แสงไฟฉายกราดไปมาทั่วล็อบบี้หอพัก The Zenith ผมยืนตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของ รปภ. หุ่นล่ำบึ้กสามคน ที่มองมาทางผมเหมือนผมเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ
“ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่ได้ทำไฟดับ!” ผมพยายามอธิบายเป็นรอบที่ร้อย “มีคน… ไม่สิ มีนักเรียนคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจะทำร้ายผม ผมแค่ป้องกันตัว!”
“นักเรียนที่ไหน?” หัวหน้า รปภ. ส่องไฟไปที่ความว่างเปล่า “กล้องวงจรปิดก็ดับพร้อมไฟ นายเป็นเด็กคลาส F สินะ… พลังนายคงไปรบกวนระบบไฟของตึกมากกว่า อย่ามาแต่งเรื่องผีหลอกเด็กแถวนี้”
“แต่ผมเห็นจริงๆ นะ! ตาขาวโพลน! น้ำลายฟูมปาก!”
“พอได้แล้ว” รปภ. อีกคนคว้าแขนผม “ไปห้องปกครองกับเรา เดี๋ยวจะเรียกผู้ปกครองมารับทราบข้อหาทำลายทรัพย์สิน…”
ครืด…
เสียงประตูลิฟต์ฉุกเฉินเปิดออก (เพราะลิฟต์หลักใช้ไม่ได้) พร้อมกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไปฉับพลัน อุณหภูมิในล็อบบี้ลดฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอ
เงาทะมึนร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด แสงไฟฉายของ รปภ. ส่องไปกระทบใบหน้าเรียบเฉยที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าผีที่ผมเพิ่งเจอ
“ปล่อยมือจากเขา”
เสียงเรียบๆ แต่ทรงพลังจนกระจกหน้าต่างล็อบบี้สั่นระริก
“คุณ… คุณไต้ฝุ่น!” รปภ. หน้าซีดเผือด รีบปล่อยแขนผมทันทีเหมือนจับของร้อน
ไต้ฝุ่นเดินฝ่าวงล้อมเข้ามาหาผม สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจร่างกายผมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดที่ปลายนิ้วชี้ของผมที่มีรอยไหม้เล็กๆ
“เจ็บมั้ย?” เขาถามเสียงเบาลง
“มะ… ไม่ครับ แค่แสบๆ” ผมตอบเสียงอ่อย “ไต้ฝุ่น ผมไม่ได้ทำไฟดับเล่นนะ มีคนโจมตีผมจริงๆ”
ไต้ฝุ่นไม่ตอบ เขาหันไปมองจุดที่ผมบอกว่าเด็กคนนั้นล้มลง เขาเดินไปนั่งยองๆ ใช้นิ้วแตะคราบเขม่าดำบนพื้น
“รอยไหม้จากการปะทะของไฟฟ้าแรงสูง…” เขาพึมพำ “เด็กคลาส F ทำรอยแบบนี้ไม่ได้หรอก เว้นแต่จะมีตัวนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม”
เขาเงยหน้ามอง รปภ. ด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ระบบไฟของ The Zenith ถูกออกแบบมาให้กันพลังจิตระดับ A ได้… การที่มันดับทั้งตึก แปลว่ามีการแฮกจากภายนอก หรือไม่ก็มีพลังที่รุนแรงมากแทรกแซง เด็กคนนี้เป็นรูมเมตของผม และผมยืนยันได้ว่าเขาไม่มีปัญญาทำเรื่องซับซ้อนขนาดนั้น”
(นี่นายช่วยแก้ต่างหรือด่าผมกันแน่ครับเนี่ย…)
“ตะ… แต่ว่า…”
“ผมจะพาเขาไปทำแผล” ไต้ฝุ่นตัดบท ลุกขึ้นยืนแล้วคว้าข้อมือผม “ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ส่งบิลไปที่สภานักเรียน… หรือจะให้ผมโทรหาผอ. ตอนนี้เลย?”
รปภ. รีบแหวกทางให้เราทันที ไต้ฝุ่นลากผมเดินกลับไปที่ลิฟต์ฉุกเฉิน โดยไม่หันกลับไปมองใครอีก
กลับมาที่ห้องเพนท์เฮาส์
ไต้ฝุ่นโยนกล่องปฐมพยาบาลลงบนโซฟา แล้วสั่งให้ผมนั่งลง
“ยื่นมือมา”
เขาบรรจงทายาลงบนรอยไหม้ที่นิ้วผมอย่างเบามือ ผิดกับท่าทางเกรี้ยวกราดเมื่อกี้ลิบลับ ผมมองหน้าเขาในระยะประชิด เห็นคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันแน่น
“มันพูดอะไรบ้าง?” เขาถามขึ้นทำลายความเงียบ
ผมชะงัก คำว่า ‘Nexus’ ผุดขึ้นมาในหัว… ถ้าบอกไป เขาจะส่งผมไปห้องแล็บมั้ยนะ? หรือจะมองว่าผมเป็นตัวอันตราย?
“มัน… พูดไม่รู้เรื่องครับ” ผมตัดสินใจโกหกคำโต (ขอโทษครับแม่!) “เสียงมันซ้อนกันแปลกๆ เหมือนคนแก่ แล้วก็พุ่งเข้ามาเลย”
ไต้ฝุ่นเงยหน้าสบตาผม เหมือนจะจับผิด แต่สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ
“ช่วงนี้มีข่าวลือเรื่องนักเรียนหายตัวไป… และบางคนกลับมาในสภาพความจำเสื่อม หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว” เขาพันผ้าพันแผลให้ผมเสร็จ “นายโชคดีที่ใช้พลังเชื่อมต่อกับหลอดไฟได้ทัน ไม่อย่างนั้น…”
เขาบีบมือผมแน่นขึ้นนิดหนึ่ง
“ตั้งแต่วันนี้ ห้ามลงไปข้างล่างคนเดียวหลังพระอาทิตย์ตก อยากกินอะไรให้บอก เดี๋ยวฉันสั่งหุ่นยนต์ไปซื้อให้”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่” เขาจ้องตาผมดุๆ “นายเป็น ‘ยา’ ของฉัน ถ้าขวดยาแตก ฉันจะลำบาก… เข้าใจมั้ย?”
ผมพยักหน้าหงึกหงัก หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว ให้ตายสิ เป็นแค่ขวดยาจำเป็นต้องหวงขนาดนี้เลยเหรอครับคุณประธาน!
เช้าวันต่อมา ณ ห้องเรียน Class F
“จริงเหรอวะ!?”
คิวตะโกนลั่นห้องคอมพิวเตอร์จนแทงค์ต้องรีบเอามืออุดปากมันไว้
“เบาๆ สิวะ เดี๋ยวครูก็มาด่าหรอก” แทงค์ดุ
ผมเล่าเรื่องเมื่อคืนให้แก๊งเพื่อนฟัง (ยกเว้นเรื่องนอนกอดกับไต้ฝุ่น และคำว่า Nexus)
“ฉันลองเจาะระบบกล้องวงจรปิดดูแล้วเมื่อกี้” คิวรัวนิ้วบนคีย์บอร์ด หน้าจอโชว์ฟุตเทจจากล็อบบี้เมื่อคืน “ดูนี่สิ”
บนหน้าจอ ช่วงเวลาที่ผมบอกว่าเจอเด็กผีสิง… ภาพมัน ‘กระตุก’
มันไม่ใช่จอดับ แต่มันเป็นภาพวนลูปของล็อบบี้ที่ว่างเปล่าซ้ำไปซ้ำมาประมาณ 3 นาที ก่อนจะตัดไปตอนที่ไฟดับพรึ่บ
“Loop Hack…” คิวขยับแว่น สีหน้าเคร่งเครียด “คนทำต้องเก่งมาก ระดับแฮกเกอร์มือโปร… หรือไม่ก็มีพลัง Technopathy ที่สูงกว่าฉัน”
“แปลว่ามีคนจงใจลบหลักฐานการโจมตีนาวี?” มีนาหน้าซีด “ใครกัน? แล้วทำไปทำไม? นาวีมีอะไรให้พวกมันสนใจ?”
“อาจจะหมั่นไส้ที่มันเป็นเด็กเส้นของท่านไต้ฝุ่นมั้ง” แทงค์เดา
แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช่… มันเกี่ยวกับพลังของผม เกี่ยวกับคำว่า Nexus นั่นต่างหาก
ครืดดดด!
ประตูห้องเรียนเลื่อนเปิดออกอย่างแรง ขัดจังหวะการสนทนา
กลุ่มนักเรียนชายสามคนจากคลาส B เดินเข้ามาด้วยท่าทางหาเรื่อง หัวหน้ากลุ่มคือ ‘บาส’ ผู้มีพลังควบคุมไฟ (ระดับกลางๆ เอาไว้จุดบุหรี่เท่ๆ) ที่เคยมีเรื่องกับผมตั้งแต่วันแรก
“เฮ้ย ได้ข่าวว่าไอ้เด็กเส้นห้อง F ทำไฟดับทั้งหอ S เหรอวะ?” บาสเดินตรงมาที่โต๊ะผม “สร้างความเดือดร้อนให้ท่านไต้ฝุ่นไม่พอ ยังทำตัวเป็นภาระอีก”
“ฉันไม่ได้ทำ…” ผมพยายามเถียง
“อย่ามาปากดี!” บาสง้างมือขึ้น ลูกไฟดวงเล็กๆ ลุกพรึ่บ “หน้าอย่างแกสมควรโดนสั่งสอนซะบ้าง ให้รู้ว่าที่นี่ใครใหญ่!”
เพื่อนในห้อง F ต่างถอยกรูด ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับคลาส B ผมหลับตาปี๋ เตรียมเจ็บตัวอีกรอบ (สัปดาห์นี้จะเจ็บตัวกี่รอบกันนะ)
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” มีนาพยายามจะใช้พลังมองอนาคตเพื่อช่วย แต่…
วูบ…
ไฟในมือบาสดับลง… ไม่ใช่แค่นั้น ตัวของบาสลอยขึ้นจากพื้นช้าๆ เหมือนโดนมือที่มองไม่เห็นบีบคอ!
“อะ… อึก…” บาสดิ้นพราดๆ หน้าเริ่มเขียวคล้ำ
บรรยากาศในห้องเรียนหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายมาจากหน้าประตูห้อง
ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนพิงกรอบประตู ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง แต่ดวงตาสีเทากลับลุกโชนไปด้วยความโกรธ
ไต้ฝุ่น…
“ใครอนุญาตให้นายแตะต้องของของฉัน?” เขาถามเสียงต่ำ
“ทะ… ท่านไต้ฝุ่น…” ลูกน้องบาสทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความกลัว
ไต้ฝุ่นสะบัดมือนิดเดียว ร่างของบาสก็ปลิวละลิ่วออกไปนอกระเบียงทางเดิน (โชคดีที่เป็นชั้น 1) ตกลงไปในพุ่มไม้เสียงดัง ตุ้บ!
เขาเดินเข้ามาในห้อง ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของนักเรียนคลาส F เขามาหยุดตรงหน้าผมที่นั่งอ้าปากค้าง
“บอกแล้วไงว่าห้ามห่างจากฉันเกินระยะสายตา” ไต้ฝุ่นบ่นอุบ
“ตะ… แต่นาย นี่มันเวลาเรียนนะครับ” ผมเถียงเสียงเบา
“เที่ยงแล้ว” เขาชี้ไปที่นาฬิกา “ไปกินข้าว”
“แต่ผมจะไปกินกับเพื่อน…”
ไต้ฝุ่นปรายตาไปมอง คิว แทงค์ และมีนา
ทั้งสามคนส่ายหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“เชิญเลยครับท่านประธาน! พวกเราไม่หิว!” คิวตะโกน “ใช่ๆ พวกเราไดเอท!” มีนาเสริม “ฝากดูแลมันด้วยครับ!” แทงค์ยกนิ้วโป้ง
ไอ้เพื่อนทรยศ!
ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะคว้าคอเสื้อด้านหลังของผม แล้วลากถูๆ ไถๆ ออกจากห้องเหมือนแม่แมวคาบลูกแมว
“ไปกันได้แล้ว… ยาแก้ปวด”
ทิ้งให้ห้อง Class F และ Class B ตกอยู่ในความเงียบงัน พร้อมกับข่าวลือระลอกใหม่ที่รับรองว่าพรุ่งนี้หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์โรงเรียนต้องลุกเป็นไฟ!



