HomeChapterบทที่ ๑๑ : พันธะโลหิต

บทที่ ๑๑ : พันธะโลหิต

หมอกยามเช้าปกคลุมผืนน้ำเป็นสีขาวโพลน หนาทึบจนมองไม่เห็นทิวไม้รอบด้าน บรรยากาศเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง มีเพียงเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ลอดใต้ถุนเรือนแพ

ภายในโถงเรือน กลิ่นคาวเลือดของพรายน้ำเริ่มจางลงหลังจากที่ หลวงเทพ และ ไอ้จ้อย ช่วยกันงัดแงะไม้กระดานเพื่อกวาดซากศพเน่าเฟะเหล่านั้นทิ้งลงน้ำไปจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงคราบสีดำคล้ำที่ฝังแน่นอยู่ตามเนื้อไม้ เป็นอนุสรณ์ของคืนนรกแตก

พี่กล้า นั่งอยู่ที่ระเบียงด้านนอกเพียงลำพัง เขากลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ปกติแล้ว แต่สภาพดูอิดโรยยิ่งกว่าคนป่วยหนัก ใบหน้าซีดเผือดตัดกับขอบตาดำคล้ำ เขาเหม่อมองลงไปที่ฝ่ามือตัวเอง… มือที่เมื่อคืนเกือบจะปลิดชีพเพื่อนร่วมตาย

“กินหน่อยเถอะพ่อกล้า…”

เสียงหวานเจือความหวาดหวั่นของ แม่หญิงจัน ดังขึ้น นางวางสำรับเล็กๆ ที่มีปลาแห้งย่างและน้ำพริกถ้วยเก่าลงข้างตัวชายหนุ่ม “ข้า… ข้าขอบคุณนะจ๊ะ ที่ช่วยชีวิตพวกเราเมื่อคืน” นางเอ่ยเสียงสั่น ก่อนจะรีบถอยฉากออกมาด้วยความเกรงกลัว

กล้าไม่ได้แตะต้องอาหาร สายตาของเขาเลื่อนไปมองที่ประตูเรือน… ที่ซึ่ง คุณพุ่ม กำลังนั่งพันแผลที่ฝ่ามือตัวเองอยู่เงียบๆ

“เจ็บมากหรือไม่?”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือหัว พุ่มเงยหน้าขึ้นเห็นกล้ายืนค้ำหัวอยู่ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าพุ่ม แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดระคนเจ็บปวด

“แผลไกลหัวใจนัก” พุ่มยิ้มบางๆ พยายามซ่อนมือที่พันผ้าไว้ “เทียบกับชีวิตของทุกคนแล้ว เลือดแค่นี้ถือว่าคุ้มค่า”

กล้าเอื้อมมือมาจับมือพุ่มอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าแรงของตนจะทำให้พุ่มแหลกสลาย เขาจ้องมองผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย จมูกขยับฟุดฟิดโดยไม่รู้ตัว… กลิ่นเลือดของพุ่มยังคงหอมหวานยั่วยวนสัญชาตญาณดิบ

“ข้า… ขอโทษ” กล้าเสียงเครือ “ข้าเกือบจะฆ่าคุณ… ข้ามันเดรัจฉาน สมควรตายเสียให้พ้นๆ”

“อย่าพูดเช่นนั้น” พุ่มดึงมือกล้ามากุมไว้ “พี่ช่วยพวกเรา พี่สู้กับปีศาจพวกนั้น… พี่คือวีรบุรุษต่างหาก”

“วีรบุรุษที่ไหนกินเลือดคนเป็นอาหาร” กล้าสะบัดหน้าหนี แววตาสั่นระริก “คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป? การที่คุณให้ข้าลิ้มรสเลือดของคุณ… มันเหมือนการตีตราจอง”

พุ่มเลิกคิ้ว “หมายความว่าเยี่ยงไร?”

กล้าหันกลับมาจ้องตาพุ่ม นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง “เลือดมนุษย์มันหวานล้ำยิ่งกว่าสิ่งใดสำหรับพวกข้า… และเมื่อได้ลิ้มรสแล้ว ครั้งต่อไปข้าจะหิวโหยมันมากขึ้น… และข้าจะต้องการแค่เลือดของ คุณ เท่านั้น” เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ จนพุ่มสัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่าว “คุณเพิ่งจะล่ามโซ่ปีศาจไว้กับคอตัวเองนะคุณพุ่ม”

พุ่มใจเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความวาบหวามประหลาด “ถ้าเช่นนั้น…” พุ่มกระซิบตอบ สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น “ข้าก็จะยอมเป็นโซ่เส้นนั้น… เพื่อดึงรั้งพี่ไว้ ไม่ให้ตกลงไปในนรก”

ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและสายใยบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างแน่นหนา

“อะแฮ่ม!”

เสียงกระแอมไอของ หลวงเทพ ดังขัดจังหวะ ทำเอาทั้งคู่ผละออกจากกันแทบไม่ทัน หลวงเทพยืนกอดอกพิงเสาเรือน แผลที่ไหล่พันผ้าไว้ลวกๆ สายตาคมกริบมองมาที่กล้า “ข้าไม่ได้อยากจะขัดจังหวะพลอดรักดอกนะ… แต่เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

กล้าลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับหลวงเทพ เตรียมพร้อมรับแรงปะทะ “คุณหลวงจะจับข้าถ่วงน้ำ หรือจะเอาดาบแทงหัวใจข้าก็เชิญ”

หลวงเทพถอนหายใจยาว แล้วเดินเข้ามา… ตบไหล่กล้าดังปึก! “ข้าเป็นคนตรงไปตรงมา… บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ” หลวงเทพเอ่ยเสียงหนักแน่น “เมื่อคืนเอ็งช่วยชีวิตข้ากับแม่จันไว้… ชีวิตนี้ข้าติดหนี้เอ็ง”

กล้าตะลึงงัน “แต่ข้าเป็น…”

“เออ! ข้ารู้ว่าเอ็งเป็นตัวอะไร!” หลวงเทพสวน “แต่ตราบใดที่เอ็งยังไม่แดกเพื่อนข้า และยังช่วยปกป้องพวกเรา… ข้าก็จะนับว่าเอ็งเป็นพวกเดียวกับข้า ชั่วคราว!”

หลวงเทพยื่นมือออกมา “มาช่วยกันหาทางออกไปจากนรกขุมนี้เถอะ… ไอ้เสือ”

กล้ามองมือนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะยื่นมือสากๆ ของตนไปจับตอบ “ขอบคุณ… ขอรับ”


“เจอแล้วเจ้าค่ะ! เจอแล้ว!”

เสียงแม่หญิงจันตะโกนดังมาจากในห้องนอนใหญ่ที่นางเข้าไปรื้อค้นหาผ้ามาทำแผล ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปดู พบแม่หญิงจันกำลังถือสมุดข่อยปกหนังสีดำคร่ำครึเล่มหนึ่งไว้ในมือ เนื้อตัวนางเปื้อนฝุ่นหยากไย่

“ข้าเจอเล่มนี้ซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ฐานพระพุทธรูปเจ้าค่ะ” นางยื่นสมุดให้พุ่ม

พุ่มรับมาเปิดดูด้วยความระมัดระวัง หน้ากระดาษเหลืองกรอบ เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ยังพออ่านได้ใจความ “นี่มัน… บันทึกของ ‘หลวงวิเศษ’ เจ้าของเรือน” พุ่มไล่นิ้วไปตามตัวอักษร

๒๐ ค่ำ เดือน ๑๑… ข้าไม่อาจหนีพ้นบาปกรรมที่ก่อไว้ เจ้าสมิงพรายตัวนั้นมันตามข้ามาถึงที่นี่ มันต้องการสิ่งตอบแทนจากสัญญาที่ข้าเคยให้ไว้… ชีวิตแลกชีวิต

“สมิงพราย?” หลวงเทพทวนคำ “ตัวเดียวกับเอ็งรึเปล่าไอ้กล้า?”

กล้าส่ายหน้า สีหน้าเคร่งเครียด “ไม่… สมิงมีหลายตระกูล ข้าเป็นสมิงที่เกิดจากสายเลือด แต่ในบันทึกนี้… ดูเหมือนจะเป็น ‘สมิงอาคม’ หรือวิญญาณร้ายที่เข้าสิงคน”

พุ่มอ่านต่อ มันขังข้าไว้ในวงกตวารี… ทางออกเดียวคือต้องไปที่ ‘ศาลเพียงตาไม้ตะเคียน’ กลางป่าพรุ ทิศตะวันตก… ที่นั่นมี ‘หัวใจ’ ของมันซ่อนอยู่… หากทำลายหัวใจนั้นได้ อาถรรพ์จะคลาย

“ศาลไม้ตะเคียน…” กล้าพึมพำ “ข้าเคยได้ยินพวกคนหาปลาพูดถึง… ว่าลึกเข้าไปในดงบัวแดง มีศาลร้างที่ไม่มีใครกล้าผ่าน”

“ทิศตะวันตก…” พุ่มเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง “นั่นมันทางที่เราพายเรือหลงเข้ามาตอนแรกมิใช่รึ?”

“ใช่” กล้าพยักหน้า “แสดงว่าเราต้องย้อนกลับเข้าไป… เข้าไปในถิ่นที่มันแกร่งที่สุด”

หลวงเทพกำด้ามดาบแน่น แววตากลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง “ดีกว่านั่งรอความตายอยู่ที่นี่… เสบียงเราหมดแล้ว ขืนอยู่ต่อก็อดตาย หรือไม่ก็โดนพวกผีห่านั่นมากินตับ”

“แต่เราจะไปกันเยี่ยงไร?” ไอ้จ้อยถามเสียงอ่อย “เรือเราแตกไปแล้ว แพไม้ไผ่ก็พายวนกลับมาที่เดิม”

กล้าเดินไปที่ผนังห้อง แล้วกระชากผ้าม่านเก่าๆ ออก เผยให้เห็นแผนที่โบราณที่วาดใส่หนังวัวขึงไว้บนกรอบไม้ “ข้าพอจะดูทางน้ำออก… แต่เราต้องรอจังหวะ” เขาชี้ไปที่จุดกากบาทสีแดงบนแผนที่ “คืนนี้… เป็นคืนเดือนดับ สนิทที่สุด น้ำจะนิ่งที่สุด และพวกพรายน้ำจะออกมาเยอะที่สุด… แต่ถ้าเราผ่าน ‘ดงโขลงช้าง’ ไปได้ เราจะถึงศาลนั้น”

“ดงโขลงช้าง?” แม่หญิงจันหน้าซีด “มีช้างด้วยรึเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่ช้างเป็น…” กล้าหันมาตอบเสียงเย็น “แต่เป็น ‘โขลงช้างผี’ ที่จมโคลนตายอยู่ที่นั่น… ทางผ่านนรกดีๆ นี่เอง”

พุ่มปิดสมุดบันทึกดังปับ สายตามุ่งมั่น “จะนรกหรือสวรรค์ เราก็ต้องไป… เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้เราจะออกจากเรือนแพนี้กัน”

การตัดสินใจครั้งสำคัญเกิดขึ้นแล้ว พวกเขาจะไม่เป็นฝ่ายถูกล่าอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นผู้ล่าที่มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางคำสาป โดยมี สมิงหนุ่ม ผู้กระหายเลือด และ คุณชาย ผู้ยอมสละเลือด เป็นผู้นำทางสู่ความตาย… หรืออิสรภาพ.

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments