HomeChapterบทที่ ๑๗ : กรงขังแห่งศรัทธาและน้ำตาของหุ่นเชิด

บทที่ ๑๗ : กรงขังแห่งศรัทธาและน้ำตาของหุ่นเชิด

บรรยากาศภายในห้องหทัยจักรกลนั้นหนาวเหน็บอย่างประหลาด แม้จะมีท่อไอน้ำร้อนระอุพาดผ่านไปทั่ว แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากจิตสังหารของโหรวิษณุกลับทำให้เลือดในกายของทุกคนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง

เสียง ตึก… ตึก… ของหัวใจกษัตริย์ในตู้แก้วยังคงเต้นเป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะ

พญาจันทรคราส ก้าวเดินออกมาจากเงามืด เสียงข้อต่อโลหะที่ซีกขวาของร่างกายเสียดสีกันดัง ครืดคราด น่าขนลุก ใบหน้าซีกที่เป็นมนุษย์ดูซีดเซียวและไร้ชีวิตชีวา ผิดกับดวงตาข้างที่เป็นเลนส์แก้วสีแดงฉานที่หมุนปรับโฟกัสจับจ้องไปที่ลูกชายของตน

“คีรี…” น้ำเสียงของพญาจันทรคราสแหบพร่าและสั่นเครือ “เจ้าไม่ควรกลับมาที่นี่… ไม่ควรกลับมาเห็นความอัปยศของพ่อ”

“ท่านไม่ใช่พ่อข้า!” คีรีตะโกนสวนกลับ ทั้งน้ำตาและความแค้นอัดแน่นในอก “ข้ารู้ความจริงหมดแล้ว! ท่านฆ่าพ่อแท้ๆ ของข้า! ท่านขังหัวใจเขาไว้ทรมานเพื่อแลกกับบัลลังก์จอมปลอมนี้!”

คำพูดนั้นทำให้พญาจันทรคราสชะงัก ร่างกายสั่นเทา มือข้างที่เป็นเหล็กกำหมัดแน่นจนเกิดประกายไฟ “เจ้าไม่เข้าใจ… ข้าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง… ข้าทำเพื่อความอยู่รอดของเมืองนี้!”

“พอได้แล้วน่า ละครครอบครัวน้ำเน่า” โหรวิษณุ เอ่ยแทรกขึ้นอย่างรำคาญ เขาเคาะไม้เท้าลงบนพื้นเหล็ก เสียงกังวานใสเป็นสัญญาณเริ่มการกวาดล้าง “ทหาร! สังหารเจ้ามนุษย์และกินนรนั่นซะ… ส่วนเจ้าชายคีรี จับเป็น! ข้าต้องการเลือดของมันมาถ่ายเทพลังงานเดี๋ยวนี้!”

ครืนนน!

สิ้นคำสั่ง กองทัพหุ่นพยนต์องครักษ์นับร้อยตัวก็เคลื่อนพลเข้าใส่ผู้บุกรุกทั้งสาม ปืนไอน้ำและดาบเลเซอร์อาคมถูกง้างขึ้นพร้อมกัน

“ตั้งรับ!” เข้มตะโกนก้อง

พรานหนุ่มกระชากสลักปืนยันต์จักรกลขึ้นประทับบ่า นิ้วเหนี่ยวไกส่งกระสุนหัวเจาะพุ่งเข้าใส่หุ่นพยนต์ตัวหน้าสุด

เปรี้ยง!

กระสุนลงอาคมเจาะทะลุเกราะอกของหุ่นตัวแรกจนระเบิดกระจาย เข้มไม่รอช้า หมุนตัวเตะซากหุ่นไปชนตัวหลัง แล้วยิงซ้ำอย่างแม่นยำ ทุกนัดที่ยิงออกไปคือการปลิดชีพจักรกลสังหาร แต่ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป พวกมันดาหน้าเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิเหล็ก

“นลิน! ระวังหลัง!”

กินนรหนุ่มหันขวับไปตามเสียงเรียก ใช้อุปกรณ์ขยายเสียงที่คีรีสร้างให้ เปล่งเสียงกรีดร้องคลื่นความถี่สูง

วิ๊งงงง!

คลื่นเสียงอัดกระแทกใส่กลุ่มหุ่นยนต์ที่ลอบเข้ามาด้านหลัง จนระบบวงจรภายในรวน ชิ้นส่วนโลหะสั่นสะท้านจนน็อตหลุดร่วงกราวลงพื้น นลินใช้ปีกคู่สวยฟาดฟันศัตรูที่เสียหลักอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่ได้เก่งกาจเท่าเข้ม แต่ความไวของเขาก็ช่วยถ่วงเวลาได้มาก

ท่ามกลางความโกลาหล เจ้าชายคีรี พยายามวิ่งฝ่าดงกระสุนไปที่แผงควบคุมหลักหน้าตู้กระจก “ข้าต้องปิดระบบจ่ายพลังงาน!”

แต่ก่อนที่มือของเขาจะแตะปุ่มควบคุม ร่างมหึมาของพญาจันทรคราสก็พุ่งเข้ามาขวาง มือจักรกลขนาดยักษ์คว้าคอเสื้อของคีรีแล้วยกขึ้นจนตัวลอย

“อย่าบังคับให้พ่อต้องทำแบบนี้ คีรี!” จันทรคราสตะคอก แววตาข้างที่เป็นมนุษย์ฉายแววเจ็บปวดรวดร้าว “กลับไปซะ! หนีไปให้ไกล! อย่ามายุ่งกับคำสาปของตระกูลเรา!”

“ปล่อยข้านะ!” คีรีดิ้นรน ขาเตะปัดป่าย “ข้าจะปลดปล่อยท่านพ่อสุริยกาล! และข้าจะปลดปล่อยท่านด้วย!”

“ไม่มีใครปลดปล่อยข้าได้!” จันทรคราสเหวี่ยงร่างคีรีไปกระแทกกับท่อไอน้ำอย่างแรง “อั่ก!” คีรีจุกจนตัวงอ เลือดกบปาก

เข้มเห็นคีรีพลาดท่า จะรีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ถูก ‘แม่ทัพหุ่นพยนต์’ ร่างยักษ์ถือขวานคู่ขวางทางไว้ “คู่ต่อสู้ของแกคือข้า!” แม่ทัพหุ่นคำรามเสียงสังเคราะห์

“หลีกไปไอ้เศษเหล็ก!” เข้มสบถ ใช้วิชาดาบอาคมต่อกรกับขวานยักษ์อย่างดุเดือด เสียงเหล็กปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่วห้อง

สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ เข้มและนลินถูกล้อมกรอบ คีรีบาดเจ็บ และโหรวิษณุยืนดูอยู่บนแท่นสูงด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย

“เห็นหรือยัง พญาจันทรคราส…” วิษณุเอ่ยเสียงเย็น “ความอ่อนแอของท่านเกือบทำให้เมืองล่มสลาย ถ้าท่านไม่กล้าฆ่าลูกตัวเอง… ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้”

วิษณุชูมือขึ้น ร่ายคาถาสีดำทมิฬ พลังงานชั่วร้ายพุ่งเข้าไปที่ ‘ชิปควบคุม’ ที่ฝังอยู่ในสมองส่วนจักรกลของพญาจันทรคราส

“อ๊ากกกกก!”

เจ้าเมืองผู้โชคร้ายกรีดร้องโหยหวน มือข้างที่เป็นมนุษย์กุมศีรษะแน่นด้วยความทรมาน ดวงตาข้างที่เป็นคนเริ่มเหลือกถลน เส้นเลือดปูดโปน ขณะที่ดวงตาจักรกลส่องแสงสีแดงจ้าจนน่ากลัว

“ระบบสังหาร… ทำงานเต็มกำลัง… เป้าหมาย… คีรี” เสียงของจันทรคราสเปลี่ยนไปเป็นเสียงเครื่องจักรที่ไร้อารมณ์

ร่างของพญาจันทรคราสกระตุกเกร็ง ก่อนจะหันขวับมาหาคีรี แขนจักรกลเปลี่ยนรูปเป็น ‘ใบเลื่อยวงเดือน’ ที่หมุนติ้วด้วยความเร็วสูง

“ท่านพ่อ…” คีรีมองพ่อเลี้ยงด้วยความหวาดกลัว “อย่า…”

“ฆ่ามัน!!” วิษณุสั่ง

จันทรคราสพุ่งเข้าใส่คีรีอย่างบ้าคลั่ง ไร้ซึ่งความปรานี ใบเลื่อยเฉือนท่อเหล็กขาดสะบั้น คีรีต้องกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เขาไม่กล้าทำร้ายพ่อตัวเอง ได้แต่ถอยหนี

“พี่เข้ม! ช่วยคีรีด้วย!” นลินตะโกน แต่เข้มเองก็ติดพันอยู่กับแม่ทัพหุ่นพยนต์จนปลีกตัวไม่ได้

“นลิน! ใช้เสียงของเจ้า!” เข้มตะโกนกลับมา “ทำลายชิปที่หัวของมัน!”

นลินกัดฟัน รวบรวมสมาธิทั้งหมดเล็งไปที่ศีรษะของพญาจันทรคราส “หยุดนะ!!”

คลื่นเสียงทรงพลังพุ่งเข้ากระแทกศีรษะเจ้าเมือง แต่เกราะป้องกันเวทมนตร์ของวิษณุที่คลุมร่างจันทรคราสไว้นั้นแข็งแกร่งเกินไป คลื่นเสียงถูกสะท้อนกลับมาจนนลินกระเด็นไปกระแทกผนัง

“เปล่าประโยชน์…” วิษณุหัวเราะร่า “หุ่นเชิดของข้าไร้เทียมทาน!”

พญาจันทรคราสไล่ต้อนคีรีไปจนมุมที่ขอบระเบียง เบื้องล่างคือบ่อหลอมโลหะที่เดือดพล่าน คีรีหมดทางหนี เขาเงยหน้ามองพ่อเลี้ยง ใบเลื่อยยักษ์ง้างขึ้นเหนือหัว

“ลาก่อน… ลูกรัก” เสียงเครื่องจักรเอ่ยคำลา

แต่ในวินาทีที่ใบเลื่อยกำลังจะฟาดลงมา… มือข้างที่เป็น ‘มนุษย์’ ของพญาจันทรคราส ก็กระตุกวูบขึ้นมาคว้าข้อมือข้างที่เป็นจักรกลไว้แน่น!

กึก!

ใบเลื่อยหยุดชะงักห่างจากหน้าคีรีเพียงคืบเดียว ร่างกายของจันทรคราสสั่นเทาอย่างรุนแรง เป็นการต่อสู้กันเองระหว่าง ‘จิตวิญญาณความเป็นพ่อ’ กับ ‘คำสั่งสังหาร’

“หนี… ไป…” เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากปากจันทรคราส ดวงตาข้างมนุษย์มีน้ำตาไหลพราก “คีรี… พ่อขอโทษ… พ่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับแม่เจ้าไม่ได้…”

“ท่านพ่อ…” คีรีตะลึงงัน “ท่านยังมีสติอยู่!”

“ข้า… ข้าไม่อาจเป็นพ่อที่ดีได้…” จันทรคราสกัดฟันสู้กับแรงบังคับของวิษณุ “แต่ข้า… จะไม่ยอมเป็นปีศาจที่ฆ่าลูกตัวเอง!”

เปรี้ยง!

พญาจันทรคราสตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาหันใบเลื่อยกลับมา… แล้วแทงสวนเข้าไปที่ ‘อกข้างขวา’ ของตัวเอง ตำแหน่งที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานจักรกล

“ไม่นะ!!” วิษณุกรีดร้อง “ไอ้โง่! แกทำลายภาชนะของข้า!”

“อ๊ากกกก!”

จันทรคราสร้องลั่นเมื่อใบเลื่อยบดขยี้เครื่องจักรในร่างตัวเอง ประกายไฟระเบิดออกมา ควันดำพวยพุ่ง ร่างกายครึ่งจักรกลทรุดฮวบลงแทบเท้าคีรี

ระบบควบคุมถูกทำลาย… พันธนาการแห่งวิษณุสิ้นสุดลง

คีรีรีบถลันเข้าไปประคองร่างพ่อเลี้ยงไว้ น้ำตาอาบแก้ม “ท่านพ่อ! ทำไมท่านทำแบบนี้!”

จันทรคราสยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คีรีเคยเห็น “เพื่อไถ่บาป… คีรี… กุญแจ… อยู่ที่ข้า…”

มือมนุษย์ที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ ‘กุญแจทองคำ’ ดอกหนึ่งออกมา ยัดใส่มือคีรี “ไปไขตู้กระจกนั่น… ปลดปล่อยพ่อแท้ๆ ของเจ้า… แล้วเอาหัวใจนั้น… ไปช่วยเพื่อนเจ้า…”

“ท่านพ่อ… อย่าเพิ่งไป…”

“ข้าเหนื่อยมามากแล้ว…” จันทรคราสหายใจรวยริน มองไปที่ตู้กระจกด้วยแววตาสำนึกผิด “พี่สุริยกาล… ข้ากำลังจะไปขอโทษท่านด้วยตัวเอง…”

สิ้นคำพูด ดวงตาข้างมนุษย์ของพญาจันทรคราสก็ค่อยๆ ปิดลง ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วง ร่างไร้วิญญาณแน่นิ่งไปในอ้อมกอดของลูกชาย

ความโศกเศร้าเข้ากัดกินหัวใจคีรี แต่เสียงหัวเราะที่แฝงความอำมหิตของโหรวิษณุก็ดึงเขากลับสู่ความจริง

“ช่างน่าประทับใจ…” วิษณุปรบมือแปะๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว “แต่มันจบแล้ว! ไม่มีภาชนะ ไม่มีหุ่นเชิด… ข้าจะทำลายเมืองนี้ให้พินาศไปพร้อมกับพวกแกทุกคน!”

วิษณุกระแทกไม้เท้าลงพื้น ผนังห้องเริ่มสั่นสะเทือน ท่อไอน้ำระเบิดออก หุ่นพยนต์ที่เหลืออยู่เริ่มกลายร่างรวมตัวกันเป็น ‘อสูรจักรกลยักษ์’ ตามคำสั่งสุดท้ายของจอมขมังเวทย์

เข้มพุ่งตัวเข้ามาหาคีรีและนลิน “คีรี! เสียใจเอาไว้ทีหลัง! ตอนนี้ทำตามคำสั่งพ่อเจ้าซะ! ไปเอาหัวใจนั่นมา!”

“แล้วพวกท่านล่ะ?” คีรีถามเสียงสั่น

เข้มหันไปมองอสูรจักรกลยักษ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นสูงเสียดเพดาน เขาควงมีดหมอและปืนยันต์จักรกลในมือ แววตานักล่าลุกโชน “ข้ากับนลินจะถ่วงเวลาไอ้ปีศาจนั่นเอง… ไป!!”

สงครามครั้งสุดท้ายกำลังจะระเบิดขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังและน้ำตาของผู้สูญเสีย คีรีต้องวิ่งแข่งกับเวลาเพื่อปลดปล่อยหัวใจ ขณะที่เข้มและนลินต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิต

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments