“ยาแก้ปวดหัว… นี่นายจะกินผมเหรอครับ!?”
ผมตะโกนถามเสียงหลง พร้อมเอามือปิดอกเสื้อตัวเองแน่น จินตนาการบรรเจิดไปไกลถึงฉากฆาตกรรมอำพรางในหนังระทึกขวัญ หรือไม่ก็พิธีกรรมบูชายัญของพวกลัทธิมืด
ไต้ฝุ่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาที่มองมาเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เข้าใจภาษามนุษย์ยาก
“ฉันหมายถึงพลังของนาย… มันช่วยระงับอาการปวดหัวจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดของฉันได้” เขาเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียง พลางตบที่ว่างข้างตัว “มานี่”
“ตะ… แต่ผมนอนโซฟาก็ได้นะครับ ห้องนายกว้างจะตาย”
“ระยะหวังผล 5 เมตร” ไต้ฝุ่นพูดเสียงเรียบ “ถ้าเกินนี้ พลังฉันอาจจะรั่วไหลตอนหลับ แล้วนายอาจจะตื่นมาพบว่าตัวเองลอยไปติดเพดาน หรือไม่ห้องนี้ก็กลายเป็นหลุมดำ นายเลือกเอา”
ผมกลืนน้ำลายเอือก มองเพดานสูงลิบลิ่วแล้วชั่งใจ… โอเค ยอมเป็นหมอนข้างดีกว่าเป็นดาวเทียมโคจรรอบห้อง
ผมเดินตัวลีบๆ ไปที่เตียง ค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งที่ขอบเตียงฝั่งซ้ายสุด ห่างจากไต้ฝุ่นชนิดที่ว่าถ้าขยับอีกนิดเดียวผมก็ร่วงลงพื้นแล้ว
“ปิดไฟด้วย สวิตช์อยู่หัวเตียง” เขาออกคำสั่งก่อนจะมุดตัวลงไปในผ้าห่มผืนหนา
ผมรีบทำตาม แสงสว่างดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์จากหน้าต่างบานยักษ์ส่องเข้ามา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ผมนอนตัวเกร็ง จ้องมองแผ่นหลังกว้างของคนที่นอนหันหลังให้ พยายามหายใจให้เบาที่สุด
ครืด… กึก…
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เสียงประหลาดเริ่มดังขึ้น
ผมลืมตาโพลงในความมืด เห็นแก้วน้ำที่หัวเตียงเริ่มสั่นระริก ปากกาบนโต๊ะเขียนหนังสือลอยขึ้นมาหมุนติ้วกลางอากาศ เหมือนมีผีสิง!
ไม่ใช่ผี… แต่เป็นเขา!
ไต้ฝุ่นเริ่มกระสับกระส่าย คิ้วเขม็งเกร็งแน่นเหมือนกำลังฝันร้าย รัศมีพลังงานสีเทาหม่นแผ่ออกมาจากตัวเขา บิดเบือนแรงโน้มถ่วงรอบเตียงจนฟูกที่ผมนอนเริ่มยุบและพองตัวอย่างบ้าคลั่ง
“เฮ้ยๆๆ ไต้ฝุ่น!” ผมร้องลั่นเมื่อตัวผมเริ่มลอยขึ้นจากเตียง
“อึก… อย่า…” เขาละเมอเสียงแหบพร่า ดูเจ็บปวดทรมาน
ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า (หรือความกลัวตายก็ไม่รู้) เอื้อมมือไปคว้าแขนเขาไว้
“ไต้ฝุ่นครับ! ตื่นสิ!”
หมับ!
วินาทีที่มือผมแตะโดนตัวเขา พลังงานคุ้มคลั่งพวกนั้นสงบลงทันที แก้วน้ำและปากการ่วงลงสู่พื้นเสียงดังตุ้บ แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือ…
ไต้ฝุ่นกระชากร่างผมเข้าไปหาตัว!
“เฮ้ย!”
ผมปลิวหวือเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง แขนข้างหนึ่งของเขารวบเอวผมไว้แน่น ส่วนขาเขาก็ก่ายมาทับขาผม ล็อกตัวผมไว้แน่นหนายิ่งกว่ากุญแจมือ
“อืม…” สีหน้าทรมานของเขาหายไป กลายเป็นใบหน้าที่ผ่อนคลายและสงบนิ่ง ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอผมสม่ำเสมอ
ผมพยายามดิ้น “ตะ… ไต้ฝุ่น ผมหายใจไม่ออก…”
“อยู่นิ่งๆ…” เขาพึมพำทั้งที่ยังหลับตา “เย็นสบาย…”
เขาซุกหน้าลงกับไหล่ผม สูดดมเหมือนผมเป็นตุ๊กตาเน่าตัวโปรด
โอเค… ผมรอดจากพลังเวกเตอร์แล้ว แต่ตอนนี้ผมกำลังจะตายเพราะหัวใจวายตายแทน! กลิ่นสบู่หอมๆ กับอุณหภูมิร่างกายของเขามันอันตรายต่อหัวใจเด็กวัยรุ่นวัยเจริญพันธุ์เกินไปแล้วนะ!
สรุปคืนนั้น… ผมกลายเป็นหมอนข้างมนุษย์เต็มรูปแบบ โดยมีไต้ฝุ่นนอนกอดผมหลับปุ๋ยไปจนเช้า ส่วนผมน่ะเหรอ? ตาค้างยันตีห้าครับท่านผู้ชม!
เช้าวันต่อมา ณ โรงอาหาร
“สภาพนายเหมือนศพเดินได้เลยว่ะไอ้วี”
คิวทักขึ้นขณะที่ผมเดินโซซัดโซเซถือถาดข้าวแกงกะหรี่มานั่งร่วมโต๊ะ ใต้ตาผมดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า ผมยุ่งเหยิง แถมยังมีรอยแดงจางๆ ที่คอ (รอยกดทับจากเสื้อยืดตอนโดนไต้ฝุ่นล็อกคอ ไม่ใช่รอยอย่างอื่นนะ!)
“เมื่อคืนหนักเหรอวะ?” แทงค์ยักคิ้วหลิ่วตาถามด้วยน้ำเสียงสองแง่สองง่าม
“หนักบ้านแกสิ!” ผมวางช้อนกระแทกจาน “ฉันแค่… แค่ต้องไปทำความสะอาดห้องพักครูต่างหาก! เป็นบทลงโทษเรื่องเมื่อวาน!”
ผมโกหกคำโตออกไป ขืนบอกว่าไปนอนให้ประธานนักเรียนกอดมา เพื่อนได้แห่ขันหมากไปสู่ขอให้แน่
“แน่ใจนะ?” มีนาหรี่ตามองพลางเคี้ยวลูกชิ้น “เมื่อกี้ฉันใช้พลังมองอนาคตอีก 5 วินาที เห็นนายกำลังจะสำลักน้ำเพราะความลับแตก”
“แค่กๆๆ!” ผมสำลักน้ำซุปทันทีตามคำทำนายเป๊ะ “ยัยแม่มด!”
“เอาเถอะๆ” คิวตบหลังผม “รีบกินซะ บ่ายนี้มีคลาสรวมพิเศษ ครูเอ็มประกาศว่าจะให้คลาส F เรียนร่วมกับคลาส S”
“หะ!?” ผมตาโต “คลาส S? พวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นน่ะนะ?”
“ใช่ และได้ยินมาว่าจะมีการจับคู่ทดสอบสมรรถภาพด้วย” แทงค์ทำหน้าสยอง “งานนี้พวกเราเละเป็นโจ๊กแน่ ใครมันจะอยากคู่กับเด็กห้อง F วะ”
ผมนั่งนิ่ง หน้าซีดเผือด ไม่ใช่เพราะกลัวการทดสอบ แต่เพราะผมรู้ดีว่า ใคร ที่เรียนอยู่คลาส S
และถ้าเขาเจอผม… เขาจะจำ ‘หมอนข้าง’ ของเขาได้ไหมนะ?
