HomeChapterบทที่ 25: กระจกสะท้อนกรรม (The Mirror of Karma)

บทที่ 25: กระจกสะท้อนกรรม (The Mirror of Karma)

ผิวกระจกบานมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัดไม่ได้สะท้อนแสงจันทร์ แต่มันดูเหมือนหลุมดำที่หมุนวน ดึงดูดสายตาของพวกกูให้จดจ้องอย่างไม่อาจถอนตัวได้

“อย่ามองนาน…” หลวงตาเตือนเสียงเรียบ “ยิ่งจ้อง… มันยิ่งกัดกินใจ”

แต่สายไปแล้ว… วินาทีที่สายตาของพวกกูปะทะกับผิวกระจก โลกความจริงรอบตัวก็พลันดับวูบลง เหมือนใครบางคนปิดสวิตช์ไฟ


ในมิติแห่งกระจก (มุมมองของมินนี่)

มินนี่ยืนอยู่กลางห้องเรียนสมัยมัธยม… ห้องเรียนที่มันเกลียดที่สุด รอบตัวมันมีเพื่อนๆ นั่งจับกลุ่มคุยกันหัวเราะสนุกสนาน แต่ไม่มีใครมองเห็นมันเลย มันพยายามจะเดินเข้าไปทัก “เฮ้ยพวกมึง! คุยไรกันน่ะ!” แต่ทุกคนเดินทะลุผ่านร่างมันไป เหมือนมันเป็นอากาศธาตุ

“อุ๊ย… ได้กลิ่นอะไรเหม็นๆ ไหม?” เพื่อนคนหนึ่งทำท่าปิดจมูก “กลิ่นคนขี้แพ้มั้ง… คนที่ไม่มีใครเอาน่ะ”

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมก้องหัว มินนี่ทรุดลงนั่งกอดเข่า ตัวสั่นเทา “ไม่จริง… กูมีเพื่อน… กูมีวิน… มีเจ…” แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา มันกลับเห็นกูกับไอ้เจเดินหันหลังให้มัน เดินจากไปไกลเรื่อยๆ โดยไม่หันมามอง “มินนี่คือใครเหรอ? ไม่เห็นรู้จักเลย” เสียงกูดังขึ้นแบบเย็นชา

“ไม่นะ! อย่าทิ้งกู! อย่าทิ้งกูไป!” มินนี่กรีดร้อง ความกลัวที่ซ่อนลึกที่สุดในใจมัน คือการ “ถูกลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”


ในมิติแห่งกระจก (มุมมองของเจ)

ไอ้เจยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง… พ่อกับแม่ยืนกอดอกมองลงมาด้วยสายตาผิดหวัง ในมือมันถือผลสอบที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือสีแดง ‘F’ ‘F’ ‘F’

“แกมันไม่ได้เรื่อง!” เสียงพ่อตะคอก “ส่งเสียให้เรียนสถาปัตย์ฯ นึกว่าจะจบมาเป็นสถาปนิกเท่ๆ ดันเรียนไม่จบ! เป็นภาระสังคม!”

ตัวของไอ้เจค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือตัวเท่ามด “ผมขอโทษ… ผมพยายามแล้ว…” มันร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวต่อ “ความล้มเหลว” ที่หลอกหลอนมันมาตลอดชีวิต


ในมิติแห่งกระจก (มุมมองของกูเอง – วิน)

กูตื่นขึ้นมาบนเตียงนุ่มๆ ในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหรา แสงแดดอุ่นๆ ส่องเข้ามา… กลิ่นแพนเค้กหอมฉุยลอยมาเตะจมูก

“ตื่นแล้วเหรอลูกชาย? ลงมากินข้าวเร็ว วันนี้วันเกิดแกนะ” เสียงทุ้มที่อบอุ่นดังขึ้น กูเดินลงบันไดไป… เห็น พ่อ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร พ่อยิ้มกว้างให้กู “สุขสันต์วันเกิดนะวิน พ่อลางานทั้งวันเพื่ออยู่กับแกเลยนะ”

กูยิ้มกว้างด้วยความตื้นตัน “พ่อ… พ่อไม่ไปทำงานเหรอ?” “งานอะไรจะสำคัญเท่าลูกพ่อล่ะ” พ่อลูบหัวกูอย่างอ่อนโยน

ช่างเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ… ครอบครัวอบอุ่น มีความสุข แต่… กูรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่าง กูหันมองไปรอบๆ บ้าน มองหา… ใครคนหนึ่ง?

“พ่อครับ… แล้วรูมเมทผมล่ะ? เพื่อนผมที่อยู่หอด้วยกันอ่ะ” กูถาม “รูมเมท?” พ่อทำหน้างง “แกอยู่หอคนเดียวนี่ลูก หรือหมายถึงไอ้เจ?”

“ไม่ใช่เจ… อีกคนนึง… คนที่ตัวสูงๆ หน้าตานิ่งๆ ผิวขาวๆ…” กูพยายามนึกชื่อ “ชื่อ… กาล…”

“กาล?” พ่อหัวเราะ “ชื่อแปลกจัง ไม่เห็นเคยได้ยิน แกฝันไปหรือเปล่า?”

กูชะงัก… มือที่ถือส้อมเริ่มสั่น ไม่มีกาล? โลกนี้พ่อรักกู… แต่ไม่มีกาล? กูมองดูเงาสะท้อนตัวเองในจานข้าว… กูดูมีความสุข ไร้รอยขีดข่วน แต่ทำไม… ที่หน้าอกข้างซ้ายมัน “กลวงโบ๋”? เหมือนหัวใจหายไป

“ไม่…” กูวางส้อมลง “นี่ไม่ใช่เรื่องจริง”

“จริงสิลูก” พ่อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “นี่คือชีวิตที่แกอยากได้มาตลอดไม่ใช่เหรอ? ลืมเรื่องไร้สาระพวกนั้นไปซะ แล้วมีความสุขอยู่ที่นี่ตลอดไปเถอะ” พ่อ (ตัวปลอม) ยื่นมือมาจับแขนกู แรงบีบมหาศาลเหมือนคีมเหล็ก “อยู่ที่นี่… ลืมมันซะ…”

กูมองมือพ่อนั้น… แล้วมองสร้อยคอตัวเองที่ส่องแสงวาบๆ ความทรงจำไหลย้อนกลับมา… ภาพกาลที่ยอมผมขาวเพื่อช่วยกู ภาพจูบสุดท้ายที่ดาดฟ้าก่อนมันจะหายไป “ความสุขจอมปลอมแบบนี้… กูไม่เอา!” กูสะบัดแขนหลุด “ชีวิตกูอาจจะห่วยแตก พ่ออาจจะไม่ว่าง… แต่กูมีความรักที่แท้จริง! กูมีกาล!”

กูกำสร้อยนาฬิกาทรายแน่น แล้วตบลงไปที่กลางโต๊ะอาหาร “ทรายราตรี! ทำลายภาพลวงตาเดี๋ยวนี้!”

เพล้ง!!!

โลกแสนสุขแตกกระจายเหมือนกระจกเงา กูกลับมายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่วัดป่าโมกข์ฯ อีกครั้ง กูมองไปข้างๆ… เห็นไอ้เจกับมินนี่กำลังยืนตาลอย ร้องไห้ฟูมฟายอยู่

“ไอ้เจ! มินนี่! ตื่นสิวะ!” กูวิ่งเข้าไปเขย่าตัวพวกมัน “มันไม่จริง! พวกมึงเก่งจะตาย! มินนี่มึงมีกู! เจมึงไม่ได้ห่วย! ตื่นสิโว้ย!”

เสียงเรียกของกู ผสมกับพลังจากสร้อยทรายที่ส่องแสงเจิดจ้า เข้าไปกระเทาะเปลือกแห่งความกลัวในใจเพื่อน ไอ้เจกับมินนี่สะดุ้งเฮือก! ลืมตาโพลง หอบหายใจแฮ่กๆ เหมือนคนจมน้ำ

“วิน…” มินนี่โผเข้ากอดกู ร้องไห้โฮ “กูนึกว่ามึงทิ้งกูไปแล้ว…” “กูฝันร้ายชิบหาย…” ไอ้เจปาดเหงื่อ “น่ากลัวกว่าผีอีกมึง”

กูกอดคอเพื่อนทั้งสองแน่น “ไม่เป็นไร… กูอยู่นี่แล้ว เราไม่ทิ้งกันหรอก”

เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้น หลวงตาตาบอด ยืนยิ้มอยู่ที่มุมมืด “เก่งมาก… ชนะใจตัวเองได้ ก็เท่ากับชนะศัตรูไปครึ่งหนึ่งแล้ว” หลวงตาชี้ไม้เท้าไปที่ด้านหลังวัด “ด่านต่อไปรออยู่… หอระฆังบรรพกาล

กูพยักหน้า แววตามุ่งมั่นกว่าเดิม “ไปกันพวกมึง… กาลรอกูอยู่”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments