13 กุมภาพันธ์ 2569
วันแห่งความรักเวียนมาบรรจบอีกครั้ง… แต่มันกลับเป็นวันที่ผมรู้สึกหนาวเหน็บที่สุดในชีวิต
ผมลางานวันนี้ทั้งวัน ไม่ใช่เพื่อไปเดตกับใคร แต่เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ผมใช้เวลาช่วงเช้าจัดการเคลียร์เอกสารสำคัญที่บริษัท เขียนจดหมายลาทิ้งไว้ให้พ่อแม่สั้นๆ ว่า “ผมจะไปตามหาความฝัน” โดยไม่ลงรายละเอียด เพราะผมไม่รู้ว่า… หากผมแก้ไขอดีตสำเร็จ โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือผมจะได้กลับมาในฐานะอะไร
เวลา 18.30 น.
ผมมายืนรออยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟจุดเกิดเหตุ บรรยากาศยามพลบค่ำวันนี้ดูวังเวงชอบกล ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ลมหนาวพัดกรูเกรียวผ่านร่องไม้ของม้านั่งยาว หอบเอากลิ่นธูปจางๆ ลอยมาแตะจมูก
คงมีใครบางคน… อาจจะเป็นป้าหมวย หรือเพื่อนพนักงานรถไฟเก่าๆ มาจุดธูปไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่เพื่อรำลึกถึงอุบัติเหตุเมื่อ 6 ปีก่อน
ผมกำ ‘ตั๋วพิเศษ’ ใบแข็งสีทองในกระเป๋าเสื้อแน่น เหงื่อซึมชื้นฝ่ามือแม้จะอากาศเย็น
‘จงไปรอที่ชานชาลา ในเวลา 19.00 น.’
เข็มนาฬิกาข้อมือของผมเดินไปอย่างเชื่องช้า… 18.45… 18.50… 18.55…
ผู้โดยสารคนอื่นๆ เริ่มทยอยเดินออกจากสถานีไปจนหมด ราวกับมีนัดหมายกัน หรือไม่ก็สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้พวกเขารีบกลับบ้านก่อนความมืดจะกลืนกิน
18.59 น.
ผมยืนอยู่คนเดียวบนชานชาลาที่ว่างเปล่า แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ ส่งเสียง จี่… จี่… น่ารำคาญ หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่าต้องทำได้ เพื่อศิลา… เพื่อเรา
19.00 น.
ทันใดนั้น… ทุกอย่างก็เงียบกริบ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยระงมหายไป เสียงรถยนต์บนถนนไกลๆ หายไป แม้แต่เสียงลมหายใจของผมเอง… ผมก็แทบไม่ได้ยิน
โลกทั้งใบเหมือนถูกกดปุ่ม Pause
หมอกสีขาวขุ่นเริ่มลอยต่ำปกคลุมรางรถไฟ บดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นหมอนไม้ ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า
ปู๊นนนนนนนน…
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น! แต่มันไม่ใช่เสียงหวูดแหลมแสบแก้วหูเหมือนรถดีเซลรางทั่วไป มันเป็นเสียงหวูดทุ้มต่ำ กังวาน และฟังดูโหยหวนเหมือนเสียงร้องไห้ของเหล็กกล้า
จากความมืดมิดของอุโมงค์ด้านหน้า… แสงไฟหน้ารถสีเหลืองนวล (ไม่ใช่สีขาวแบบ LED ยุคใหม่) ค่อยๆ สาดส่องแหวกม่านหมอกออกมา
รถไฟขบวนหนึ่งแล่นเข้ามาเทียบชานชาลาอย่างช้าๆ… โดยไร้เสียงล้อบดราง มันเงียบเชียบราวกับลอยมาบนอากาศ
ตัวรถเป็นตู้ไม้สีน้ำตาลเข้ม คลาสสิกและดูขลัง สภาพเหมือนรถไฟในยุค 80 ป้ายข้างรถเขียนด้วยตัวอักษรสีทองเลือนราง
ขบวนพิเศษ 909 : อดีต – ปัจจุบัน
ประตูรถไฟตู้ตรงหน้าผมเลื่อนเปิดออกเองช้าๆ… ครืด…
ไม่มีพนักงานต้อนรับ ไม่มีผู้โดยสารคนอื่น ข้างในตู้มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟสีส้ม และเบาะหนังสีเขียวเข้มที่ว่างเปล่า
ผมก้าวเท้าซ้ายขึ้นบันไดรถไฟ… ขาผมสั่นจนต้องจับราวจับแน่น สัมผัสของราวจับเหล็กนั้นเย็นจัดจนปวดมือ
ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างของผมแตะพื้นรถไฟ…
วูบ!
ความรู้สึกเหมือนตกหลุมอากาศเล่นงานผมจนเซถลา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปฉับพลัน กลิ่นอับชื้นหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นมะลิจางๆ… กลิ่นที่ผมจำได้ว่ารถไฟเคยใช้เมื่อสมัยก่อน
“ยินดีต้อนรับครับ… ผู้โดยสารท่านแรก และท่านเดียว”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันขวับกลับไปมอง
ศิลา…
แต่ไม่ใช่ศิลาในสภาพเปื้อนเลือดหรือเจ็บปวดเหมือนที่ผมเห็นเมื่อวาน นี่คือศิลาในชุดเครื่องแบบที่สะอาดเอี่ยมอ่อง ใบหน้าสดใส ไร้รอยแผลเป็น แววตาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาว รอยยิ้มของเขาดูอ่อนโยนและ… มีชีวิตชีวา
“คุณศิลา!” ผมตะโกนเรียกเขาด้วยความดีใจจนน้ำตาไหล
แต่ศิลาคนนี้กลับเลิกคิ้วมองผมด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “รู้จักชื่อผมด้วยเหรอครับ?”
เขาถามยิ้มๆ พลางขยับหมวกทรงหม้อตาลให้เข้าที่ “เชิญนั่งก่อนครับ รถไฟขบวนนี้จะออกเดินทางในอีก…” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “…30 วินาที ปลายทางคือสถานีความทรงจำ โปรดรัดเข็มขัด… ทางใจ… ให้แน่นนะครับ”
ผมชะงัก… เขาจำผมไม่ได้? หรือนี่คือศิลาในเวอร์ชัน “ผู้คุมกฎ” ของรถไฟขบวนนี้? หรือเป็นศิลาในความทรงจำ?
ผมรีบยื่นตั๋วทองให้เขา “นี่ครับ… ตั๋วของผม”
ศิลารับตั๋วไปดู รอยยิ้มบนหน้าเขาค่อยๆ จางลง เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งขรึมและ… เศร้าสร้อย เขาเงยหน้ามองผมช้าๆ ดวงตาคู่นั้นสั่นไหว
“ตั๋วใบนี้…” เขาพึมพำ “คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมครับ? ว่าจะใช้มัน?”
“แน่ใจครับ” ผมตอบเสียงหนักแน่น “ผมจะไม่กลับไปมือเปล่า”
ศิลาถอนหายใจยาว เขาไม่เจาะตั๋ว แต่เก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง “ตามใจคุณครับ… แต่จำไว้นะครับ นาวิน…”
เขาเดินเข้ามาใกล้ผม โน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของเขาทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“…เมื่อประตูรถไฟเปิดออกอีกครั้ง คุณจะมีเวลาแค่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่รถไฟเที่ยวสุดท้ายจะหมด ถ้าคุณแก้ไขไม่สำเร็จ… คุณจะติดอยู่ในช่วงเวลานั้นตลอดไป”
ผมนิ่งอึ้ง กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“และอีกอย่าง…” เขาถอยออกมาสบตาผม สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกๆ “อย่าพยายามช่วยคนที่ไม่อยากให้ช่วยนะครับ”
ปู๊นนนนนนนน!!!!
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังจนแก้วหูผมอื้ออึง รถไฟกระชากตัวออกตัวอย่างรุนแรงจนผมล้มลงไปนั่งกับเบาะ ภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่างหมุนติ้วเป็นวงกลม เร็วขึ้น… เร็วขึ้น… จนกลายเป็นเส้นแสงสีขาวโพลน
ผมหลับตาแน่น มือจิกเบาะหนังจนเล็บจิกเนื้อ ความรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงผ่านอุโมงค์เวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด ท้องไส้ปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียน
ฉึกฉัก… ฉึกฉัก… ฉึกฉัก…
เสียงล้อรถไฟค่อยๆ ช้าลง… ช้าลง… และนุ่มนวลขึ้น แสงสว่างจ้าค่อยๆ ลดลง กลายเป็นแสงไฟยามค่ำคืนปกติ
“ถึงสถานี… ปัจจุบันครับ” เสียงประกาศตามสายดังขึ้น
ผมลืมตาขึ้นช้าๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ป้ายสถานีรถไฟอันเดิม… แต่บรรยากาศดูเปลี่ยนไป ผู้คนเดินขวักไขว่กันหนาตา เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนโหวกเหวก
ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง หน้าปัดหมุนติ้วก่อนจะหยุดนิ่งที่เวลา…
18.30 น.
และวันที่บนหน้าจอมือถือของคนที่นั่งข้างๆ ผม (ซึ่งจู่ๆ ก็โผล่มา) โชว์หราว่า
13 กุมภาพันธ์ 2563
ผมกลับมาแล้ว… กลับมายืนอยู่ที่ปากเหวแห่งความตาย ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นในอีก 1 ชั่วโมง!



