“ธูปดอกเดียว… ปักกลางแจ้ง… เรียกวิญญาณเร่ร่อน” “ธูปสามดอก… ไหว้พระ” “แล้วถ้าจะเรียกยมทูตที่ถูกสวรรค์ลักพาตัวไป… ต้องใช้กี่ดอกวะ?”
ผมนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าศาลพระภูมิเก่าหลังตึกคณะสถาปัตย์ฯ ในมือถือธูปกำใหญ่ที่ควันโขมงจนแสบตา ข้างๆ มีจานหัวหมูต้ม (ที่แอบจิ๊กมาจากโรงอาหาร) และน้ำแดงเฮลซ์บลูบอย
“กาล… ถ้าได้ยินแล้วก็ตอบหน่อยดิวะ มาเข้าฝันก็ได้ หรือมาสิงร่างหมาแถวนี้มาเห่าก็ได้ ผมยอมคุยกับหมานะเอ้า!”
เงียบกริบ… มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมเหมือนจะสมเพชเวทนาผม ผ่านมา 3 วันแล้วที่ผมพยายามทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เล่นผีถ้วยแก้ว (คนเดียว), จุดเทียนหน้ากระจกตอนเที่ยงคืน, ยันไปตะโกนเรียกชื่อแกที่ทางสามแพร่ง ผลลัพธ์คือ… ศูนย์ แถมยังได้หวัดกินเพราะตากน้ำค้างมาเป็นของแถม
“ไอ้หนุ่ม… มาทำพิธีขอหวยรึไง ดึกๆ ดื่นๆ”
เสียงแหบห้าวคุ้นหูดังขึ้นจากเงามืด ผมสะดุ้งโหยง หันขวับไปมอง ลุงยาม (ลุงคนเดิมที่ชอบไล่กวดพวกเรา) ยืนถือไฟฉายส่องหน้าผม แสงไฟแยงตาจนผมต้องหยีตา
“โถ่ ลุง… ตกใจหมด” ผมถอนหายใจ “ผมไม่ได้ขอหวย… ผมมาตามหาคนหาย”
“คนหาย?” ลุงยามเดินเข้ามาใกล้ ก้มมองของเซ่นไหว้ “หายไปไหนล่ะ แจ้งตำรวจสิ มานั่งรมควันตัวเองทำไม”
“ตำรวจช่วยไม่ได้หรอกลุง…” ผมก้มหน้ามองสร้อยนาฬิกาทรายในมือ “เขาไม่ได้หายไปในที่ที่ตำรวจรู้จัก… เขาหายไปในที่ที่ไม่มีใครจำได้”
ลุงยามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แกส่องไฟฉายมาที่สร้อยคอของผม… แสงไฟกระทบกับนาฬิกาทรายที่ทรายหยุดนิ่ง ดวงตาฝ้าฟางของลุงยามเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาที่คมกริบอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
“นาฬิกาตาย…” ลุงพึมพำ “ทรายไม่ไหล… เวลาหยุดเดิน”
ผมเงยหน้ามองลุง “ลุง… ลุงเห็นเหรอ? ลุงเห็นว่าทรายมันไม่เดินเหรอ?”
ลุงยามปิดไฟฉาย แล้วนั่งยองๆ ลงตรงหน้าผม “ไอ้หนุ่มที่ตัวสูงๆ หน้าตานิ่งๆ ผิวขาวจัดคนนั้นน่ะเหรอที่หายไป?”
หัวใจผมเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก “ลุง… ลุงจำเขาได้เหรอ! ลุงจำกาลได้เหรอ!”
“จำได้สิวะ” ลุงยามแคะขี้มูกดีดผัวะ “ก็ไอ้หนุ่มนั่นมันชอบแอบพากันขึ้นไปจู๋จี๋กันบนดาดฟ้า ข้าต้องคอยตามไปไล่ลงมาทุกคืน… แล้วคืนวันนั้น… คืนที่ฟ้าผ่าสีแดงนั่น ข้าก็เห็น”
น้ำตาผมไหลพราก พุ่งเข้าไปกอดเข่าลุงยามแน่น “ฮือ… ขอบคุณครับลุง! ขอบคุณที่ยังจำได้! ผมนึกว่าผมบ้าไปคนเดียวแล้ว!”
“ปล่อยเว้ย! ขนลุก!” ลุงยามผลักหัวผมออก “ข้าไม่ใช่ยามธรรมดา… ข้าชื่อ ‘ยอด’ อดีตสัปเหร่อเก่าที่มีวิชาอาคมติดตัวนิดหน่อย… แค่พอเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น” ลุงยอดถอนหายใจ มองไปที่ยอดตึกร้างฝั่งตรงข้าม “คืนนั้น… ข้าเห็น ‘ตาข่ายสวรรค์’ ลงมาจับตัวมันไป… มันไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าไปยุ่งได้นะไอ้หนู”
“ผมไม่สน!” ผมเช็ดน้ำตา แววตามุ่งมั่น “ลุงรู้วิธีตามหาเขาไหม? หรือวิธีติดต่อเขา?”
ลุงยอดมองหน้าผมนิ่งๆ นานสองนาน เหมือนกำลังชั่งใจ “เอ็งรู้ใช่ไหม… ว่าการก้าวข้ามเส้นแบ่งความเป็นความตาย มันมีราคาที่ต้องจ่าย”
“ผมจ่ายมาเยอะแล้วลุง… ชีวิตผมเป็นของเขาครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่มีเขา ผมก็อยู่ไม่ได้”
ลุงยอดพยักหน้าช้าๆ “ใจเด็ดดีนี่หว่า… งั้นตามข้ามา”
ณ ดาดฟ้าตึกคณะ (จุดเกิดเหตุ)
ลมยามดึกพัดแรงจนเสื้อปลิวว่อน ลุงยอดพาผมมายืนที่จุดที่กาลหายตัวไป แกหยิบชอล์กสีแดงออกมาวาดวงเวทย์แปลกๆ บนพื้น “นี่คือ ‘ประตูผ่านทาง’… ปกติมันปิดตาย แต่เอ็งมีกุญแจอยู่”
“กุญแจ?”
“สร้อยนั่นไง” ลุงยอดชี้ที่คอผม “มันบรรจุ ‘เศษเสี้ยวแห่งกาลเวลา’ เอาไว้… มันจะพาจิตของเอ็งไปยังที่ที่เจ้าของพลังนั้นอยู่”
ลุงยอดให้ผมนั่งลงกลางวงเวทย์ “กำสร้อยไว้… หลับตา… ตั้งจิตให้มั่น นึกถึงหน้ามันให้ชัดที่สุด… แล้วเรียกชื่อมัน” “แต่จำไว้… เอ็งมีเวลาแค่ 1 ก้านธูป ถ้าธูปหมดดอกแล้วเอ็งยังไม่กลับมา… จิตเอ็งจะติดอยู่ที่นั่นตลอดกาล กลายเป็นเจ้าชายนิทรา”
ลุงยอดจุดธูปดอกใหญ่ปักลงตรงหน้าผม “เริ่มได้!”
ผมสูดลมหายใจลึก กำสร้อยแน่น หลับตาลง ภาพกาลไหลเวียนเข้ามาในหัว… รอยยิ้ม รอยแตกบนผิว ผมสีขาว และสัมผัสอุ่นๆ กาล… ผมจะไปรับนายแล้วนะ
วูบ!
ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงเหว! ท้องไส้ปั่นป่วน โลกหมุนติ้ว แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป
ณ ดินแดนไร้กาลเวลา (The Void)
ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบกายไม่ใช่ดาดฟ้าตึก ไม่ใช่ห้องสีขาว แต่เป็น “ความว่างเปล่า” ท้องฟ้าข้างบนไม่มีที่สิ้นสุด มีนาฬิกาเรือนยักษ์ลอยคว้างอยู่เต็มไปหมด แต่ทุกเรือน… เข็มนาฬิกาหยุดนิ่ง
“กาล!” ผมตะโกนสุดเสียง
ผมเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็น เสาหินสีขาว ต้นมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่กลางความมืด และที่โคนเสานั้น… มีร่างหนึ่งถูกตรึงอยู่
ผมรีบวิ่งเข้าไป หัวใจเต้นรัว “กาล!”
ยิ่งเข้าไปใกล้ ภาพยิ่งชัดเจน กาล… ในสภาพเปลือยท่อนบน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากโซ่ตรวนสีทองที่รัดพันรอบตัว แขนทั้งสองข้างถูกขึงกางออกเหมือนไม้กางเขน ดวงตาของเขาปิดสนิท ผิวขาวซีดจนเกือบโปร่งแสง และที่น่ากลัวที่สุดคือ… ร่างกายส่วนล่างของเขา ตั้งแต่เอวลงไป กำลังกลายเป็นหิน ผสานรวมไปกับเสาต้นนั้น!
“กาล!” ผมพุ่งเข้าไปจะแตะตัวเขา เปรี๊ยะ! ม่านพลังงานบางใสดีดผมกระเด็นออกมา
“วิน…” เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นในหัวผม กาลไม่ได้ขยับปาก แต่เสียงของเขาส่งตรงมาถึงจิตใจ เปลือกตาของเขาค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น… ดวงตาที่เคยเป็นสีดำ… ตอนนี้กลายเป็น สีทอง ว่างเปล่า “เจ้า… มาทำไม…”
“มารับนายไง!” ผมลุกขึ้น ทุบม่านพลังงานนั่น “นายรอผมนะ! ผมจะพังไอ้นี่เข้าไป!”
“เปล่าประโยชน์…” กาลส่งกระแสจิตตอบ “ข้ากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสาหลักแห่งกาลเวลา… เพื่อชดใช้ความผิด”
“ไม่เอา! ไม่ให้เป็นเสา! แกเป็นคนนะเว้ย!” ผมตะโกนทั้งน้ำตา “บอกวิธีแก้มา! ต้องทำยังไง!”
กาลมองผมด้วยสายตาที่เริ่มมีความรู้สึกเจือปนมาในความว่างเปล่า “วิน… กลับไปซะ… อย่ามาเสียเวลาที่นี่”
“ถ้านายไม่กลับ ผมก็จะนั่งเฝ้าแกอยู่ตรงนี้แหละ! ให้มันเป็นหินไปด้วยกันนี่แหละ!”
กาลถอนหายใจในจิต “ดื้อด้าน… มีทางเดียว… เจ้าต้องหา ‘กุญแจแห่งปรภพ’” ภาพนิมิตบางอย่างไหลเข้ามาในหัวผม ภาพของ “วัดเก่าแก่” ในหุบเขาลึก
“วัด ‘ป่าโมกข์สังฆาราม’…” กาลบอก “ที่นั่นมีประตูที่เชื่อมต่อมายังคุกแห่งนี้โดยตรง… แต่เอากุญแจมา… เจ้าต้องผ่านบททดสอบที่เดิมพันด้วยชีวิต”
“ผมไม่กลัว!”
“แต่ข้ากลัว…” เสียงกาลสั่นเครือ “วิน… รีบไป… เวลากำลังจะหมด”
วูบ! แรงดึงดูดกระชากผมกลับสู่โลกความจริง
“เฮือก!” ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนดาดฟ้า หอบหายใจแฮ่กๆ ธูปไหม้หมดก้านพอดี
“เป็นไง… เจอไหม?” ลุงยอดถามอย่างใจเย็น
“เจอครับ…” ผมลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่น “วัดป่าโมกข์สังฆาราม… ลุงรู้จักไหม?”
ลุงยอดตาโต “ไอ้หนู… นั่นมันวัดต้องห้ามในตำนาน… ใครเข้าไปแล้วไม่เคยได้กลับออกมาครบ 32 นะเว้ย”
“ต่อให้ต้องคลานออกมา… ผมก็จะไป” ผมหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย วิ่งลงจากดาดฟ้าทิ้งลุงยอดยืนเกาหัวมองตามหลัง
ภารกิจบุกชิงตัวคนรักจากสวรรค์… เริ่มต้นขึ้นแล้ว!


