HomeChapterบทที่ 8: รอยยิ้มใต้หน้ากากมาร

บทที่ 8: รอยยิ้มใต้หน้ากากมาร

คืนต่อมา… ณ The Limbo บรรยากาศภายในบาร์คืนนี้ดูแตกต่างไปจากเดิมในความรู้สึกของริว เมื่อวานมันคือสรวงสวรรค์อันลึกลับ แต่วันนี้… มันคือ “กรงทอง” ที่สวยหรู

ริวเดินผ่านประตูไม้บานใหญ่เข้ามาในมาดใหม่ เสื้อฮู้ดตัวเก่าถูกแทนที่ด้วยสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่กานต์เนรมิตให้ ผมที่เคยยุ่งเหยิงถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เริ่มมีความมั่นใจ กลิ่นอายความขี้ขลาดหายไป เหลือเพียงความนิ่งลึกที่แฝงไปด้วยอันตราย… เพราะเขารู้ดีว่า “ใคร” เดินเคียงข้างเขาในเงามืด

ทันทีที่ก้าวเข้ามา สายตาของริวก็ปะทะเข้ากับ “ผู้คุมกฎ”

ชายร่างยักษ์ในชุดการ์ดสีดำสนิท ยืนกอดอกอยู่ที่มุมมืดของร้าน ใบหน้าเหี้ยมเกรียมมีรอยสักอักขระขอมเต็มลำคอ ที่เอวพกกระบองสั้นที่ลงอาคมสายดำเอาไว้… “เข้ม” หัวหน้าคุมร้านผู้ทำหน้าที่สะกดวิญญาณไม่ให้แตกแถว

ริวสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากเข้ม แต่มือเย็นๆ ที่มองไม่เห็นของกานต์บีบไหล่เขาเบาๆ เป็นเชิงบอกว่า ‘อย่ากลัว เดินต่อไป’

“ยินดีต้อนรับครับ คุณริว…”

เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น กานต์เดินออกมาต้อนรับเขา แต่วันนี้กานต์ดูเหนื่อยล้ากว่าปกติเล็กน้อย รอบข้อมือขาวซีดของกานต์มี “สร้อยข้อมือโซ่เงิน” เส้นเล็กๆ รัดอยู่… มันดูเหมือนเครื่องประดับแฟชั่น แต่ริวเห็นประกายไฟสีฟ้าแลบออกมาทุกครั้งที่กานต์ขยับตัว มันคือ โซ่ตรวนวิญญาณ

“ทางนี้ครับ…” กานต์ผายมือด้วยรอยยิ้มการค้า แต่แววตาจ้องมองไปที่เข้มอย่างท้าทาย


ระหว่างทางเดินไปที่โต๊ะ ริวสังเกตเห็นโฮสต์หนุ่มหน้าตาน่ารักคนหนึ่งชื่อ “ปอร์เช่” กำลังนั่งตัวสั่นเทาขณะรินเหล้าให้ลูกค้า ปอร์เช่มีรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่มุมปากที่เครื่องสำอางกลบไม่มิด ริวจำได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อเดือนก่อน ปอร์เช่สบตาริวแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้นตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนจะรีบหลบสายตาเมื่อ “เข้ม” เดินตรวจตราผ่านมา

“นั่งลงเถอะครับ” กานต์พาริวมาที่โซฟาตัวเดิม “วันนี้คุณดูดีมาก”

“โซ่นั่น…” ริวกระซิบถามทันทีที่นั่งลง “พวกมันทำอะไรพี่?”

กานต์ยกข้อมือขึ้นดู ยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น “บทลงโทษเล็กน้อยครับ… ข้อหาที่ผมทำตัววุ่นวายเมื่อคืน นายหัวเข้มเขาบอกว่าผม ‘ออกนอกลู่นอกทาง’ ไปหน่อย”

ยังไม่ทันที่กานต์จะพูดจบ เงาทะมึนก็ทาบทับลงมาที่โต๊ะ เข้ม เดินมายืนค้ำหัวทั้งคู่ กลิ่นสาบสางของเครื่องรางของขลังโชยหืนขึ้นจมูก

“ดูแลลูกค้าให้ดีๆ ล่ะ… ไอ้นัมเบอร์วัน” เข้มพูดเสียงกระด้าง สายตามองกานต์เหมือนมองสิ่งของราคาแพงที่น่ารำคาญ “อย่าให้มีปัญหาเหมือนเมื่อคืนอีก ไม่งั้นโซ่เส้นต่อไปจะไม่ได้อยู่ที่ข้อมือ… แต่อยู่ที่คอ”

บรรยากาศบนโต๊ะตึงเครียดจนแทบขาดผึง ริวกำหมัดแน่น เตรียมจะลุกขึ้นด่า แต่กานต์วางมือทับมือริวไว้ กดให้นั่งลง กานต์เงยหน้ามองเข้มช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเปื้อนรอยยิ้ม… แต่เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

“พี่เข้มครับ…” กานต์เอ่ยเสียงนุ่มทุ้ม “ผมเข้าใจว่าพี่เป็นห่วง… แต่พี่ระวังหน่อยนะครับ ลูกค้าท่านนี้… เส้นใหญ่”

“ใหญ่แค่ไหนวะ?” เข้มแค่นหัวเราะ “ก็แค่ไอ้เด็กหนีออกจากบ้าน”

กานต์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ขยับเข้าไปใกล้เข้มจนหน้าแทบชิดกัน เขาไม่ได้โมโห ไม่ได้ตะคอก แต่เขากลับกระซิบที่ข้างหูของเข้มด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกและสุขุม

“ลูกค้าคนนี้… คือคนที่รอดจากมีดของไอ้พวกหมาล่าเนื้อที่ เสี่ยรงค์ ส่งไปเมื่อคืน”

เข้มชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

กานต์แสยะยิ้ม กระซิบต่อ “และเขากำลังจะกลายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของมาดาม… พี่คิดดูสิครับ ถ้าสินค้าเกรดพรีเมียมอย่างผมเสียหาย หรือลูกค้า VIP อย่างเขาไม่พอใจ… มาดาม จะจัดการใครก่อน?”

“มึง…” เข้มกัดฟันกรอด “มึงรู้เรื่องเสี่ยรงค์ได้ยังไง?”

กานต์ไม่ได้ตอบตรงๆ เขาถอยออกมาจัดปกเสื้อให้เข้มอย่างเบามือ ราวกับลูกน้องที่เคารพหัวหน้า แต่แววตาที่ส่งไปนั้นคือแววตาของผู้ชนะ

“ผีอย่างพวกเรา… หูไวตาไวจะตาย พี่ก็รู้นี่ครับ” กานต์พูดเสียงดังขึ้นให้ได้ยินกันทั่ว “อ้อ… แล้วฝากบอกเสี่ยรงค์ด้วยนะครับ ว่า ‘สินค้า’ ล็อตนี้… มีตำหนิทางความจำนิดหน่อย แต่มันจำได้แม่นเลยล่ะว่า ใคร เป็นคนทำให้มันมีตำหนิ”

ประโยคนี้เหมือนระเบิดเวลา กานต์กำลังบอกใบ้ว่า “กูรู้ความจริงแล้ว” ความคลุมเครือนี้ทำให้เข้มไม่กล้าลงมือทำร้ายกานต์ เพราะถ้ากานต์รู้ความลับเยอะขนาดนี้ การทำลายกานต์อาจทำให้เรื่องแดงไปถึงหูมาดามว่าเข้มทำงานพลาด ปล่อยให้สินค้ามีความทรงจำหลุดรอด

เข้มกำหมัดแน่นจนสั่น มองหน้ากานต์สลับกับริวด้วยความระแวง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป “เออ… ดูแลกันให้ดี แล้วอย่าหาว่ากูไม่เตือน”


เมื่อแผ่นหลังกว้างของเข้มลับสายตาไป ริวถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พี่เล่นเสี่ยงมาก”

“มันไม่กล้าทำอะไรหรอกครับ” กานต์นั่งลง ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบด้วยท่าทีสง่างาม “ตอนนี้พวกมันกำลังสับสน… มันไม่รู้ว่าเรารู้อะไรบ้าง และความกลัวนั่นแหละ คืออาวุธของเรา”

กานต์หันไปมองปอร์เช่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วดีดนิ้วเบาๆ วิญญาณเด็กหนุ่มสะดุ้ง รีบเดินเข้ามาหาด้วยความกลัว

“พี่กานต์… พี่ไปพูดแบบนั้นกับพี่เข้ม เดี๋ยวก็โดน ‘ห้องเย็น’ หรอก” ปอร์เช่กระซิบเสียงสั่น

“ไม่ต้องกลัว ปอร์เช่” กานต์ยิ้มอ่อนโยน เอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายร่วมชะตากรรม “นายอยากออกไปจากที่นี่ไหม?”

ปอร์เช่เบิกตากว้าง น้ำตาคลอเบ้า “อยากสิพี่… ผมคิดถึงแม่ แต่… สัญญามัน…”

“อดทนรออีกนิด” กานต์หันกลับมามองริว แววตามุ่งมั่น “ตอนนี้เรามี ‘กุญแจ’ แล้ว”

กานต์จับมือริวขึ้นมาจูบหลังมืออย่างแผ่วเบา ต่อหน้าสายตาของวิญญาณทุกตนในร้าน เป็นการประกาศกลายๆ ว่า มนุษย์คนนี้คือ ‘เจ้าของ’ คนใหม่ของเขา และเป็นการส่งสารถึงมาดามที่อาจจะมองผ่านกล้องวงจรปิดอยู่ว่า… เกมกระดานนี้ เบี้ยอย่างผมขอเริ่มเดินบ้างแล้ว

“คืนนี้… ผมจะพาคุณไปดู ‘หลังเวที’” กานต์กระซิบ “ไปดูความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ใต้พรมแดง แล้วเราจะเริ่มวางแผน ‘แหกคุก’ กัน”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments