HomeChapterบทที่ 14: ความจริงที่ถูกเปิดเผย (The Truth Revealed)

บทที่ 14: ความจริงที่ถูกเปิดเผย (The Truth Revealed)

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาล… สำหรับคนทั่วไปมันคือกลิ่นของความสะอาด แต่สำหรับผมและกาล… มันคือกลิ่นของความสิ้นหวัง

“ฮือ… วิน! มินนี่… มินนี่เลือดออกเยอะมากเลยมึง…” เจทรุดตัวลงนั่งร้องไห้กับพื้นหน้าห้อง ICU เสื้อนักศึกษาเปื้อนเลือดสีแดงฉาน ผมนั่งลงข้างเพื่อน กอดคอมันไว้แน่น ทั้งที่มือตัวเองก็สั่นไม่แพ้กัน

“ใจเย็นเว้ยเจ… ถึงมือหมอแล้ว มินนี่มันอึดจะตาย มันต้องรอด” ผมปลอบเพื่อน แต่ในใจกลับตะโกนก้องด้วยความกลัว

กาลยืนพิงผนังอยู่ห่างออกไป สายตาของเขาไม่ได้มองที่ประตูห้อง ICU แต่มอง “ทะลุ” เข้าไปข้างใน ใบหน้าหล่อเหลานั้นเคร่งเครียด คิ้วขมวดจนแทบจะเป็นปม

ผมลุกขึ้นเดินไปหาเขา กระซิบถามเสียงเบา “กาล… นายเห็นอะไร?”

กาลหันมามองผม แววตาของเขาสั่นไหววูบหนึ่ง “วิญญาณของนาง… กำลังจะหลุดออกจากร่าง” “แต่มันไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ…” กาลกัดฟันกรอด “มี ‘เงาดำ’ เกาะกินที่ขั้วหัวใจของนาง มันกำลังดูดกลืนพลังชีวิตเฮือกสุดท้าย… เหมือนปรสิต”

“ฝีมือไอ้ปีศาจนั่นเหรอ?” ผมกำหมัดแน่น

“ใช่… มันไม่ได้ต้องการแค่ฆ่า แต่มันต้องการทรมาน เพื่อล่อให้ข้า…” กาลหยุดพูด กลืนคำว่า ‘ล่อให้ข้าใช้พลัง’ ลงคอ

ทันใดนั้น ประตูห้อง ICU ก็เปิดออก ร่างสูงโปร่งในชุดกาวน์สีขาวเดินออกมา พร้อมกับทีมแพทย์ นพ. ศิวะ ขยับหน้ากากอนามัยลง เผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะแสดงความเสียใจ แต่ดวงตากลับพราวระยับ

“ญาติคนไข้ใช่ไหมครับ?” ศิวะถามเสียงนุ่ม

“ครับ! เพื่อนผมเป็นไงบ้างครับหมอ!” เจรีบวิ่งเข้าไปหา

ศิวะส่ายหน้าช้าๆ “หมอเสียใจด้วยครับ… คนไข้เสียเลือดมาก อวัยวะภายในบอบช้ำรุนแรง และชีพจรอ่อนลงเรื่อยๆ… คงอยู่ได้ไม่เกินคืนนี้”

เจทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ร้องไห้โฮออกมาไม่อายใคร ผมยืนตัวชา… มองหน้าศิวะที่แสร้งทำสีหน้าเศร้าสลด แต่พอมันหันมาสบตาผมกับกาล… มันกลับยักคิ้วให้ และส่งกระแสจิตเสียงเย็นเยียบเข้ามาในหัวพวกเรา

(น่าสงสารจังเลยนะครับ… อายุยังน้อยแท้ๆ แต่ถ้ามี ‘ยมทูต’ ผู้เสียสละยอมแบ่งพลังชีวิตให้… ก็อาจจะมีปาฏิหาริย์นะ)

“แก…” กาลก้าวสามขุมเข้าไปหาศิวะ ไอเย็นแผ่ออกมาจากตัวจนพยาบาลแถวนั้นสะดุ้ง “อย่าเล่นกับความตาย… ศิวะ”

“ผมเปล่านะครับ… ผมแค่ทำตามหน้าที่แพทย์” ศิวะยิ้ม “แต่ถ้าคุณทำอะไรไม่ได้… ก็เตรียมตัวมารับวิญญาณเพื่อนได้เลยครับ ยมทูตฝึกหัด”

ศิวะเดินชนไหล่กาลออกไป ทิ้งให้กาลยืนสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ

ผมมองไปที่ประตูกระจกห้อง ICU เห็นร่างมินนี่นอนแน่นิ่ง สายระโยงระยางเต็มไปหมด และที่เหนือร่างของเธอ… ผมเริ่มเห็นเงาสีดำๆ เหมือนกลุ่มควัน กำลังรัดพันรอบตัวเธอ ด้ายแดงที่ข้อมือผมร้อนจี๋เหมือนไฟลวก

“กาล…” ผมหันไปจับมือกาล “ช่วยมินนี่ได้ไหม?”

กาลมองหน้าผม นิ่งเงียบไปนาน “ได้… แต่…”

“แต่อะไร?”

“การจะดึง ‘บ่วงมาร’ ของศิวะออก ข้าต้องใช้พลังจิตขั้นสูง… และต้องถ่ายเทพลังชีวิตของข้าเข้าไปซ่อมแซมวิญญาณที่เสียหาย” กาลก้มหน้าลง เสียงแผ่วเบา “มันจะทำให้อายุขัยของร่างมนุษย์นี้… ลดลงไปครึ่งหนึ่ง”

ผมชะงักมือที่จับเขาไว้ทันที ครึ่งหนึ่ง? นั่นหมายความว่า… เวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน จะหายไปครึ่งหนึ่งงั้นเหรอ?

“ไม่…” ผมส่ายหน้า น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “ผมขอนายมากไป… ผมเห็นแก่ตัวไม่ได้” ผมมองไปที่มินนี่… แล้วมองกลับมาที่กาล ความรัก กับ มิตรภาพ… ทำไมโลกถึงใจร้ายให้ผมต้องเลือก

“วิน…” กาลเรียกชื่อผม แล้วเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ “จำที่ข้าบอกได้ไหม? ว่าข้าเรียนรู้ความรู้สึกจากเจ้า” เขายิ้ม… รอยยิ้มที่เศร้าที่สุดแต่สวยงามที่สุด “เจ้าสอนให้ข้ารู้จักคำว่าเพื่อน… และถ้านี่คือเพื่อนที่เจ้ารัก ข้าก็จะปกป้องนาง”

“ไม่เอา! ถ้านายตายเร็วขึ้นผมจะอยู่ยังไง!”

“ข้ายังไม่ตายวันนี้หรอกน่า” กาลผลักหน้าผากผมเบาๆ “รออยู่นี่… จับตาดูต้นทางให้ข้า ห้ามให้ใครเข้ามา”

กาลเดินหายวับเข้าไปในห้อง ICU (ทะลุกำแพงเข้าไปต่อหน้าต่อตา) ผมรีบวิ่งไปยืนบังหน้าต่างกระจก เพื่อไม่ให้พยาบาลหรือเจเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภายในห้อง ICU… กาลยืนอยู่ข้างเตียงมินนี่ เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึก… ทันใดนั้น! ปีกสีดำสนิทคู่มหึมา ก็กางออกมาจากแผ่นหลังของเขา! ปีกแห่งยมทูตที่งดงามและน่าเกรงขาม ขนนกสีดำร่วงโปรยปรายลงบนพื้นห้อง (แต่ระเหยกลายเป็นควัน)

กาลยื่นมือทั้งสองข้างไปเหนือร่างมินนี่ “ในนามแห่งยมทูตลำดับที่ 4… ข้าขอสั่งปลดพันธนาการแห่งมาร!”

แสงสีฟ้าสว่างวาบออกจากมือเขา พุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มควันดำที่รัดตัวมินนี่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณร้ายดังลั่น (ที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน แต่ผมได้ยินชัดเจน)

กาลกัดฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลพราก ใบหน้าเขาซีดเผือดลงเรื่อยๆ เส้นผมสีดำสนิทของเขา… เริ่มมี สีขาว แซมขึ้นมาที่โคนผม ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสง… สั่นระริกเหมือนภาพโฮโลแกรมที่สัญญาณไม่ดี

“กาล! พอแล้ว! พอได้แล้ว!” ผมตะโกนผ่านกระจก น้ำตาไหลพราก

เปรี้ยง!

เสียงเหมือนโซ่ขาดดังสนั่น! เงาควันดำถูกกระชากหลุดออกจากร่างมินนี่ แล้วสลายไป กราฟหัวใจที่จอมอนิเตอร์… จากที่เส้นเรียบ เริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง ตื๊ด… ตื๊ด… ตื๊ด…

กาลทรุดฮวบลงกับพื้นห้อง ปีกสีดำสลายหายไป เขาหอบหายใจรุนแรง ไอโขลกๆ ออกมาเป็นเลือดกองโต เลือด… ที่ไม่ใช่สีแดงสดแล้ว แต่เป็น สีดำ คล้ำ

ผมพุ่งตัวเปิดประตูเข้าไปทันที ไม่สนหมอพยาบาลที่เริ่มวิ่งกรูเข้ามาเพราะสัญญาณชีพคนไข้ดีขึ้น “กาล!”

ผมเข้าไปประคองร่างกาลไว้ในอ้อมแขน ตัวเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง… เบาหวิวจนน่าใจหาย และที่สำคัญ… ผมเห็น ผมหงอกสีขาว กระจายอยู่เต็มศีรษะเขา เขาดูแก่ลงไปหลายปีภายในไม่กี่นาที

“วิน…” กาลลืมตาขึ้นมองผม ตาปรือปรอย “นาง… ปลอดภัยแล้ว…”

“ไอ้บ้า! นายมันบ้า!” ผมกอดเขาแน่น ร้องไห้จนตัวโยน “ทำไมต้องทำขนาดนี้!”

กาลยิ้มอ่อนแรง ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาแตะแก้มผม “เพราะข้า… ไม่อยากเห็นเจ้าร้องไห้…”

ทันใดนั้น ศิวะก็เดินเข้ามาในห้อง เขามองมินนี่ที่สัญญาณชีพปกติ แล้วหันมามองกาลในสภาพปางตาย ศิวะปรบมือเบาๆ แปะ… แปะ… แปะ…

“ยอดเยี่ยม… ยอดเยี่ยมจริงๆ ยมทูตผู้เสียสละ” ศิวะเดินเข้ามาใกล้ ก้มลงกระซิบให้ได้ยินกันแค่สามคน “เสียพลังไปครึ่งชีวิตเพื่อมนุษย์คนเดียว… คุ้มไหมครับ?”

กาลจ้องหน้าศิวะด้วยสายตาแข็งกร้าว แม้จะไม่มีแรงลุก “คุ้ม… เพราะข้าได้รักษา ‘หัวใจ’ ของวินเอาไว้”

ศิวะหัวเราะหึๆ แล้วยืดตัวขึ้น “งั้นก็ขอให้มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่อันน้อยนิดนะครับ… เพราะเกมต่อไป… ผมจะไม่ปรานีแล้ว”

ศิวะเดินจากไป ทิ้งให้ผมกอดร่างที่อ่อนแรงของกาลไว้ท่ามกลางความวุ่นวายของหมอและพยาบาลที่เข้ามาดูอาการมินนี่ ไม่มีใครสนใจพวกเรา… เหมือนพวกเราไร้ตัวตน ผมก้มลงมองหน้ากาล… ผู้ชายที่ยอมสละเวลาครึ่งชีวิตของตัวเอง เพื่อรักษารอยยิ้มของผม

วินาทีนั้น ผมสาบานกับตัวเอง “ไม่ว่าเวลาจะเหลือเท่าไหร่… ผมจะใช้มันเพื่อนาย… แค่นายคนเดียว”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted