admin

spot_img

บทที่ ๓ : ปักษาพลัดถิ่น

กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นหอมเอียนของป่าประหลาด ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่มีใบสีม่วงคล้ำหนาทึบ 'ลุงมั่น' หมอยาชรากำลังง่วนอยู่กับการบดขยี้รากไม้สมุนไพรที่เตรียมมาจากโลกมนุษย์ลงบนแผลเหวอะหวะที่ข้อเท้าของพรานเข้ม เลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน "พิษยางไม้พวกนี้มันร้ายเหลือ..." ลุงมั่นพึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด "ถ้าไม่ใช่เพราะเอ็งมีหนังเหนียวคงกินลึกถึงกระดูกไปแล้ว ข้าพอกยาไว้ให้แล้ว แต่เอ็งต้องระวัง อย่าให้แผลโดนน้ำค้างในป่านี้เด็ดขาด" พรานเข้มนั่งพิงโคนไม้ กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แสบร้อนราวกับมีไฟสุมอยู่ในเนื้อ เขาพยักหน้ารับรู้ พลางยกขนนกปริศนาในมือขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ขนนกสีขาวนวลตา ทว่าที่ปลายขนกลับมีสีดำสนิทแซมอยู่อย่างน่าประหลาด มันยาวกว่าขนนกทั่วไป เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหม และที่สำคัญ... มันยังมีไออุ่นจางๆ แผ่ออกมา สัมผัสของมันทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด "เจ้าของขนนี้... ช่วยเราไว้" เข้มเปรยขึ้นแผ่วเบา "นกตัวใหญ่ขนาดนั้นเชียวรึพี่เข้ม?" จ้อยที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย...

บทที่ ๒ : ธรณีประตูสู่แดนลี้ลับ

หลังสิ้นเสียงคำรามสุดท้ายของเสือสมิง ความเงียบงันที่น่าอึดอัดก็กลับมาครอบงำป่าดงพญาไฟอีกครั้ง พรานเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าม่านหมอกสีขาวโพลนที่ดูหนาทึบราวกับกำแพงยักษ์ มันไม่ได้ลอยอ้อยอิ่งตามแรงลมอย่างหมอกทั่วไป แต่กลับหมุนวนเอื่อยๆ อยู่กับที่ ราวกับมีกระแสธารที่มองไม่เห็นคอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ กลิ่นที่ลอยออกมาจากหลังม่านหมอกนั้นมิใช่กลิ่นดินกลิ่นโคลน แต่เป็นกลิ่นหอมประหลาด... หอมเย็นยะเยือกคล้ายดอกพิกุลร่วงหล่นบนลานหิน ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขนลุกชันอย่างน่าประหลาด "ทุกคนฟังข้า..." เข้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ แต่ยังคงหนักแน่น "หยิบเชือกมนตราในย่ามออกมา ผูกเอวต่อกันไว้ อย่าให้เชือกขาด และที่สำคัญ... ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ห้ามขานรับเด็ดขาด" "เสียงอะไรหรือพี่เข้ม?" จ้อยถามเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาขณะผูกเชือกเข้ากับเอว "เสียงคนที่เอ็งรัก... เสียงพ่อแม่ หรือแม้แต่เสียงของตัวเอ็งเอง" เข้มตอบเสียงเรียบ...

บทที่ ๑ : กลิ่นสาบสางแห่งดงพญาไฟ

ราตรีกาลในป่าดงพญาไฟมิเคยเงียบสงัดอย่างแท้จริง ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงจันทร์จนมิดชิด ความมืดอนธการปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เสียงจักจั่นเรไรกรีดปีกระงมผสมผสานกับเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบกระซาบของภูตพรายที่กำลังเฝ้ามองผู้บุกรุก กลิ่นดินชื้นแฉะผสมกับกลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยลอยอวลอยู่ในอากาศ สร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันราวกับป่าแห่งนี้มีลมหายใจเป็นของตนเอง เปลวไฟจากกองฟืนขนาดย่อมเต้นระริกไหววูบ สาดแสงสีส้มสลัวจับใบหน้าเคร่งเครียดของกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาคือพรานป่าและหมอยาฝีมือดีที่ถูกว่าจ้างมาด้วยเงินถุงเงินถัง แต่ทว่าในเวลานี้ แววตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง มือไม้กำกระชับอาวุธคู่กายไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องรางกันภัยเพียงชิ้นเดียว ห่างออกไปจากวงสนทนาเล็กน้อย ที่โคนต้นตะเคียนยักษ์ซึ่งมีผ้าแพรสีซีดจางผูกมัดไว้ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิพิงพนักไม้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขาคือ 'พรานเข้ม' ผู้นำทางของคณะเดินทางชุดนี้ เข้มมิได้เข้าไปร่วมวงพูดคุยคลายกังวลกับลูกหาบ เขาชอบความเงียบ... หรือหากจะพูดให้ถูก เขาคุ้นชินกับความโดดเดี่ยวเสียมากกว่า ใบหน้าคมเข้มกร้านแดดกร้านลมสมชายชาตรี ดวงตาสีนิลลึกล้ำทอดมองเข้าไปในความมืดเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย แต่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทุกฝีก้าว แสงไฟที่ตกกระทบเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นภายใต้เสื้อหม้อห้อมสีครามเก่าคร่ำคร่า ที่แขนขวาคาดสายสิญจน์ถักเกลียวลงรักสีดำขลับ และที่คอห้อยตะกรุดโทนดอกใหญ่ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เข้มยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังของตนเองเบาๆ......

บทนำ : เสียงเพรียกจากความตาย

สายลมกรรโชกแรงหอบเอากลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบสางลอยคลุ้งไปทั่วคุ้มเจ้าพระยา เสียงไอกระเสาะกระแสะดังเล็ดลอดออกมาจากห้องนอนใหญ่ที่ปิดหน้าต่างมิดชิด ราวกับกลัวว่าแสงตะวันจะพรากวิญญาณของผู้ที่อยู่ข้างในไป "มัน... อยู่ที่นั่น... ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่นั่น" ชายชราผู้มีอำนาจล้นฟ้าในย่านนี้ บัดนี้กลับนอนตัวลีบผอมแห้ง ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีแผลพุพองส่งกลิ่นเหม็นเน่า เขากำลังพร่ำเพ้อถึงสิ่งเดียวที่จะช่วยยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย "ดอกไม้... ดอกไม้นั่น" บ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่มีใครกล้าสบตาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่ในเงามืด รัศมีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของเขาจนทำให้อากาศในห้องเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม "พรานเข้ม" เสียงแหบแห้งเรียกชื่อเขา "เอ็งต้องไปเอามันมาให้ข้า... แล้วข้าจะคืนทุกอย่างให้ตระกูลเอ็ง" ชายหนุ่มในเงามืดขยับตัว แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวเผยให้เห็นดวงตาคมกริบดั่งพญาเสือและรอยสักอักขระโบราณที่โผล่พ้นคอเสื้อขึ้นมา "ท่านรู้ใช่ไหมว่าที่นั่นไม่ใช่ที่เดินเล่น" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ "ป่าหิมพานต์... เข้าไปสิบ ตายเสียเก้า อีกหนึ่งรอดกลับมาก็กลายเป็นบ้า" "ข้าไม่สน!" ชายชราตะคอกจนไอโขลก "ข้าต้องการบุปผาเทวา! ไปเอามันมา! แล้วหนี้ชีวิตพ่อแม่เอ็ง......

บทที่ 5: ภารกิจรับน้องสยองขวัญ (The Horrifying SOTUS Mission)

"ปีหนึ่ง! เดินให้มันเร็วๆ หน่อย! อยากโดนซ่อมหรือไง!" เสียงตะคอกผ่านโทรโข่งดังลั่นป่าชายเลน แสงแดดร้อนระอุแผดเผาผิวหนังจนแสบไหม้ กิจกรรมรับน้องนอกสถานที่... ช่างเป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานชีวิตโดยใช่เหตุ ข้าสวมเสื้อยืดคณะสีเลือดหมู กางเกงวอร์มขายาว ยืนเข้าแถวท่ามกลางเพื่อนๆ ที่เหงื่อท่วมตัว วินยืนอยู่ข้างข้า หน้าซีดเผือดเพราะอดนอน (และเพราะกลัวผีเมื่อคืน) เขาเกาะแขนเสื้อข้าไว้แน่นราวกับลูกแหง่ติดแม่ "น้องคนนั้นน่ะ! คนที่หน้าขาวๆ น่ะ! ยืนคุยอะไรกัน!" รุ่นพี่ว้าก ร่างท้วมหนวดเฟิ้ม ชี้หน้ามาทางข้า "ออกมาข้างหน้า! เดี๋ยวนี้!" ข้าเดินออกไปยืนหน้าแถวด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย "มีประสงค์สิ่งใดหรือ... รุ่นพี่?" "พูดจากวนตีนนะมึง!...

บทที่ 4: ดวงตาที่สามกับความลับยามวิกาล (The Third Eye and Midnight Secrets)

รัตติกาล... คือช่วงเวลาที่ข้าโปรดปรานที่สุด ในขณะที่มนุษย์หลับใหล ปล่อยให้จิตวิญญาณล่องลอยในความฝัน ข้าจะนั่งขัดสมาธิบนเตียงชั้นบน ปล่อยให้ความเงียบโอบกอด นาฬิกาบอกเวลา 02.33 น. เสียงกรนเบาๆ ของรูมเมทตัวดีเงียบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางหึ่งๆ กึก... กึก... เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นจากมุมห้อง ข้าลืมตาขึ้นช้าๆ มองฝ่าความมืดลงไป วิน... กำลังลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผมชี้ฟู ตาปรือปรอย สงสัยจะปวดเบาตามประสาคนกินน้ำเยอะก่อนนอน "ฮ้าว..." วินบิดขี้เกียจ แล้วก้าวลงจากเตียง เดินสะลึมสะลือไปทางห้องน้ำ แต่ทันใดนั้น... เขาก็ชะงัก...

บทที่ 3: กฎเหล็กกับรูมเมทจำเป็น (The Roommate Rules)

"หอเต็มครับน้อง" เสียงลุงยามหอพักใน ดังเหมือนฟ้าผ่ากลางกบาลวิน "โห ลุง! ผมจ่ายค่ามัดจำช้าไปวันเดียวเองนะ! ผมจะไปนอนไหนล่ะครับเนี่ย บ้านก็อยู่ตั้งเชียงใหม่!" วินโอดครวญแทบจะลงไปนอนดิ้นกับพื้น ข้ายืนกอดอกพิงเสา มองดูฉากละครชีวิตมนุษย์ด้วยความสมเพช จริงๆ แล้ว... ข้าเพิ่งใช้มนตร์ดลใจให้รายชื่อวิน 'ตกหล่น' จากระบบหอพักเองแหละ "ช่วยไม่ได้นะ ห้องมันเต็มจริงๆ... อ้อ เหลืออยู่ห้องเดียว ห้อง 404 แต่มันเป็นห้องคู่ แล้วมีคนจองไปแล้วคนหนึ่ง" ลุงยามเปิดสมุดรายชื่อ "ใครครับลุง! ผมขอนอนด้วยได้ไหม ผมนอนพื้นก็ได้!"...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img