๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนิ่งสงบอย่างประหลาด ผมบรรจงสวมสูทสีเทาอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีต จัดเนกไทให้ตรง และสวมแว่นตากรอบบางที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของผมไปแล้ว กระจกเงาสะท้อนภาพชายหนุ่มวัย ๒๙ ที่ดูดี มั่นใจ และผ่านโลกมามากพอที่จะรู้ว่า… ความเศร้าที่งดงามนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร
✍️ บันทึกหน้าที่ ๔๖: แต้มสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบ
บรรยากาศในโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้และเสียงหัวเราะ ผมเดินเข้าไปในงานพร้อมกับตั้มและก้อยที่วันนี้แต่งตัวจัดเต็มไม่แพ้กัน ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านซุ้มดอกไม้ ผมเห็นรูปถ่าย Pre-wedding ของจิณณ์กับเจ้าสาวของเขา
จิณณ์ในชุดสูทสีขาวดูสง่างามราวกับเทพบุตร เขายังมีรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใสเหมือนเดิม และเมื่อเขาสบตาผมท่ามกลางฝูงชน… รอยยิ้มนั้นก็กว้างขึ้นกว่าเดิม
“พี่พีท!” จิณณ์ผละจากกลุ่มเพื่อนแล้วเดินตรงมาหาผม
วินาทีนั้นเหมือนเวลาหยุดหมุนไปชั่วครู่ เด็กชายเบอร์ ๑๔ ในความทรงจำซ้อนทับกับเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาตัวสูงขึ้น สง่าขึ้น และมีราศีของชายหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ
“ยินดีด้วยนะจิณณ์… เจ้าบ่าวหล่อมากเลยนะวันนี้” ผมส่งกล่องของขวัญเล็ก ๆ ให้เขา พร้อมกับรอยยิ้มที่กลั่นออกมาจากใจจริง
“ขอบคุณครับพี่… ขอบคุณที่พี่มา” จิณณ์ดึงผมเข้าไปกอด อ้อมกอดนี้ยังคงอุ่นเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกข้างในมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ความถวิลหาที่อยากครอบครอง แต่มันคือความผูกพันที่ก้าวข้ามกาลเวลา “ถ้าไม่มีพี่… ผมคงไม่ได้เป็นจิณณ์ที่มีวันนี้ พี่รู้ใช่ไหม?”
“พี่รู้… และพี่ก็ภูมิใจในตัวจิณณ์ที่สุดเลยนะ” ผมตบหลังเขาเบา ๆ ก่อนจะผละออกมา
[คำพูดที่ค้างคามานับทศวรรษ]
ในช่วงพิธีการบนเวที ผมนั่งอยู่แถวหน้า มองดูจิณณ์กล่าวขอบคุณผู้มีเกียรติ จนถึงช่วงหนึ่งที่เขาพูดถึง “แรงบันดาลใจ”
“มีคนคนหนึ่งสอนให้ผมรู้ว่า ความรักคือพลังที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อใครสักคน…” จิณณ์มองตรงมาที่โต๊ะของผม “เขาอาจจะไม่ได้อยู่ข้างผมในฐานะคนรักในวันนี้ แต่เขาคือ ‘รากฐาน’ ที่ทำให้ผมแข็งแกร่งพอจะสร้างครอบครัวของตัวเอง ขอบคุณนะครับ… พี่ชายที่เป็นโลกทั้งใบของผมในวันนั้น”
คนทั้งงานปรบมือเกรียวกราว ผมนั่งนิ่ง น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านเลนส์แว่นลงมาเงียบ ๆ ไม่ใช่ความเสียใจครับ แต่มันคือความปิติที่ได้รู้ว่า… ตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ความพยายามของผมไม่ได้สูญเปล่าเลย
[ใต้แสงจันทร์ริมน้ำ]
ช่วงท้ายของงาน ผมปลีกตัวออกมาเดินรับลมที่ริมแม่น้ำ แสงจันทร์สะท้อนลงบนผิวน้ำดูวับวาว จิณณ์เดินตามออกมาเงียบ ๆ เรายืนพิงระเบียงไม้ด้วยกันเหมือนสมัยที่เคยนั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนหลังโรงยิม
“พี่พีท… พี่โอเคใช่ไหม?” เขาถามเบา ๆ
“โอเคสิจิณณ์ พี่มีความสุขมากนะ” ผมหันไปมองเขา “เห็นจิณณ์มีคนดูแลที่ดี มีชีวิตที่มั่นคง พี่ก็หมดห่วงแล้ว… หลังจากนี้ ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดนะ อย่าลืมกินน้ำส้มเยอะ ๆ ด้วยล่ะ”
จิณณ์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกุมมือผมไว้เป็นครั้งสุดท้าย “ผมรักพี่นะพี่พีท… รักในที่ที่ลึกที่สุดของใจผมเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน”
“พี่ก็รักจิณณ์… รักแบบที่พี่จะรักใครไม่ได้อีกแล้ว”
เราไม่ได้จูบลา ไม่ได้มีการสัญญาว่าจะเจอกันใหม่ มีเพียงความเงียบที่แสนอบอุ่นท่ามกลางเสียงเพลงงานแต่งงานที่ดังแว่วมา
✍️ บันทึกหน้าที่ ๔๗: จบเกม… บนสกอร์บอร์ดที่สวยงาม
คืนนี้ผมกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด เกมบาสนัดนี้จบลงแล้วครับ สกอร์บอร์ดไม่ได้แสดงผลแพ้ชนะ แต่มันแสดงผลว่า ‘เราทั้งคู่เติบโตมาอย่างดี’ จิณณ์แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น ส่วนผม… ผมยังอยู่ที่เดิม ตรงที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สวยงามที่สุด และผมไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลยสักนิด
ปล. พรุ่งนี้ผมจะเอาไดอารี่เล่มนี้ไปเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ… เพราะบทต่อไปของชีวิตผม ผมพร้อมจะเขียนมันขึ้นมาใหม่ ด้วยตัวเองแล้วครับ 🧡🏀✨


