บรรยากาศหน้าโต๊ะรับสมัครชมรมซอฟต์บอลคึกคักผิดหูผิดตา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรง แต่อีกส่วนใหญ่ๆ… น้ำเหนือมั่นใจว่ามาจากออร่าความหล่อของ ‘พี่ซัน’ ประธานชมรมที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงนั้นแน่นอน
“น้องชื่ออะไรครับ? อยู่ปี 1 คณะบริหารใช่ไหม”
เสียงนุ่มทุ้มของพี่ซันทำเอาน้ำเหนือแทบละลายลงไปกองกับพื้นหญ้า มือไม้อ่อนปวกเปียกขณะยื่นใบสมัครที่กรอกข้อมูลยับๆ เยินๆ ส่งให้
“ช…ชื่อน้ำเหนือครับ! เพื่อนเรียกเหนือ มากับเพื่อนอีกสองคนครับ ไอ้จี้กับไอ้โป้ง!” น้ำเหนือรีบนำเสนอเพื่อนที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างหลัง
จี้ยกมือไหว้แบบแกนๆ “หวัดดีพี่ ผมมาเป็นเพื่อนมันเฉยๆ นะ ไม่ได้จะเล่น”
“อ้าว มาแล้วก็ลองดูหน่อยสิ สนุกนะ” พี่ซันยิ้มตาหยี “ปีนี้เราขาดคนพอดี โดยเฉพาะรุ่นปี 1 ที่หน่วยก้านดีๆ… แบบน้องคนนั้น”
พี่ซันพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหลัง น้ำเหนือหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องกลอกตามองบนทันที
‘ไอ้แมง’ คนเดิม เพิ่มเติมคือตอนนี้มันกำลังยืนวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนาม ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งหัวแบบลวกๆ เผยให้เห็นต้นคอขาวและไรผมเปียกชื้น เสื้อยืดสีดำตัวโคร่งสะบัดไหวตามแรงเหวี่ยงแขน ท่าทางดูเป็นธรรมชาติและลื่นไหลราวกับเกิดมาพร้อมกับลูกซอฟต์บอล
“อ๋อ… ไอ้ขี้เก๊กนั่นน่ะเหรอพี่” จี้หลุดปากออกมาเบาๆ
“หือ?” พี่ซันเลิกคิ้ว “รู้จัก ‘แมง’ ด้วยเหรอ? นั่นน่ะตัวเต็งโควตาช้างเผือกปีนี้เลยนะ ฝีมือระดับเยาวชนทีมชาติ แต่ติสท์แตกไปหน่อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร”
“ติสท์หรือหยิ่งกันแน่” โป้งบ่นงึมงำ
“เอาล่ะๆ น้องเหนืออยากเข้าชมรมใช่ไหมครับ” พี่ซันตัดบทกลับมา “งั้นเดี๋ยวไปรวมกลุ่มตรงนู้นเลยนะ วันนี้เราจะทดสอบสมรรถภาพพื้นฐานกันก่อน พี่อยากเห็นว่าใครพอจะมีแววปั้นได้บ้าง”
…
15 นาทีต่อมา
คำว่า ‘นรก’ ที่ไอ้แมงเคยขู่ไว้เมื่อกี้นี้ ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงเลยสักนิด!
“วิ่ง! วิ่งให้เร็วกว่านี้! ขาอย่าตาย!”
เสียงตะโกนของรุ่นพี่ฝ่ายสวัสดิการดังลั่นสนาม น้ำเหนือหอบแฮกจนตัวโยน ปอดแทบจะหลุดออกมาเต้นระบำข้างนอก การวิ่งรอบสนามซอฟต์บอลขนาดมาตรฐาน 10 รอบท่ามกลางแดดเปรี้ยง ไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนที่วันๆ เอาแต่นั่งตากแอร์อ่านนิยายอย่างเขา
ในขณะที่น้ำเหนือวิ่งลิ้นห้อยอยู่รั้งท้าย แมงกลับวิ่งนำโด่งอยู่หัวแถว ฝีเท้าสม่ำเสมอ ลมหายใจดูไม่ติดขัดแม้แต่น้อย เขาวิ่งผ่านหน้ากลุ่มน้ำเหนือไปรอบแล้วรอบเล่า ทิ้งห่างไปไกลลิบเหมือนคนละคลาส
“ไอ้… แฮก… ไอ้บ้านั่น… มันกินเครื่องยนต์เข้าไปรึไงวะ!” จี้บ่นกระปอดกระแปดขณะวิ่งเหยาะๆ อยู่ข้างน้ำเหนือ
“เหนือ… กูไม่ไหวแล้ว… ขอกลิ้งแทนได้ไหม” โป้งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“อดทนหน่อยพวกมึง! อีก 2 รอบ! เพื่อพี่ซัน!” น้ำเหนือกัดฟันสู้ ทั้งที่ขาเริ่มสั่นพั่บๆ
เมื่อการวิ่งจบลง ตามด้วยการทดสอบ ‘รับ-ส่งลูก’ ซึ่งเป็นหายนะที่แท้จริงของน้ำเหนือ
“รับลูกนะน้องเหนือ! ตามองบอล!” พี่ซันตะโกนเชียร์
ตุ้บ!
ลูกซอฟต์บอลตกลงพื้นห่างจากถุงมือของน้ำเหนือไปหนึ่งศอก
แปะ!
ลูกต่อมาชนขอบถุงมือแล้วกระเด้งมาโดนหน้าแข้ง จนน้ำเหนือร้องจ๊ากกระโดดเหยงๆ
สภาพของน้ำเหนือดูทุลักทุเลจนน่าสงสาร ผิดกับแมงที่อยู่อีกแถว หมอนั่นรับลูกแรงๆ ได้นิ่งสนิท เสียงลูกบอลกระทบถุงมือดัง ปึก! หนักแน่นทุกครั้ง ท่าทางสง่างามจนสาวๆ ที่มานั่งดูข้างสนามกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ยิ่งทำให้จี้กับโป้งหมั่นไส้จนควันออกหู
“เฮ้ย! แมง!” พี่ซันตะโกนเรียก “มาช่วยดูน้องกลุ่มนี้หน่อย พี่จะไปดูพวกตัวตีทางนู้น”
แมงที่กำลังจิบน้ำอยู่ชะงัก เขาหันมามองกลุ่มน้ำเหนือด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะวางขวดน้ำแล้วเดินอาดๆ เข้ามา
บรรยากาศมาคุเริ่มก่อตัวขึ้นทันที
“ส่งบอลให้ดูหน่อย” แมงสั่งสั้นๆ ไม่มองหน้าใครเป็นพิเศษ
น้ำเหนือกลืนน้ำลาย หยิบลูกบอลขึ้นมา เล็งไปที่ถุงมือของแมงที่ยกขึ้นมาระดับอก
“จะส่งละนะ!”
น้ำเหนือง้างแขนสุดแรงแล้วขว้างออกไป แต่อนิจจา… ลูกบอลกลับพุ่งดิ่งลงพื้นดินก่อนจะกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของแมงอย่างน่าอนาถ
ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ จี้กับโป้งยกมือปิดหน้าด้วยความอับอายแทนเพื่อน
แมงก้มมองลูกบอลที่เท้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองน้ำเหนือ สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิท แต่คำพูดที่หลุดออกมานั้นเชือดเฉือนยิ่งกว่ามีดโกน
“แรงเท่ามดตะนอย”
“เฮ้ย!” น้ำเหนือหน้าตื่น “ก็คนมันเพิ่งหัดเล่น!”
“ไม่ได้เกี่ยวว่าหัดหรือไม่หัด” แมงก้มเก็บลูกบอลขึ้นมา “ท่าขว้างผิด การถ่ายน้ำหนักไม่มี ข้อมือแข็งทื่อ… ถ้าขว้างแบบนี้ อีกสิบปีลูกก็ไม่ถึงมือคนรับ”
“มึงก็สอนดีๆ สิวะ!” จี้สวนขึ้นมา “มาถึงก็ด่าๆ เป็นโค้ชหรือเป็นนักเลงเนี่ย!”
แมงปรายตามองจี้ “กูพูดความจริง ถ้าแค่นี้รับไม่ได้ ก็เลิกเล่นไป กีฬานี้เจ็บตัวกว่าคำพูดกูเยอะ”
“ไอ้นี่วอนตีนซะแล้ว…” จี้ทำท่าจะพุ่งใส่ แต่โป้งรีบกอดเอวไว้แน่น
แมงเมินเพื่อนของน้ำเหนือ แล้วหันกลับมาจ้องตาน้ำเหนือตรงๆ สายตาคมกริบคู่นั้นไล่มองสำรวจร่างกายน้ำเหนืออีกครั้ง ตั้งแต่แขนที่ดูบอบบางไปจนถึงขาที่ยังสั่นจากการวิ่งไม่หาย
“ถามจริง…” แมงพูดเสียงต่ำ “มึงเข้ามาทำไม?”
“ถามทำไมอีก ก็บอกว่าอยากเล่น!” น้ำเหนือเถียงสู้ตาย
“สภาพร่างกายมึงไม่ไหว” แมงพูดสวนทันที ตรงไปตรงมาจนคนฟังจุก “กล้ามเนื้อไม่มี พื้นฐานกีฬาเป็นศูนย์ แถมใจเสาะ กลัวลูกบอล… มึงจะเข้ามาเป็นตัวถ่วงคนอื่นเหรอ?”
คำว่า ‘ตัวถ่วง’ ทำให้น้ำเหนือชาไปทั้งตัว ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนหน้าแดง
“กูไม่ได้จะเป็นตัวถ่วง! กูจะฝึก!”
“ฝึกไปก็เสียเวลา” แมงโยนลูกบอลในมือเล่น “กลับไปนอนอ่านหนังสือเถอะ ตัวเล็กๆ บางๆ แบบมึง โดนบอลอัดทีเดียวก็กระดูกหักแล้ว… กูเตือนเพราะหวังดี”
“หวังดีบ้านป้าแกดิ!” น้ำเหนือตะโกนใส่หน้าแมง ความอดทนขาดผึง “ใครเขาใช้คำพูดแบบนี้เตือนคนอื่นวะ! ไอ้คนไม่มีหัวใจ! คอยดูนะ กูจะเข้าชมรมนี้ให้ได้ แล้วกูจะเก่งกว่ามึงให้ดู!”
แมงมองคนที่กำลังโมโหจนตัวสั่นตรงหน้า มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย… น้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็น
“เหรอ…” เขาตอบรับสั้นๆ “งั้นก็พิสูจน์สิ”
แมงหันหลังเดินกลับไปหยิบไม้ตีซอฟต์บอล แล้วเดินกลับมายื่นให้น้ำเหนือ
“ตีลูกที่กูขว้างให้โดนสักลูก… แล้วกูจะยอมเซ็นรับรองให้มึงผ่านการคัดตัวรอบแรก”
ท้าทาย… ชัดเจนว่าเป็นการท้าทาย
น้ำเหนือกระชากไม้ตีมาจากมือแมง กำด้ามจับแน่นจนข้อนิ้วขาว “จัดมา!”
จี้กับโป้งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกได้ถึงลางร้าย เพราะใครๆ ก็รู้ว่าไอ้แมงมันเป็นพิชเชอร์มือหนึ่ง… แล้วน้ำเหนือที่จับไม้ยังผิดท่า จะไปตีลูกของมันโดนได้ยังไง!
งานนี้ไม่รุ่ง… ก็ร่วงจนเละแน่ๆ ไอ้เหนือเอ้ย!


