แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มอิฐ ลอดผ่านหน้าต่างยิมเนเซียมเก่าของมหาวิทยาลัย T เข้ามาเป็นลำแสงสว่างจ้า ท่ามกลางเสียงลูกวอลเลย์บอลกระทบพื้นสนามดัง ปัง! ปัง! อย่างต่อเนื่อง
คิริน ยืนอยู่กลางสนามเหงื่อไหลซึมตามไรผม นัยน์ตาคมกริบจดจ้องไปที่ลูกบอลที่ถูกโยนขึ้นมาอย่างสะเปะสะปะโดยรุ่นน้องในทีม เขาถีบตัวขึ้นสูงจนเสื้อกีฬาเลิกขึ้นเห็นกล้ามท้องเรียบตึง แขนขวาเหวี่ยงออกไปสุดแรงราวกับจะระบายโทสะทั้งหมดลงไปที่ลูกกลมๆ นั่น
🌪️ Tornado Impact!
กระแสลมหมุนสีเทาหม่นก่อตัวขึ้นรอบกำปั้น ลูกบอลพุ่งแหวกอากาศจนเห็นเป็นเกลียวคลื่นพายุ แต่มันกลับพุ่งออกนอกสนามไปชนเข้ากับรถเข็นเก็บลูกจนล้มระเนระนาด
🦁 “บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้โยนมาที่จุดตกกระทบ 45 องศา! โยนแบบนี้จะให้ตบยังไง!” คิรินตวาดลั่นจนรุ่นน้องตัวสั่น
🦁 “ขอโทษครับพี่คิริน! ผม… ผมคุมพลังไม่ค่อยอยู่”
คิรินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่ได้โกรธรุ่นน้องหรอก เขาโกรธตัวเอง… โกรธที่พยายามเท่าไหร่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า ‘คิระ’ พี่ชายฝาแฝดของเขาที่ตอนนี้นอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล ทุกครั้งที่เขาตบลูก เขาไม่ได้เห็นเน็ตวอลเลย์บอล แต่เขาเห็นสายตาผิดหวังของพ่อที่มักจะพูดว่า ‘ถ้าเป็นคิระ ป่านนี้เราคงเป็นแชมป์ไปแล้ว’
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกคณะบริหารธุรกิจ…
ธันวา ในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบ (ที่เจ้าตัวจงใจปลดกระดุมเม็ดบนออกให้ดูลุคแบดบอย) กำลังยืนประจันหน้ากับชายในชุดสูทที่ดูภูมิฐานอยู่หน้าตึก
👔 “คุณพ่อให้คนตามตัวผมมาถึงที่นี่ มีธุระด่วนอะไรเหรอครับ?” ธันวาถามพลางควงพวงกุญแจรถเล่นด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
👔 “เลิกเล่นเป็นเด็กได้แล้วธันวา สัญญาที่ให้ไว้จำได้ไหม? ถ้าปีนี้โปรเจกต์ของคณะแกไม่ติดท็อปสาม แกต้องกลับไปเรียนต่อเมืองนอกและเลิกยุ่งกับไอ้กีฬาวิ่งไล่ตบบอลนั่นซะ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
🦊 “วอลเลย์บอลไม่ใช่แค่การวิ่งไล่ตบบอลนะครับพ่อ… มันคือการเชื่อมต่อ”
👔 “เชื่อมต่อกับใคร? กับพวกที่ไม่มีอนาคตเหมือนแกน่ะเหรอ? อย่าลืมว่าธุรกิจของเราต้องการคนที่มองเห็น ‘ความจริง’ ไม่ใช่คนที่เอาแต่มองหา ‘วิถีบอล’ ในจินตนาการ”
ธันวายิ้มรับคำถากถางนั้น แต่นัยน์ตาภายใต้กรอบแว่นกันแดดกลับสั่นไหว เขาถนัดการใช้หน้ากากความกวนประสาทปกปิดความเจ็บปวด พลัง Eye of the Storm ของเขาที่ใครๆ ก็ชื่นชม จริงๆ แล้วมันเกิดจากการที่เขาถูกบังคับให้ต้อง ‘สังเกต’ และ ‘ระวัง’ ทุกอารมณ์ของคนในครอบครัวมาตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นสัญชาตญาณ
17:30 น. ณ ยิมเนเซียม
ธันวาเดินเอื่อยๆ เข้ามาในยิมที่กำลังตึงเครียด เขาเห็นคิรินกำลังง้างมือจะตบลูกที่โยนมาห่วยๆ อีกครั้ง
🦊 “โยนแบบนั้น ต่อให้เป็นเทวดาก็ตบไม่ลงหรอกครับ”
เสียงนั้นทำให้คิรินชะงักกลางอากาศจนเสียจังหวะและร่วงลงมาเท้าพลิกเล็กน้อย 🦁 “แกอีกแล้วเหรอ? ใครให้แกเข้ามา!”
ธันวาไม่พูดเปล่า เขาเดินไปหยิบบอลลูกหนึ่งขึ้นมา สลัดหน้ากากคุณหนูบริหารทิ้งไป เหลือเพียงเซตเตอร์อัจฉริยะที่โหยหาสนามแข่ง
🦊 “นายบอกว่าฉันกวนประสาทใช่ไหม? งั้นมาพิสูจน์กัน… ถ้าลูกต่อไปที่ฉันเซตให้นาย นายตบไม่ลงจุดที่ฉันกำหนด ฉันจะเดินออกไปจากที่นี่แล้วไม่กลับมาอีกเลย”
คิรินมองหน้าธันวาอย่างค้นหา ความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเอสหลักทำให้เขาตอบตกลง 🦁 “ได้! ถ้าแกทำไม่ได้ตามที่พูด ก็ไสหัวไปซะ!”
ธันวาโยนบอลขึ้นสูง นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มในฉับพลัน เขามองเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ตรงข้อมือของคิริน มองเห็นทิศทางลมที่หมุนวนรอบๆ และมองเห็นแม้กระทั่ง ‘ความเหงา’ ที่ซ่อนอยู่ในท่าทางการกระโดดนั้น
🦊 “จังหวะนี้แหละ… โบยบินไปซะ คิริน!”
ปลายนิ้วของธันวาสัมผัสบอลเบาๆ แต่มันส่งพลังมหาศาลผ่านแรงเหวี่ยงที่พอเหมาะ ลูกบอลลอยนิ่งสนิทอยู่ที่จุดนัดพบกลางอากาศ ราวกับหยุดเวลาไว้เพื่อรอคอยคิรินคนเดียว
คิรินกระโดดขึ้นไป ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่แบกมาทั้งวันหายวับไป ลูกบอลลูกนี้มัน… ‘เบา’ และ ‘นุ่มนวล’ จนเขาอยากจะส่งมันออกไปให้สุดแรง
เปรี้ยงงงงง! ⚡
ลูกตบสลาตันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความแรง แต่มันพุ่งปักลงตรงมุมสนามพอดิบพอดีตามที่ธันวาชี้เป้าไว้ แรงลมจากการตบทำเอาเสื้อของธันวาปลิวไสว
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ทั้งคู่ยืนหอบหายใจจ้องตากันกลางสนาม
🦁 “นาย… ทำได้ยังไง?” คิรินถาม เสียงที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่น
🦊 “ก็บอกแล้วไง ว่าผมจะทำให้นายกลายเป็นงานศิลปะ” ธันวายิ้มกวนๆ เหมือนเดิม แต่คราวนี้คิรินไม่ได้รู้สึกอยากจะเอาบอลอัดหน้าเขาแล้ว
🦊 “ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนร่วมทีม… ฉันชื่อธันวา ต่อไปนี้ตำแหน่งเซตเตอร์ข้างหลังนาย เป็นของฉันคนเดียว”
มิตรภาพที่เริ่มต้นด้วยคำท้าทาย และปมชีวิตที่ต่างคนต่างแบกไว้ กำลังจะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในสนามวอลเลย์บอลแห่งนี้… สนามที่จะเป็นทั้งที่พักใจ และสมรภูมิรบของพวกเขา


