admin

spot_img

ตอนที่ 1: เซตเตอร์ที่หายไป กับสัญญาในความมืด

แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มอิฐ ลอดผ่านหน้าต่างยิมเนเซียมเก่าของมหาวิทยาลัย T เข้ามาเป็นลำแสงสว่างจ้า ท่ามกลางเสียงลูกวอลเลย์บอลกระทบพื้นสนามดัง ปัง! ปัง! อย่างต่อเนื่อง คิริน ยืนอยู่กลางสนามเหงื่อไหลซึมตามไรผม นัยน์ตาคมกริบจดจ้องไปที่ลูกบอลที่ถูกโยนขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะโดยรุ่นน้องในทีม เขาถีบตัวขึ้นสูงจนเสื้อกีฬาเลิกขึ้นเห็นกล้ามท้องเรียบตึง แขนขวาเหวี่ยงออกไปสุดแรงราวกับจะระบายโทสะทั้งหมดลงไปที่ลูกกลมๆ นั่น 🌪️ Tornado Impact! กระแสลมหมุนสีเทาหม่นก่อตัวขึ้นรอบกำปั้น ลูกบอลพุ่งแหวกอากาศจนเห็นเป็นเกลียวคลื่นพายุ แต่มันกลับพุ่งออกนอกสนามไปชนเข้ากับรถเข็นเก็บลูกจนล้มระเนระนาด 🦁 “บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้โยนมาที่จุดตกกระทบ 45 องศา! โยนแบบนี้จะให้ตบยังไง!” คิรินตวาดลั่นจนรุ่นน้องตัวสั่น 🦁 “ขอโทษครับพี่คิริน! ผม......

Prologue

หลังเลิกซ้อม ยิมเนเซียมเหลือเพียงความเงียบและแสงสลัวจากไฟทางเดิน คิรินนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ยาว มือที่เคยตบลูกสลาตันอย่างทรงพลังกลับกำลังสั่นเทาขณะถือโทรศัพท์ที่โชว์ข้อความจากแม่... 'อย่าทำให้พ่อผิดหวังเหมือนคราวก่อนนะคิริน' “ถ้าแบกมันไว้ไม่ไหว ก็วางลงบ้างเถอะ” เสียงนุ่มของธันวาดังขึ้น เขาเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ โดยไม่รอคำอนุญาต “นายไม่เข้าใจหรอกธันวา... ฉันไม่ได้ลงสนามเพื่อตัวเอง แต่ฉันลงสนามเพื่อให้เขารู้ว่า นามสกุลเรายังมีคนชนะอยู่” คิรินก้มหน้าซ่อนนัยน์ตาที่สั่นไหว ธันวาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เขากลับเอื้อมมือไปกุมมือที่สั่นนั้นไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเซตเตอร์คนกวนซึมผ่านเข้ามาถึงหัวใจ “สนามวอลเลย์บอลไม่ใช่ที่สำหรับแบกความคาดหวังของใคร... แต่มันคือที่ที่นายจะโบยบินได้อิสระที่สุด นายไม่ได้มีแค่พี่ชายข้างหลัง แต่นายมีฉันอยู่ข้าง ๆ ลืมเรื่องที่บ้านไปให้หมด แล้วมองแค่ปลายนิ้วของฉันก็พอ” คิรินเงยหน้าขึ้นสบตาคู่ที่มักจะมองเห็นทุกอย่างในสนาม และตอนนี้ดวงตาคู่นั้นก็กำลังมองเห็น ‘ความเจ็บปวด’...

บทที่ ๕ : ความลับหลังม่านน้ำ

เสียงสายน้ำตกกระทบผิวน้ำเบื้องล่างดังอื้ออึง แต่เมื่อก้าวผ่านม่านน้ำตกเข้ามาสู่ภายในถ้ำ เสียงเหล่านั้นกลับเบาบางลงจนเหลือเพียงเสียงสะท้อนแผ่วเบาที่ชวนให้รู้สึกสงบ ภายในถ้ำกินนรพลัดถิ่นมิได้มืดมิดและอับชื้นอย่างที่พวกมนุษย์จินตนาการ ผนังถ้ำประดับประดาไปด้วยผลึกหินสีนวลที่เรืองแสงจางๆ ราวกับดวงดาวนับพันดวงถูกจับมาขังไว้ เพดานถ้ำสูงโปร่งมีรากไม้ห้อยย้อยลงมาคล้ายม่านธรรมชาติ พื้นถ้ำปูลาดด้วยมอสหนานุ่มสีเขียวมรกตที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายยามสัมผัส กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นจมูกลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นหอมหวานแต่สดชื่น ช่วยให้จิตใจที่ตึงเครียดของคณะเดินทางผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด "พวกเจ้าพักตรงนี้เถิด ตรงนี้ปลอดภัยที่สุด" นลินผายมือไปยังลานกว้างกลางถ้ำที่มีโขดหินเรียบเนียนเหมาะแก่การนั่งพัก จ้อยและลูกทีมต่างทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาด้วยความอ่อนล้า ลุงมั่นรีบกุลีกุจอจัดเตรียมสมุนไพรเพื่อรักษาบาดแผลให้ทุกคน พรานเข้มนั่งลงพิงผนังถ้ำอย่างระมัดระวัง เฝือกไม้ไผ่ที่แขนซ้ายทำให้เขาขยับตัวลำบาก แต่สายตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่เจ้าของบ้าน กินนรหนุ่มกำลังเดินไปที่มุมหนึ่งของถ้ำ ซึ่งมีตาน้ำเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากซอกหิน นลินวักน้ำล้างคราบเลือดออกจากแขนและขา ท่วงท่าระมัดระวังยามแตะต้องปีกข้างขวานั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาพรานหนุ่มไปได้ เข้มฝืนความเจ็บปวด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหานลินอย่างเงียบเชียบ "ให้ข้าช่วยดูให้ไหม" เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้นลินสะดุ้งเล็กน้อย กินนรหนุ่มหันขวับมามอง ก่อนจะรีบหุบปีกแนบลำตัวราวกับต้องการซ่อนเร้นบางสิ่ง "ไม่ต้อง" นลินปฏิเสธเสียงแข็ง "แผลแค่นี้ข้าจัดการเองได้...

บทที่ ๔ : คมเขี้ยวและพันธมิตรจำเป็น

ตูม! มวลน้ำมหาศาลแตกกระจายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับน้ำพุปีศาจ แรงกระแทกส่งผลให้ร่างโปร่งของกินนรหนุ่มกระเด็นถอยหลังไปชนกับโขดหิน กรงเล็บเท้าจิกเกร็งแน่นด้วยความเจ็บปวดจากปีกที่กระแทกซ้ำแผลเดิม จากฟองคลื่นสีขาวโพลน ปรากฏศีรษะมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเขียวตะไคร่ มันมีรูปหน้าคล้ายจระเข้แต่เรียวยาวดั่งงู นัยน์ตาสีแดงฉานไร้แววปรานี แผงคอเป็นพังผืดหนาที่มีหนามแหลมคมกางออกข่มขวัญ 'เหรา' (เห-รา) สัตว์อสูรครึ่งนาคครึ่งจระเข้ ผู้ครองวังน้ำวนแห่งนี้ มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมคมนับร้อยซี่ที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ พร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อดังก้องราวกับหม้อต้มน้ำเดือด "ระวัง!" พรานเข้มตะโกนก้อง ไวเท่าความคิด ร่างสูงใหญ่ของพรานหนุ่มกระโจนเข้าแทรกกลางระหว่างกินนรกับสัตว์ร้าย เข้มปักหลักยืนมั่น สองมือกระชับด้ามมีดหมอแน่น ปากขมุบขมิบวาดคาถา 'คงกระพันชาตรี' หุ้มกายา เหราพุ่งฉกวูบเข้าใส่ด้วยความเร็วผิดกับขนาดตัว ปากกว้างงับเข้าที่ท่อนแขนซ้ายของเข้มที่ยกขึ้นรับ กึก! เสียงเขี้ยวปะทะผิวหนังดังสนั่นราวกับเหล็กกระทบเหล็ก ด้วยอานุภาพแห่งรอยสักและวิชาอาคม ผิวหนังของเข้มเหนียวดั่งทองแดงรมดำ เขี้ยวอสูรไม่สามารถเจาะทะลุเข้าเนื้อได้ แต่แรงบดขยี้มหาศาลนั้นทำเอากระดูกแขนของเขาลั่นกรอบ "อึก!" เข้มกัดฟันกรอด...

บทที่ ๓ : ปักษาพลัดถิ่น

กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นหอมเอียนของป่าประหลาด ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่มีใบสีม่วงคล้ำหนาทึบ 'ลุงมั่น' หมอยาชรากำลังง่วนอยู่กับการบดขยี้รากไม้สมุนไพรที่เตรียมมาจากโลกมนุษย์ลงบนแผลเหวอะหวะที่ข้อเท้าของพรานเข้ม เลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน "พิษยางไม้พวกนี้มันร้ายเหลือ..." ลุงมั่นพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด "ถ้าไม่ใช่เพราะเอ็งมีหนังเหนียวคงกินลึกถึงกระดูกไปแล้ว ข้าพอกยาไว้ให้แล้ว แต่เอ็งต้องระวัง อย่าให้แผลโดนน้ำค้างในป่านี้เด็ดขาด" พรานเข้มนั่งพิงโคนไม้ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แสบร้อนราวกับมีไฟสุมอยู่ในเนื้อ เขาพยักหน้ารับรู้ พลางยกขนนกปริศนาในมือขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ขนนกสีขาวนวลตา ทว่าที่ปลายขนกลับมีสีดำสนิทแซมอยู่อย่างน่าประหลาด มันยาวกว่าขนนกทั่วไป เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหม และที่สำคัญ... มันยังมีไออุ่นจางๆ แผ่ออกมา สัมผัสของมันทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด "เจ้าของขนนี้... ช่วยเราไว้" เข้มเปรยขึ้นแผ่วเบา "นกตัวใหญ่ขนาดนั้นเชียวรึพี่เข้ม?" จ้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย...

บทที่ ๒ : ธรณีประตูสู่แดนลี้ลับ

หลังสิ้นเสียงคำรามสุดท้ายของเสือสมิง ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็กลับมาครอบงำป่าดงพญาไฟอีกครั้ง พรานเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าม่านหมอกสีขาวโพลนที่ดูหนาทึบราวกับกำแพงยักษ์ มันไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งตามแรงลมอย่างหมอกทั่วไป แต่กลับหมุนวนเอื่อยๆ อยู่กับที่ ราวกับมีกระแสธารที่มองไม่เห็นคอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ กลิ่นที่ลอยออกมาจากหลังม่านหมอกนั้นมิใช่กลิ่นดินกลิ่นโคลน แต่เป็นกลิ่นหอมประหลาด... หอมเย็นยะเยือกคล้ายดอกพิกุลร่วงหล่นบนลานหิน ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขนลุกชันอย่างน่าประหลาด "ทุกคนฟังข้า..." เข้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงหนักแน่น "หยิบเชือกมนตราในย่ามออกมา ผูกเอวต่อกันไว้ อย่าให้เชือกขาด และที่สำคัญ... ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามขานรับเด็ดขาด" "เสียงอะไรหรือพี่เข้ม?" จ้อยถามเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาขณะผูกเชือกเข้ากับเอว "เสียงคนที่เอ็งรัก... เสียงพ่อแม่ หรือแม้แต่เสียงของตัวเอ็งเอง" เข้มตอบเสียงเรียบ...

บทที่ ๑ : กลิ่นสาบสางแห่งดงพญาไฟ

ราตรีกาลในป่าดงพญาไฟมิเคยเงียบสงัดอย่างแท้จริง ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงจันทร์จนมิดชิด ความมืดอนธการปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เสียงจักจั่นเรไรกรีดปีกระงมผสมผสานกับเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบกระซาบของภูตพรายที่กำลังเฝ้ามองผู้บุกรุก กลิ่นดินชื้นแฉะผสมกับกลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยลอยอวลอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันราวกับป่าแห่งนี้มีลมหายใจเป็นของตนเอง เปลวไฟจากกองฟืนขนาดย่อมเต้นระริกไหววูบ สาดแสงสีส้มสลัวจับใบหน้าเคร่งเครียดของกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาคือพรานป่าและหมอยาฝีมือดีที่ถูกว่าจ้างมาด้วยเงินถุงเงินถัง แต่ทว่าในเวลานี้ แววตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง มือไม้กำกระชับอาวุธคู่กายไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องรางกันภัยเพียงชิ้นเดียว ห่างออกไปจากวงสนทนาเล็กน้อย ที่โคนต้นตะเคียนยักษ์ซึ่งมีผ้าแพรสีซีดจางผูกมัดไว้ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิพิงพนักไม้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขาคือ 'พรานเข้ม' ผู้นำทางของคณะเดินทางชุดนี้ เข้มมิได้เข้าไปร่วมวงพูดคุยคลายกังวลกับลูกหาบ เขาชอบความเงียบ... หรือหากจะพูดให้ถูก เขาคุ้นชินกับความโดดเดี่ยวเสียมากกว่า ใบหน้าคมเข้มกร้านแดดกร้านลมสมชายชาตรี ดวงตาสีนิลลึกล้ำทอดมองเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย แต่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทุกฝีก้าว แสงไฟที่ตกกระทบเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นภายใต้เสื้อหม้อห้อมสีครามเก่าคร่ำคร่า ที่แขนขวาคาดสายสิญจน์ถักเกลียวลงรักสีดำขลับ และที่คอห้อยตะกรุดโทนดอกใหญ่ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เข้มยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังของตนเองเบาๆ......

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img