให้ลอยขึ้นจากพื้น!
“อ๊ากกกก!” กาลร้องด้วยความเจ็บปวด โซ่ตรวนนั้นร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์ มันกำลังเผาไหม้วิญญาณของเขา
“กาล!!!” ผมกระโดดเกาะขาเขาไว้ พยายามจะดึงลงมา “ปล่อยนะ! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!”
“วิน! ปล่อย!” กาลกัดฟันตะโกน “โซ่นี้จะทำร้ายนายด้วย! นายเป็นมนุษย์ นายทนพลังเทพไม่ไหวหรอก!”
“ไม่ปล่อย! จะเจ็บก็เจ็บด้วยกันสิวะ!” ผมกอดขาเขาแน่น น้ำตาไหลพราก “เราสัญญากันแล้ว… ว่าจะไม่ทิ้งกัน! ถ้านายไป ฉันไปด้วย!”
ด้ายแดงที่ข้อมือผมส่องแสงวาบ… พยายามต้านทานพลังของโซ่ทอง แต่พลังของสวรรค์นั้นมหาศาลเกินไป ร่างกายของกาลเริ่มโปร่งแสง แสงสีทองจากแก่นวิญญาณในตัวเขาเริ่มถูกโซ่ดูดออกไป
“การตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด” เสียงจากฟ้าประกาศ “จงรับโทษทัณฑ์… และกลับคืนสู่ความว่างเปล่า”
แรงดึงมหาศาลกระชากร่างกาลลอยสูงขึ้น ผมถูกแรงอัดกระแทกจนกระเด็นตกลงมาที่พื้น “กาล!”
กาลมองลงมาที่ผม… สภาพของเขาดูทรมานแสนสาหัส แต่เขากลับฝืนยิ้มให้ผม รอยยิ้มสุดท้าย…
“ใช้ชีวิต… เผื่อข้าด้วยนะ… วิน” “ข้ารักเจ้า…”
วูบ! ร่างของกาลถูกกระชากหายลับเข้าไปในเมฆสีแดง ท้องฟ้าปิดตัวลง… เมฆสลายตัวไป เหลือเพียงท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมตะเกียกตะกายลุกขึ้น ยื่นมือไขว่คว้าอากาศที่ว่างเปล่า “กาล… กาล!!!!!”
เสียงตะโกนของผมก้องสะท้อนไปทั่วดาดฟ้าตึกร้าง ไม่มีเสียงตอบรับ ที่พื้นตรงจุดที่เขาเคยยืนอยู่… เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ทิ้งไว้ ขนนกสีดำสนิท หนึ่งเส้น… ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว และสลายกลายเป็นผงธุลีไปต่อหน้าต่อตาผม
ผมทรุดตัวลงร่ำไห้แทบขาดใจ ชนะศัตรูได้… แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับโชคชะตา ความว่างเปล่าที่เจ็บปวดที่สุด… มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น