ลานฝึกซ้อมโซน B
บรรยากาศในสนามฝึกตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ฝั่งซ้ายคือนักเรียนคลาส F ประมาณยี่สิบคนที่ยืนตัวลีบเหมือนลูกเจี๊ยบ ส่วนฝั่งขวาคือนักเรียนคลาส S จำนวนสิบคน ที่แต่ละคนรัศมีจับวิ้งวับ ชุดเกราะไฮเทคบ้าง พลังงานไหลเวียนรอบตัวบ้าง ดูดีมีราศีกว่าพวกเราแบบเทียบไม่ติด
‘ครูเอ็ม’ ครูฝึกสุดโหดใส่แว่นดำเป่านกหวีดปรี๊ด
“เอาล่ะ วันนี้เราจะทดสอบการทำงานเป็นทีม! กฎง่ายๆ จับคู่ข้ามคลาส! S หนึ่งคน คู่กับ F หนึ่งคน เป้าหมายคือจัดการหุ่นยนต์ฝึกซ้อมระดับ 3 ให้ได้ภายใน 5 นาที!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“โหย ครูครับ! ให้ผมแบกพวกขยะห้อง F เนี่ยนะ?” เด็กคลาส S คนหนึ่งโวยวาย “ถ่วงแข้งถ่วงขาเปล่าๆ”
“นั่นสิคะ แค่หนูเดินผ่าน พวกเขาก็ปลิวแล้วมั้ง” สาวสวยพลังจิตอีกคนเสริม
พวกเราชาวห้อง F ได้แต่ก้มหน้าเจียมตัว ผมพยายามแทรกตัวไปอยู่หลังแทงค์ ภาวนาให้ไม่มีใครเห็น
“เงียบ!” ครูเอ็มตะคอก “นี่คือคำสั่ง! เลือกคู่ เดี๋ยวนี้!”
พวกเด็กคลาส S เริ่มกวาดตามองพวกเราเหมือนเลือกผักปลาในตลาดสด ส่วนใหญ่เลือกคนที่ดูแข็งแรงหน่อยอย่างแทงค์ หรือคนที่มีประโยชน์อย่างคิว
แต่ไม่มีใครมองมาที่ผม… ไอ้จืดจางพลังกาวตราช้าง
“เหลือเศษหนึ่งคนครับครู!” เด็กคลาส S ตะโกน “ไอ้แว่นนั่นไม่มีใครเอา!”
ผมสะดุ้งโหยง… เศษที่ว่าคือผมเองครับ
“งั้นนายนาวี ไปวิ่งรอบสนามรอ…”
“ผมเลือกเขา”
เสียงทุ้มกังวานดังขัดจังหวะครูเอ็ม ทุกสายตาในสนามหันขวับไปที่ต้นเสียง
ประตูสนามเปิดออก ร่างสูงในชุดฝึกสีดำสนิทเดินเข้ามา ไต้ฝุ่นมาสาย (คงเพราะตื่นสายหลังจากหลับสบายไปสิบชั่วโมง) ผมเผ้าที่เซตมาอย่างดีดูยุ่งนิดๆ แต่ยิ่งทำให้ดูเท่แบบดิบเถื่อน
เขาเดินแหวกฝูงชนที่แหวกทางให้โดยอัตโนมัติ ตรงดิ่งมาที่ผมที่ยืนขาสั่นพั่บๆ อยู่หลังแทงค์
“ตะ… ไต้ฝุ่น…” ผมเรียกเสียงเบา
ไต้ฝุ่นหยุดตรงหน้าผม สายตากวาดมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพยักหน้าพอใจ
“นายคู่กับฉัน”
“ฮะ!?!” ทั้งสนามอุทานพร้อมกัน แม้แต่ครูเอ็มยังอ้าปากค้าง
“แต่ไต้ฝุ่น… นาวีเป็นแรงค์ต่ำสุดในรุ่นนะ…” ครูเอ็มพยายามท้วง
“ผมไม่สน” ไต้ฝุ่นหันไปมองครูด้วยสายตาเย็นเยียบ “เริ่มทดสอบได้หรือยังครับ? ผมง่วง”
ปรี๊ดดด!
สัญญาณเริ่มการทดสอบ! หุ่นยนต์ยักษ์สูงสามเมตร ‘Titan-03’ ถูกปล่อยออกมาจากกรงขัง มันคำรามเสียงเครื่องจักรดังสนั่น และพุ่งเป้ามาที่คู่ที่ยืนเด่นที่สุดกลางสนาม… คู่ของผมกับไต้ฝุ่น!
“ไต้ฝุ่น! มันมาแล้ว!” ผมตะโกนลั่น วิ่งหลบลูกไฟที่มันยิงใส่
ไต้ฝุ่นยืนนิ่งไม่ขยับ เขาแค่ยกมือขวาขึ้นช้าๆ
“เกะกะ”
วูม…
อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว แรงโน้มถ่วงรอบหุ่นยนต์ถูกบีบอัดด้วยพลังมหาศาล หุ่นเหล็กยักษ์เริ่มส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด โครงสร้างเหล็กบิดงอเหมือนกระป๋องน้ำอัดลม
“สุดยอด…” ผมมองตาค้าง นี่สินะพลังระดับ S
แต่ทว่า…
จู่ๆ มือของไต้ฝุ่นก็สั่นระริก รังสีสีเทารอบตัวเขากระพริบติดๆ ดับๆ เหมือนหลอดไฟใกล้เสีย ใบหน้าเขาซีดลงและเริ่มมีเหงื่อผุด
“อึก…” เขากุมขมับ อาการปวดหัวกำเริบ! คงเพราะเมื่อคืนเขาใช้พลังกดผมไว้ทั้งคืน (โดยไม่รู้ตัว) ทำให้เช้านี้พลังยังไม่เสถียร!
หุ่นยนต์ Titan-03 ที่กำลังจะพัง ได้โอกาสฟื้นตัว มันง้างหมัดเหล็กขนาดยักษ์เตรียมทุบไต้ฝุ่นที่ยืนโงนเงน
“ระวัง!”
ผมไม่คิดชีวิต วิ่งถลันเข้าไปหาเขา ไม่ใช่เพื่อสู้ แต่เพื่อทำหน้าที่ของผม
หมับ!
ผมกระโดดกอดเอวไต้ฝุ่นจากด้านหลังเต็มแรง!
“นาย! ตั้งสติหน่อยเซ่!”
วินาทีที่ผมสัมผัสตัวเขา พลังงานสีฟ้าของผม ‘Universal Link’ ระเบิดออกมา มันไม่ได้แค่ทำให้เขาสงบลง แต่มันวิ่งผ่านร่างผม ทะลุเข้าสู่ร่างเขา และไป เชื่อมต่อ กับกระแสพลังเวกเตอร์ที่กำลังปั่นป่วน
แทนที่พลังจะสงบลง… ครั้งนี้มันกลับถูก ‘ขยาย’ และ ‘จัดระเบียบ’
ไต้ฝุ่นเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นและควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขายกมือขึ้นอีกครั้ง โดยมีผมเกาะหนึบเป็นลูกลิงอยู่ที่เอว
“หายไปซะ!”
ตู้มมมมมมม!!!
แรงอัดกระแทกที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า พุ่งออกจากฝ่ามือเขา หุ่นยนต์ Titan-03 ไม่ได้แค่บุบ… แต่มันถูกดีดกระเด็นด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งทะลุกำแพงสนามฝึก ทะลุหลังคาโรงยิม และกลายเป็นดาวดวงใหม่บนท้องฟ้าในพริบตาเดียว!
เงียบกริบ…
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงัน ครูเอ็มแว่นหลุด เพื่อนๆ อ้าปากค้าง
ไต้ฝุ่นลดมือลง หันมามองผมที่ยังหลับตาปี๋กอดเอวเขาแน่น
“ปล่อยได้แล้ว” เขาบอกเสียงนิ่ง แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความประหลาดใจเจือปนอยู่ “นาย… ทำอะไรกับพลังฉันอีกแล้ว?”
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยิ้มแห้งๆ ให้เขา
“ผมบอกแล้วไงครับ… ว่าผมไม่ใช่กาวตราช้าง”
ไต้ฝุ่นมองผมลึกเข้าไปในตา ก่อนจะยกมือขึ้นยีหัวผมจนยุ่งเหยิง
“สอบผ่าน… เจ้าหนูยาแก้ปวด”


