๒ กันยายน ๒๕๖๒
หนึ่งสัปดาห์แล้วครับที่ผมไม่ได้ยินเสียงลูกบาสกระทบพื้นโรงยิม และหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มลักยิ้มบุ๋มข้างแก้มของจิณณ์… โลกของผมตอนนี้เหมือนถูกกดปุ่ม Mute ทุกอย่างกลายเป็นภาพนิ่งที่มีเพียงเสียงเปิดหน้ากระดาษวิชาเคมี และเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปอย่างเนิบนาบ
✍️ บันทึกหน้าที่ ๒๐: เมื่อ ‘คนเก่ง’ ของแม่… กำลังจะพัง
จิณณ์ทำตามที่ผมบอกจริงๆ ครับ เขาหายไปจากวงจรชีวิตของผมอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีการดักรอที่หน้าห้องศิลปะ ไม่มีนมกล่องวางบนโต๊ะ และไม่มีแม้แต่การกดไลก์ในโซเชียลมีเดีย ทุกอย่างสะอาดตา… แต่ข้างในใจผมมันรกชัฏไปด้วยความโหยหา
“พีท… มึงกินข้าวบ้างเถอะ กูขอร้อง” ก้อยพูดเสียงสั่นขณะมองดูผมที่นั่งตาลอยอยู่หน้าจานข้าวในโรงอาหาร “มึงทำแบบนี้เพื่ออะไรวะ? เพื่อให้แม่พอใจเหรอ? แล้วตัวมึงล่ะ? มึงเหลืออะไรบ้าง?”
“กูเหลือ ‘อนาคต’ ไงมึง… อย่างที่แม่ต้องการ” ผมตอบเสียงแหบพร่า ก่อนจะพยายามตักข้าวเข้าปาก แต่เพียงแค่เคี้ยวได้ไม่กี่คำ ผมก็รู้สึกคลื่นไส้จนต้องรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ
ผมอาเจียนออกมาจนแทบหมดแรง พิงหลังกับผนังห้องน้ำเย็นเฉียบ ร่างกายที่ผมอุตส่าห์ปั้นมันมาอย่างดีเพื่อใครบางคน ตอนนี้มันกำลังประท้วง… มันกำลังบอกว่า ‘ถ้าไม่มีแรงใจ ร่างกายนี้ก็เป็นแค่เปลือกหอยที่ว่างเปล่า’
[มิตรภาพที่พยายามต่อจิ๊กซอว์]
เย็นวันนั้น ไอ้ตั้มเดินเข้ามาหาผมที่โต๊ะหินอ่อน มันไม่ได้มาตัวเปล่า แต่มันถือรูปถ่ายโพลารอยด์ใบหนึ่งมาด้วย
“กูไปแอบถ่ายมาเมื่อกี้ที่สนาม…” ตั้มยื่นรูปให้ผม ในรูปคือจิณณ์ที่นั่งเหม่ออยู่ขอบสนามบาส ในมือกำพลาสเตอร์ยาอันเดิมที่ผมเคยให้ไว้แน่น “มันไม่ซ้อมเลยนะมึง มันแค่นั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียวเหมือนคนวิญญาณหลุด”
ใจผมเจ็บเหมือนโดนคีมเหล็กบีบ “กูทำเขาพังแล้วใช่มั้ยตั้ม…”
“มึงไม่ได้ทำเขาพังหรอกพีท แต่มึงกำลังทำ ‘เรา’ พัง” ตั้มถอนหายใจ “มึงปกป้องเขาจากแม่มึง แต่ใครจะปกป้องเขากับมึงจากความเสียใจวะ?”
ก้อยเดินเข้ามาสมทบ เธอตบไหล่ผมเบาๆ “พีท… แม่มึงอาจจะคุมตัวมึงได้ แต่แม่มึงคุม ‘โชคชะตา’ ไม่ได้หรอกนะ วันนี้มึงอาจจะต้องถอย แต่กูเชื่อว่าคนอย่างน้องจิณณ์… ไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่”
[วันที่แสงไฟดับลง]
คืนนั้น ผมพยายามอ่านหนังสือเตรียมสอบไฟนอล แสงโคมไฟบนโต๊ะทำงานเริ่มพร่าเลือน ตัวหนังสือในเล่มชีววิทยาเริ่มเต้นระบำไปมา ผมรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากข้างใน… ไข้หวัดที่สะสมมาจากความเครียดและการอดนอนเริ่มเล่นงานผมเข้าแล้ว
“พีท… ยังไม่นอนอีกเหรอ?” เสียงแม่ดังขึ้นที่ประตู
ผมพยายามจะหันไปตอบ แต่โลกทั้งใบกลับหมุนคว้าง ผมเห็นภาพแม่เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางตกใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงเป็นสีดำสนิท
ผมตื่นมาอีกทีในโรงพยาบาล กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและสายน้ำเกลือที่โยงใยอยู่ที่ข้อมือทำให้ผมรู้ว่าร่างกายนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว แม่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของท่านดูซูบเซียวและเต็มไปด้วยความกังวล
“แม่ขอโทษ…”
นั่นคือคำแรกที่ผมได้ยินจากปากแม่หลังจากสลบไปหลายชั่วโมง
“แม่ไม่คิดว่าแกจะกดดันตัวเองขนาดนี้ พีท… แม่แค่ไม่อยากให้แกผิดหวังเหมือนที่แม่เคยเจอ” แม่กุมมือผมไว้ “ถ้าการรักเด็กคนนั้นมันทำให้แกต้องเป็นขนาดนี้… แม่จะไม่ห้ามแล้ว แต่แกต้องสัญญากับแม่นะ ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้”
น้ำตาผมไหลพรากออกมาโดยไม่มีเสียงสะอื้น ความอัดอั้นที่แบกไว้พังทลายลงในอ้อมกอดของแม่
แต่ในใจผมกลับมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมา… แล้วจิณณ์ล่ะ? ผมพึ่งจะบอกไล่เขาไปอย่างเลือดเย็น ป่านนี้เขาคงเกลียดผมไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
✍️ บันทึกหน้าที่ ๒๑: แต้มที่ต้องกอบกู้
วันนี้ผมชนะแม่แล้วครับ… แต่ผมอาจจะเสีย ‘หัวใจ’ ของผมไปจริงๆ จิณณ์ครับ… พี่จะรักษาร่างกายที่จิณณ์เคยชมว่าดูดีขึ้นนี้ไว้ให้ดีที่สุด และถ้ามีโอกาส… พี่จะไปขอโทษจิณณ์ด้วยตัวเองนะ
ปล. พยาบาลบอกว่ามีเด็กผู้ชายตัวสูงๆ มายืนเก้อหน้าห้องไอซียูเมื่อคืน แต่พยาบาลไม่ให้เข้า… ใช่จิณณ์หรือเปล่านะ? 🧡


