เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความมุ่งมั่น เจนนี่ตัดสินใจแล้วว่าจะยึดพื้นที่ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมายเป็นฐานบัญชาการหลักในการกอบกู้สถานะทางการเงิน
“เอาล่ะ! ตรงนี้จะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ ตรงนี้เป็นเตียงสระผม (ที่ดัดแปลงจากเก้าอี้ชายหาด) และตรงนี้… มุมเซลฟี่!”
เจนนี่ในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้น (แต่ใส่ถุงน่องตาข่ายกันยุง) ยืนเท้าเอวสั่งการพ่อสมหมายที่กำลังถูกเกณฑ์แรงงานมาช่วยตอกตะปูทำชั้นวางของ
“พ่อคะ ตอกเบาๆ สิคะ เดี๋ยวไม้แตกหมด นี่ไม้สักทองนะคะ!” เจนนี่โวย
“ไม้สักทองกะผีน่ะสิ! ไม้ลังใส่ผลไม้เนี่ย!” พ่อเถียงกลับ แต่ก็ยอมทำให้โดยดี เพราะแม่บัวลอยยืนถือสากกะเบือคุมเชิงอยู่ห่างๆ
ข่าวการเปิดร้าน “เจนนี่ ซาลอน (Jenny Salon)” แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน แต่แน่นอนว่า… มารไม่มี บารมีไม่เกิด
เสียงรถมอเตอร์ไซค์แว้นเจ้าเก่าดังขึ้นที่หน้าบ้าน ส้มจี๊ด มาพร้อมกับสมุนสาวสก๊อยอีกสองคน เดินนวยนาดเข้ามาใต้ถุนบ้าน มองดูข้าวของระเกะระกะด้วยสายตาเหยียดหยาม
“โอ้โห… นึกว่าเปิดเล้าไก่ใหม่ ที่แท้ก็ซาลอนไฮโซนี่เอง” ส้มจี๊ดเบะปาก “จะรอดเหรอพี่จ้อย? คนแถวนี้เขาชินกับร้านป้าเพ็ญหน้าปากซอยกันหมดแล้ว ใครเขาจะมาให้กะเทยตกอับแต่งหน้าให้”
เจนนี่วางกระป๋องสีทาบ้านลง สูดหายใจลึก “ของดีไม่ต้องพูดเยอะจ้ะน้องส้ม ดูผลงานยายศรีเป็นตัวอย่าง ป้าเพ็ญร้านประจำของน้องทำได้ไหมล่ะ? หรือทำได้แค่ทรงคุณป้าทรงเครื่อง?”
ส้มจี๊ดหน้าตึง “เชอะ! ฟลุ๊คหรอกย่ะ! อย่าคิดนะว่าคนเขาจะลืมกำพืดพี่ได้…”
ส้มจี๊ดแสยะยิ้มร้ายกาจ เดินเข้ามาใกล้เจนนี่ แล้วกระซิบเสียงดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน
“จำงานกีฬาสีตอน ป.4 ไม่ได้เหรอ? ที่พี่แอบขโมยชุดเชียร์ลีดเดอร์พี่สาวมาใส่ แล้วโดนรุ่นพี่ผู้ชายจับโยนลงบ่อกบต่อหน้าคนทั้งโรงเรียนน่ะ… วันนั้นพี่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ร้องหาแม่จ๋าๆ… สภาพทุเรศจะตาย”
เจนนี่ชะงักกึก มือที่ถือแปรงทาสีสั่นระริก
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กพุ่งย้อนกลับมาเหมือนน้ำป่าไหลหลาก เสียงหัวเราะเยาะของเพื่อนๆ ความรู้สึกอับอายที่เปียกปอนและสกปรก สายตาที่มองเธอเหมือนตัวตลก…
มันคือ “แผลเป็น” ที่ทำให้เจนนี่ต้องหนีจากที่นี่ไป สร้างตัวตนใหม่เป็น “เจนนี่” ที่มั่นใจในกรุงเทพฯ เพื่อลบภาพ “ไอ้จ้อย” เด็กขี้แยคนนั้น
“พะ… พอได้แล้ว…” เจนนี่เสียงสั่น หน้าซีดเผือด
“ทำไมรับความจริงไม่ได้เหรอจ๊ะ?” ส้มจี๊ดหัวเราะคิกคักกับลูกสมุน “จะแต่งตัวหรูแค่ไหน เนื้อในมันก็แค่ไอ้จ้อยขี้แพ้อยู่ดี!”
“กลับไปซะส้มจี๊ด!”
เสียงตวาดดังลั่นมาจากทางบันไดบ้าน ไม่ใช่เสียงพ่อสมหมาย แต่เป็นเสียงของ พี่เข้ม ที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับแบกไม้ไผ่ลำใหญ่มาให้
เข้มเดินดุ่มๆ เข้ามาขวางหน้าเจนนี่ สายตาคมกริบจ้องมองส้มจี๊ดด้วยความโกรธจัดแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น
“คนบ้านเดียวกันเขาบ่เหยียบย่ำกันจั่งซี้ดอก! ถ้าปากว่างมากก็ไปคาบหญ้าคาบฟางเล่น อย่ามาเห่าหอนแถวนี้!”
ส้มจี๊ดหน้าเสีย ไม่เคยเห็นพี่เข้มโกรธขนาดนี้ “พะ… พี่เข้ม! ส้มแค่พูดความจริง…”
“ความจริงอีหยัง! อดีตมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เขาคือเจนนี่ เขาเป็นคนเก่ง คนดี เจ้าต่างหากที่จิตใจคับแคบ! ไป! ออกไปจากบ้านนี้เดี๋ยวนี้!”
ส้มจี๊ดกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ สะบัดหน้าเดินหนี “ฝากไว้ก่อนเถอะ! เชอะ!”
เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ของส้มจี๊ดแล่นออกไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมใต้ถุนบ้าน
เจนนี่ยังคงยืนนิ่ง ก้มหน้ามองพื้น น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนรองเท้าแตะ ความมั่นใจที่สร้างมาพังทลายลงชั่วคราว
“เจนนี่…” เข้มเรียกเสียงอ่อน วางไม้ไผ่ลง แล้วเดินเข้ามาใกล้
“พี่เข้ม… เจนนี่ขอตัวก่อนนะ” เธอพูดเสียงเครือ แล้ววิ่งหนีขึ้นไปบนบ้าน ปิดประตูห้องนอนดัง ปัง
…
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง
เจนนี่นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน ตาบวมช้ำจากการร้องไห้ เธอไม่อยากลงไปข้างล่าง ไม่อยากเจอใคร ความรู้สึกว่าตัวเองเป็น “ตัวประหลาด” ในสายตาคนอื่นมันกัดกินหัวใจ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เจนนี่… พี่เอง” เสียงพี่เข้มดังที่หน้าประตู “ออกมาหาพี่หน่อยได้บ่? พี่มีอะไรจะให้ดู”
เจนนี่ถอนหายใจ เช็ดคราบน้ำตา แล้วเดินไปเปิดประตูแง้มๆ “หนูไม่หิว…”
แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ถาดกับข้าว เข้มยืนอยู่หน้าประตู ใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสะอาดสะอ้าน (ที่ดูดีที่สุดของเขา) ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
“ไปนั่งรถเล่นกัน… เดี๋ยวพาไปรับลม”
…
รถมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้าดรีม รุ่นคุรุสภา สีขาวสะอาด (ขัดเงามาอย่างดี) พาเจนนี่กับเข้มแล่นไปตามถนนลูกรังเลียบคลองชลประทาน ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้า ช่วยพัดเอาความเศร้าหมองออกไปได้บ้าง
เจนนี่นั่งซ้อนท้าย มือเกาะเอวพี่เข้มหลวมๆ แผ่นหลังกว้างของเขาให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก
เข้มพาเธอมาหยุดที่ “เนินนางพญา” (ชื่อชาวบ้านเรียกเนินดินสูงท้ายหมู่บ้าน) ที่นี่มองเห็นทุ่งนาสีทองต้องแสงพระอาทิตย์ตกดินสุดลูกหูลูกตา สวยงามราวกับภาพวาด
“จำที่นี่ได้บ่?” เข้มถาม พลางจอดรถแล้วเดินไปนั่งห้อยขาที่ขอบเนิน
เจนนี่เดินตามไปนั่งข้างๆ “จำได้… ตอนเด็กๆ พี่ชอบพาหนูมาแอบหลับที่นี่ตอนโดดเรียนวิชาลูกเสือ”
เข้มหัวเราะ “แม่น… ตอนนั้นเจ้าฮ้องไห้ ขี้มูกโป่ง บอกว่าไม่อยากใส่ชุดลูกเสือ มันร้อน มันคัน”
เจนนี่หน้ามุ่ย “อย่าพูดถึงสิ อายจะแย่”
เข้มหันมามองหน้าเธอ สายตาจริงจังและอ่อนโยน
“เจนนี่… รู้บ่ว่าทำไมพี่ถึงชอบวาดรูปเจนนี่?”
เจนนี่ส่ายหน้า
“เพราะทุกครั้งที่เจนนี่เป็นตัวของตัวเอง… เวลายิ้ม เวลาหัวเราะ หรือแม้แต่เวลาวีนแตก… มันดูมีชีวิตชีวา มันสวยงาม” เข้มเอื้อมมือมาจับมือเธอเบาๆ มือที่หยาบกร้านแต่โคตรอบอุ่น
“อย่าไปสนคำเว้าของคนอื่นเลย อดีตมันเป็นแค่เงา… แต่เจนนี่คือของจริง ใครจะมองว่าเจนนี่เป็นจ้อย เป็นตุ๊ด หรือเป็นอีหยังก็ช่าง… แต่สำหรับพี่… เจนนี่คือนางเอกเสมอ“
น้ำตาเจนนี่รื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความตื้นตันใจ
“พี่เข้ม… ฮึก… พี่แม่ง… โคตรพระเอกลิเกเลยว่ะ” เจนนี่หัวเราะทั้งน้ำตา
“อ้าว… ชมหรือด่านี่?” เข้มเกาหัวแก้เขิน
“ชมสิยะ!” เจนนี่โผเข้ากอดแขนล่ำๆ ของเขา ซบหน้าลงกับไหล่กว้าง “ขอบคุณนะพี่… ถ้าไม่มีพี่ เจนนี่คงเก็บกระเป๋าหนีกลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว”
“อย่าเพิ่งกลับเด้อ…” เข้มพูดเสียงเบา “อยู่ให้พี่… เอ้ย อยู่ให้ชาวบ้านเขาชื่นชมก่อน ร้านซาลอนยังไม่เสร็จเลย”
เจนนี่ยิ้มกริ่ม เงยหน้ามองเขา “แค่อยู่ทำร้านเหรอจ๊ะ? ไม่อยากให้อยู่ทำอย่างอื่นเหรอ?”
เข้มหน้าแดงแปร๊ด “กะ… ก็… แล้วแต่จะพิจารณาครับ!”
บรรยากาศกำลังดี พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า แสงสีส้มฉาบไล้ร่างของทั้งสองคน เจนนี่รู้สึกว่า หัวใจที่เคยไขว่คว้าหาความรักจากแสงสีในเมืองกรุง แท้จริงแล้ว ความรักที่ดีที่สุดอาจจะรอเธออยู่ที่นี่… บนเนินดินเปื้อนฝุ่นแห่งนี้
จ๊อกกกกกกก!
เสียงท้องเจนนี่ร้องดังสนั่นทำลายความโรแมนติก
“อุ๊ย…” เจนนี่เอามือกุมท้อง
เข้มระเบิดหัวเราะ “ปะ! กลับบ้านไปกินข้าวฝีมือแม่บัวลอยกัน วันนี้แม่แกงอ่อมไก่ใส่ปลาร้านัวๆ ไว้รอ”
“ไปค่ะ! พี่เข้มเลี้ยงนะ!”
“ได้เสมอครับคุณนาย!”
เข้มสตาร์ทรถ เจนนี่กระโดดขึ้นซ้อนท้าย กอดเอวเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม… แน่นจนสัมผัสได้ถึงกล้ามท้องแน่นๆ ภายใต้เสื้อเชิ้ต
ฮอนด้าดรีมคันนี้… นั่งสบายกว่าเบนซ์สปอร์ตเป็นไหนๆ



