HomeChapterตอนที่ 25: เที่ยวบินที่พรากใจ กับคำสัญญาในซองจดหมาย

ตอนที่ 25: เที่ยวบินที่พรากใจ กับคำสัญญาในซองจดหมาย

๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๔

สนามบินสุวรรณภูมิในเวลาตีสามดูอ้างว้างกว่าที่ผมคิดไว้มาก แสงไฟนีออนเย็นชาสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องเงาวับ เสียงประกาศเที่ยวบินดังกังวานซ้ำไปซ้ำมาเหมือนนาฬิกานับถอยหลังที่คอยย้ำว่า เวลาของผมกับจิณณ์ในฐานะ “คนที่อยู่ข้างกัน” กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

✍️ บันทึกหน้าที่ ๔๐: แต้มลาที่เจ็บปวดที่สุด

จิณณ์อยู่ในชุดฮู้ดสีเทา แบกเป้ใบใหญ่ที่มีพวงกุญแจรูปลูกบาสที่ผมซื้อให้ห้อยอยู่ เขาดูโตขึ้นมากจนผมแทบจำเด็กชายมัธยมสี่คนนั้นไม่ได้ แต่ดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้มาทั้งคืนยังคงบอกผมว่า เขายังเป็น “จิณณ์ของพี่พีท” คนเดิมเสมอ

“พี่พีท… เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันไหม?” จิณณ์ถามเสียงสั่นขณะที่เดินมาหยุดหน้าเกตผู้โดยสารขาออก

ผมเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อให้เขา พยายามฝืนยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต “ไปเถอะจิณณ์… ที่นั่นคือที่ของนาย ไปทำให้ทุกคนรู้ว่าเบอร์ 14 จากไทยมันเจ๋งแค่ไหน”

ผมหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลเล็กๆ ยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อฮู้ดของเขา “เอาไว้เปิดตอนถึงอเมริกานะ ห้ามเปิดก่อนเด็ดขาด”


[อ้อมกอดสุดท้าย]

พ่อของจิณณ์ยืนอยู่ห่างออกไป ท่านมองมาที่เราด้วยสายตาที่ดูอ่อนลงกว่าแต่ก่อน ท่านไม่ได้เดินเข้ามาขัดจังหวะ ปล่อยให้เราได้ใช้เวลาวินาทีสุดท้ายร่วมกัน จิณณ์รวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นจนผมรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของเขา

“ผมจะโทรหาพี่ทุกวัน… ผมจะส่งข้อความมาหาทุกเช้า พี่อย่าเพิ่งลืมผมนะ อย่าเพิ่งให้ใครมาแทนที่ผมนะพี่พีท”

“ไม่มีใครแทนที่จิณณ์ได้หรอก…” ผมกระซิบข้างหูเขา “พี่เปลี่ยนตัวเองมาขนาดนี้เพื่อใคร จิณณ์ก็น่าจะรู้ดีที่สุด”

จิณณ์ผละออกมาช้าๆ เขาบรรจงจูบลงบนหน้าผากผมเบาๆ เป็นจูบที่เต็มไปด้วยคำสัญญาและความอาลัย ก่อนจะหันหลังเดินเข้าเกตไปโดยไม่หันกลับมามองอีก เพราะเรารู้ดีว่าถ้าเขาหันมา… เขาคงก้าวเท้าไม่ออก


[ความเงียบหลังเครื่องบินทะยานฟ้า]

ผมยืนมองผ่านกระจกบานใหญ่ เห็นเครื่องบินลำยักษ์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกสู่รันเวย์ แสงไฟที่หางเครื่องบินกะพริบวับๆ ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำสนิท

โลกของผมเงียบกริบลงทันที…

ผมขับรถกลับหอพักด้วยความรู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดลอย ผมเปิดไดอารี่หน้าที่เขียนจดหมายฉบับที่ยัดให้จิณณ์ไปขึ้นมาอ่านทวนอีกครั้ง

✍️ บันทึกหน้าที่ ๔๑: ข้อความถึงจิณณ์ที่อเมริกา

“จิณณ์… ในวันที่จิณณ์เหนื่อยจากการซ้อม หรือเหงาเพราะอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ให้รู้ไว้นะว่ายังมีพี่พีทคนเดิมคนนี้ ที่ยังคอยคั้นน้ำส้ม (แม้จะกินเอง) และยังเฝ้ามองดูดาวดวงเดิมกับจิณณ์เสมอ

พี่จะไม่สัญญาว่าเราจะไม่เปลี่ยนไป เพราะโลกใบนี้มันหมุนตลอดเวลา แต่พี่สัญญาว่า… พี่จะอยู่ที่เดิม ตรงที่ที่จิณณ์หันกลับมาเมื่อไหร่ก็จะเจอ ไปคว้าฝันให้สำเร็จนะคนเก่งของพี่”


[จุดเริ่มต้นของความโดดเดี่ยว]

หลายเดือนผ่านไป ชีวิตมหาวิทยาลัยของผมเข้าสู่ช่วงปีสุดท้ายที่หนักหน่วง จิณณ์ทำตามสัญญา เขาโทรมาหาในช่วงเวลาที่ต่างกัน ๑๒ ชั่วโมง เราคุยกันผ่านหน้าจอเล็กๆ ภาพที่เบลอและสัญญาณที่ขาดหายเริ่มกลายเป็นอุปสรรค

บางวันผมเรียนเสร็จตอนค่ำ แต่จิณณ์เพิ่งตื่นเพื่อไปซ้อม บางวันจิณณ์มีแข่งนัดสำคัญ แต่ผมดันมีส่งโปรเจกต์ใหญ่ เราเริ่มคุยกันน้อยลง… ไม่ใช่เพราะรักน้อยลง แต่เพราะชีวิตของ “คนในปัจจุบัน” ของแต่ละคนมันเริ่มดึงเราออกจากกันโดยไม่รู้ตัว

ผมเริ่มกลับมาใส่แว่นสายตาเหมือนเดิม เพราะขี้เกียจดูแลตัวเองเหมือนตอนที่มีจิณณ์อยู่ข้างๆ ผมเริ่มกลับไปเป็น ‘พี่พีทคนเดิม’ ที่จมอยู่กับกองงานศิลปะ

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทเรียนสุดท้าย… ความรักที่เหลือเพียงความทรงจำ

ปล. วันนี้ผมเห็นข่าวนักบาสไทยในลีกมหาวิทยาลัยอเมริกา จิณณ์ดูเท่มากในชุดแข่งสีน้ำเงินขาว… เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าผมเสียอีก 💔🇺🇸🏀

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments