HomeChapterบทที่ ๑๐ : อาคันตุกะอเวจี

บทที่ ๑๐ : อาคันตุกะอเวจี

ความเงียบสงัดในยามสามช่างบีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทของพายุ คืนนี้ไร้เมฆฝน แต่กลับมืดมิดยิ่งกว่าคืนใดๆ ราวกับดวงดาราบนฟากฟ้าพร้อมใจกันดับแสง ทิ้งให้เรือนแพกลางป่าพรุโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง

คุณพุ่ม นั่งกอดเข่าพิงประตูห้องที่ขัง พี่กล้า เอาไว้ มือข้างหนึ่งกำมีดพับแน่นจนเหงื่อซึม อีกข้างลูบไม้กระดานแผ่วเบา “พี่กล้า…” พุ่มกระซิบถามผ่านร่องไม้ “ยังไหวไหม?”

เสียงหายใจหอบหนักๆ จากด้านในตอบกลับมา แฮ่ก… แฮ่ก… ตามด้วยเสียงขูดเล็บกับพื้นไม้ แคว่ก… แคว่ก… เป็นจังหวะที่ฟังดูทรมานเหลือแสน

“หิว…” เสียงของกล้าลอดออกมา แหบแห้งเหมือนเสียงใบไม้แห้งบดขยี้ “เลือด… กลิ่นเลือด…”

พุ่มสะท้านไปทั้งตัว เขารู้ดีว่ากล้าหมายถึงอะไร กลิ่นเลือดในกายของพวกเขาทั้งสี่คนกำลังยั่วน้ำลายสัตว์ร้ายในห้องนั้น

“อดทนนะพี่…” พุ่มพยายามปลอบ “พรุ่งนี้เช้า… ข้าจะลองจับปลามาให้กิน”

“ปลา… ไม่อิ่ม…” เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างน่ากลัว “ข้าต้องการ… เนื้อ…”

ที่กลางโถงเรือน หลวงเทพ นั่งสัปหงกโดยมีดาบวางพาดตัก ส่วน แม่หญิงจัน และ ไอ้จ้อย นอนเบียดกันอยู่ที่มุมห้องด้วยความหวาดผวา

ทันใดนั้น… จมูกของพุ่มก็ได้กลิ่น ไม่ใช่กลิ่นสาบเสือของพี่กล้า แต่เป็นกลิ่นเหม็นเน่า… กลิ่นเหมือนซากศพที่จมน้ำจนอืด กลิ่นโคลนเลนตมที่เหม็นหืนชวนอาเจียน

“หลวงเทพ…” พุ่มเรียกเพื่อนเสียงค่อย “ตื่น… ตื่นเดี๋ยวนี้”

“หือ… อะไรวะ…” หลวงเทพงัวเงียตื่นขึ้นมา “ไอ้กล้ามันอาละวาดรึ?”

“ไม่ใช่… มีอย่างอื่นมา”

แกรก… แกรก…

เสียงเหมือนเล็บขูดไม้ดังขึ้นรอบทิศทาง ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่ดังมาจากระเบียงหน้า ระเบียงหลัง และ… ใต้พื้นเรือน เสียงฝีเท้าเปียกแฉะดัง แปะ… แแปะ… เดินวนเวียนอยู่รอบนอกเรือนแพ

“ใครน่ะ!” หลวงเทพตะโกนถาม มือคว้าดาบกระชับมั่น

เงียบ… ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงหัวเราะคิกคักแหลมเล็กที่ฟังดูวิปริตดังแว่วมาตามลม

ปัง!

หน้าต่างบานหนึ่งที่ตอกตะปูไว้ไม่แน่น ถูกกระแทกจนเปิดอ้าออก ลมเหม็นเน่าพัดวูบเข้ามาทำให้เทียนไขเล่มสุดท้ายดับวูบลง

“กรี๊ดดดดด!” แม่หญิงจันกรีดร้อง

ท่ามกลางความมืดมิด พุ่มเห็นเงาตะคุ่มหลายร่างปีนป่ายเข้ามาทางหน้าต่าง รูปร่างของพวกมันผอมโซ แขนขายาวเก้งก้าง ผิวหนังลื่นเมือกเหมือนปลา และดวงตาปูดโปนสีขาวขุ่น

“พรายน้ำ!” หลวงเทพตะโกนลั่น “พวกมึงอย่าเข้ามานะโว้ย!”

เฟี้ยว!

หลวงเทพเหนี่ยวไกปืนคาบศิลา ประกายไฟแลบแปลบปลาบพร้อมเสียงดังกัมปนาท กระสุนตะกั่วพุ่งเข้าใส่ร่างเงาตะคุ่มร่างหนึ่งจนหงายหลังตกน้ำไป ตูม! แต่พวกมันมีเยอะเกินไป! อีกสามสี่ตัวกระโจนเข้ามาในเรือนราวกับฝูงลิงป่า

“ช่วยด้วยยยย!” ไอ้จ้อยถูกพรายตัวหนึ่งคว้าข้อเท้าลากถูไปกับพื้น

“ไอ้จ้อย!” แม่หญิงจันคว้าไม้ขัดหม้อฟาดใส่หัวพรายตัวนั้น ผัวะ! แต่มันไม่สะทกสะท้าน กลับหันมาแยกเขี้ยวโง้งใส่ แสยะยิ้มที่ฉีกกว้างถึงใบหู

“เนื้อ… หอม… หวาน…” พรายน้ำส่งเสียงขู่ฟ่อ มันเปลี่ยนเป้าหมายกระโจนใส่แม่หญิงจัน!

“จัน!” หลวงเทพทิ้งปืนที่ยิงไปแล้ว ชักดาบพุ่งเข้าไปฟัน ฉับ! แขนยาวๆ ของพรายขาดกระเด็น เลือดสีดำคล้ำพุ่งกระฉูด แต่พรายอีกสองตัวกระโดดเกาะหลังหลวงเทพ รุมทึ้งกัดไหล่และคอ

“อ๊ากกกกก!” หลวงเทพคำรามด้วยความเจ็บปวด พยายามสะบัดให้หลุด

พุ่มยืนตะลึงอยู่หน้าห้องพี่กล้า เขาไม่มีอาวุธนอกจากมีดพับเล่มจิ๋ว พรายน้ำตัวหนึ่งหันมาเห็นเขา มันคลานสี่ขาเข้ามาหาด้วยท่าทางน่าขยะแขยง น้ำลายหยดย้อย

“เนื้อนุ่มๆ… ของข้า…”

พุ่มถอยหลังจนแผ่นดินชนประตูห้อง “พี่กล้า…” พุ่มตะโกนสุดเสียง “ช่วยด้วย!”

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงทุบประตูจากด้านในดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลจนบานพับเริ่มปริแตก “ปล่อย… กู… ออก… ไป!!!” เสียงคำรามของกล้าดังลั่น กลบเสียงหวีดหวิวของภูตผี

พุ่มตัดสินใจในวินาทีนั้น เขาเอื้อมมือไปปลดกลอนประตู

“อย่าคุณพุ่ม! เดี๋ยวพี่กล้าฆ่าเราหมด!” ไอ้จ้อยตะโกนห้ามทั้งน้ำตา

“ถ้าไม่เปิด… เราก็ตายอยู่ดี!”

พุ่มกระชากกลอนออก แกร๊ก!

โครม!!!

บานประตูพังยับเยินกระเด็นออกมาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่พุ่งทะยานออกมาดั่งกระสุนปืนใหญ่ พี่กล้า ในสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ ผมยาวสยาย ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนเสื้อผ้าฉีกขาด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเขม็ง ผิวหนังมีขนหยาบๆ งอกปกคลุม และดวงตาสีอำพันที่สว่างวาบราวกับดวงไฟ

พรายน้ำตัวที่กำลังจะทำร้ายพุ่ม ชะงักกึกด้วยความหวาดกลัวต่อ ‘ผู้ล่า’ ที่เหนือกว่า

กรรรรรร!

กล้าคำรามลั่น แล้วคว้าคอพรายน้ำตัวนั้นด้วยมือเดียว ยกขึ้นลอยเหนือพื้น เล็บคมกริบจิกลงไปในเนื้อเน่าๆ กร๊อบ! เขาบีบคอพรายตัวนั้นจนกระดูกหักสะบั้น แล้วเหวี่ยงร่างไร้วิญญาณไปกระแทกผนังจนทะลุออกไปข้างนอก

“เข้ามา!” กล้าตวาดก้อง หันไปมองฝูงพรายที่รุมล้อมหลวงเทพอยู่

สมิงหนุ่มกระโจนเข้าใส่ฝูงผีร้าย การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน กล้าใช้พละกำลังเหนือมนุษย์ฉีกกระชากร่างพรายน้ำทีละตัวๆ เลือดสีดำสาดกระจายเต็มพื้นเรือน เขาไม่ได้สู้ด้วยเพลงดาบแบบหลวงเทพ แต่สู้ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า… กัด กรงเล็บ และพละกำลัง

ไม่ถึงชั่วอึดใจ พรายน้ำที่เหลือต่างร้องโหยหวนและกระโดดหนีลงน้ำไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง

ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง… แต่เป็นความเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิม

ทุกคนยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองไปที่ ‘ผู้ช่วยชีวิต’ กล้ายืนหอบหายใจหนักหน่วงอยู่กลางกองซากศพ เลือดสีดำของพรายเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง แต่… เขายังไม่สงบลง ไหล่กว้างสะท้านขึ้นลง แววตาสีอำพันยังคงเบิกโพลง และเขากำลังจ้องมองไปที่… หลวงเทพ

หลวงเทพทรุดนั่งกับพื้น เลือดสีแดงสดไหลซึมจากแผลที่ไหล่… กลิ่นเลือดมนุษย์… หอมหวานและสดใหม่

กล้าค่อยๆ หันหน้าไปหาหลวงเทพช้าๆ น้ำลายไหลยืดออกจากปาก “เลือด…”

“พี่กล้า!” พุ่มวิ่งเข้าไปขวางหน้ากล้า กางแขนกั้นระหว่างเขากับหลวงเทพ “พี่กล้า! ตั้งสติหน่อย! นั่นเพื่อนข้า!”

กล้าก้มลงมองพุ่ม แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความทรงจำ “หลีกไป…” เสียงคำรามต่ำๆ ดังในลำคอ “ข้า… หิว…”

“พี่ไม่กินคน! พี่สัญญาแล้ว!” พุ่มตะโกน ทั้งที่ขาสั่นพับๆ

กล้าแสยะเขี้ยวขาววับ มือข้างหนึ่งเงื้อขึ้นสูง กรงเล็บกางออกพร้อมจะตะปบ “ข้า… ห้าม… ไม่ได้…”

พุ่มหลับตาปี๋ เตรียมรับความตาย “เอาสิ! ถ้าพี่จะกิน… กินข้าก่อน!”

กล้าชะงักมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ กรงเล็บคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอขาวเนียนของพุ่ม ห่างเพียงไม่ถึงเซนติเมตร กลิ่น… กลิ่นเฉพาะตัวของคุณพุ่ม… กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ผสมกับความกล้าหาญ มันแทรกซึมเข้าไปในสติสัมปชัญญะที่เลือนลางของสมิง

มือใหญ่ที่สั่นเทา ค่อยๆ ลดลง… เปลี่ยนจากกางกรงเล็บ เป็นกำหมัดแน่นจนเลือดไหล กล้ากัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซึมเพื่อเรียกสติ

“หนี… ไป…” กล้าเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก น้ำตาไหลพรากออกมาจากดวงตาสัตว์ร้าย “ข้าคุมมันไม่อยู่… พาพวกเขาหนีไป… เดี๋ยวนี้!”

เขาล้มตัวลงนั่งคุกเข่า เอามือกุมหัว กรีดร้องด้วยความทรมานจากการต่อสู้กับสัญชาตญาณดิบภายใน

พุ่มมองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวด… เขาตัดสินใจแล้ว เขาจะไม่หนี… และเขาจะไม่ยอมให้พี่กล้าต้องกลายเป็นปีศาจ

พุ่มหยิบมีดพับขึ้นมา กรีดลงที่ฝ่ามือตัวเองเป็นทางยาว เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา “พุ่ม! เอ็งทำบ้าอะไร!” หลวงเทพตะโกน

พุ่มไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปหากล้า คุกเข่าลง แล้วยื่นมือที่เปื้อนเลือดไปตรงหน้าชายหนุ่ม “กินซะ…” พุ่มสั่งเสียงนุ่มนวล “กินแค่พอประทังชีวิต… อย่าฆ่าใคร”

กล้าเงยหน้ามองเลือดในมือพุ่ม ความกระหายตีตื้นขึ้นมาจนสุดกลั้น เขาคว้ามือพุ่มไป… แต่ไม่ได้กัดกินเนื้อ เขาเพียงแค่ก้มลง… ใช้ลิ้นเลียเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั้นอย่างหิวกระหาย แต่แผ่วเบาและทะนุถนอม

ภาพที่เห็น… ช่างน่าสยดสยอง แต่ก็งดงามและเศร้าสร้อยอย่างประหลาด ท่ามกลางเรือนแพที่เต็มไปด้วยซากศพและความตาย… ความรักและความเสียสละกำลังเบ่งบาน

และคืนที่สาม… ก็ผ่านพ้นไป โดยที่ไม่มีใครต้องตาย… ยกเว้นหัวใจของคนสองคนที่ผูกพันกันด้วย ‘เลือด’ และ ‘คำสาป’

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments