แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงสีม่วงครามที่ไล่เฉดงดงามบนยอดไม้ คณะเดินทางที่เหลือเพียงสองชีวิตค่อยๆ เดินลัดเลาะลงจากเชิงเขาไกรลาส มุ่งหน้าสู่ป่าชั้นกลางที่อุดมสมบูรณ์
แม้หนทางจะขรุขระ แต่คราวนี้พรานเข้มไม่ได้เดินนำลิ่วเหมือนขามา เขาก้าวเดินช้าๆ เคียงคู่ไปกับนลิน มือหนาข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บกุมมือเรียวของกินนรหนุ่มไว้หลวมๆ ตลอดทาง ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยแล้วอีกฝ่ายจะบินหนีหายไป
“พักตรงนี้ก่อนเถอะพี่เข้ม” นลินเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายบนขมับของชายคนรัก “ไหล่ท่านเลือดซึมอีกแล้ว”
เข้มหันมามอง ยิ้มตาหยี “นิดหน่อยเอง… ข้าอยากเดินไปให้พ้นเขตลมแรงก่อน เจ้าจะได้ไม่ต้องหนาว”
“ข้ามีขน มีปีก ข้าไม่หนาวหรอก” นลินทำเสียงดุแต่แววตาอ่อนโยน “แต่ท่านนั่นแหละมนุษย์หนังบาง… นั่งลงเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง”
เข้มหัวเราะในลำคอ ยอมทำตามอย่างว่าง่ายเขาทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินริมลำธารสายเล็กๆ ที่น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา พื้นที่ตรงนี้เป็นลานหินกว้างที่มีต้นจิกเศรษฐีออกดอกสีชมพูร่วงหล่นปูเป็นพรมธรรมชาติ
นลินวางสัมภาระลง ขยับเข้าไปแกะผ้าพันแผลที่ไหล่ซ้ายของเข้มออกอย่างเบามือ “แผลเริ่มแห้งแล้ว… โชคดีที่กระสุนไม่โดนกระดูก”
กินนรหนุ่มวักน้ำใสจากลำธารมาเช็ดทำความสะอาดรอบปากแผล ใบหน้าสวยหวานยามตั้งใจทำแผลนั้นอยู่ใกล้แค่คืบ จนเข้มอดใจไม่ไหว ต้องแอบสูดดมกลิ่นกายหอมละมุนคล้ายดอกบัวหลวงจากร่างคนตรงหน้า
“หอม…” เข้มเผลอหลุดปาก
นลินชะงัก แก้มแดงปลั่งขึ้นมาทันที ตีแขนเข้มเบาๆ “คนบ้า! เจ็บตัวอยู่ยังจะมาทำรุ่มร่าม”
“ก็มันหอมจริงๆ นี่นา” เข้มทำหน้าตาย สายตาแพรวพราว “หอมกว่าดอกไม้ทั้งป่ารวมกันเสียอีก”
“ปากหวานนักนะ… เดี๋ยวข้าจะกดแผลให้ร้องจ๊ากเลยคอยดู” นลินขู่ฟ่อ แต่ทว่ามือกลับบรรจงทายาสมานแผลให้อย่างนุ่มนวลที่สุด
เมื่อทำแผลเสร็จ นลินขอตัวไปชำระร่างกายที่ลำธาร เข้มมองตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าท่อนบนของกินนรหนุ่มที่เดินลงน้ำ ผิวขาวผ่องสะท้อนแสงจันทร์ที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆ ปีกคู่สวยหุบแนบแผ่นหลัง ดูงดงามราวกับภาพวาดวิจิตร
เข้มนั่งมองเพลินจนลืมความเจ็บ เขาถอดเสื้อที่ขาดวิ่นออก เดินตามลงไปในน้ำด้วย
“พี่เข้ม! แผลห้ามโดนน้ำนะ!” นลินร้องห้าม
“ข้าจะระวังน่า… แค่อยากล้างคราบเลือด คราบฝุ่นออกหน่อย เหนียวตัวจะแย่” เข้มเดินลุยน้ำเข้าหา ย่อตัวลงให้น้ำสูงแค่ระดับเอว เว้นช่วงไหล่ไว้
นลินส่ายหน้าอย่างระอาใจ แต่ก็ยอมกวักน้ำมาช่วยลูบหลังให้ “ท่านนี่นะ… ดื้อเหมือนเด็กๆ”
“ดื้อแล้วรักไหม?” เข้มถามย้อน ยื่นหน้าเข้าไปใกล้
นลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มหวาน หยิบดอกจิกที่ลอยน้ำมาทัดหูให้เข้ม “ถ้ารอดกลับไปถึงบ้านท่านได้… ข้าจะบอก”
บรรยากาศรอบกายเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงจิ้งหรีดเรไร ฝูงหิ่งห้อยนับร้อยตัวเริ่มบินออกมาจากพุ่มไม้ ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาเต้นระบำรอบตัวพวกเขา
เข้มเอื้อมมือไปโอบเอวบางของนลินดึงเข้ามาแนบชิด สัมผัสถึงความอุ่นและความนุ่มนวลของผิวกาย “นลิน…” เข้มกระซิบเสียงพร่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตพรานป่าอย่างข้า จะมีวาสนาได้กอดนางฟ้าแบบนี้”
“ข้าไม่ใช่เทวดานางฟ้าที่ไหนหรอก…” นลินซบหน้าลงกับอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น “ข้าก็แค่กินนรพิการ ที่โชคดีได้เจอคนบ้าอย่างท่าน”
เข้มเชยคางมนขึ้น สบตากับดวงตาสีนิลคู่สวยที่สะท้อนเงาของเขาอยู่เต็มดวง “สำหรับข้า… เจ้าสมบูรณ์แบบที่สุด”
ริมฝีปากหนาค่อยๆ ประทับลงบนริมฝีปากอิ่มอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนด้วยตัณหา แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความรัก ความโหยหา และคำสัญญาว่าจะดูแลกันตลอดไป
นลินหลับตาพริ้ม จูบตอบอย่างเก้ๆ กังๆ แต่เต็มใจ ปีกคู่ใหญ่ค่อยๆ กางออกโอบล้อมรอบตัวเข้มไว้ ราวกับจะสร้างโลกส่วนตัวที่มีเพียงแค่เขาสองคน ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก
เนิ่นนานกว่าทั้งคู่จะผละออกจากกัน เข้มหน้าผากชนหน้าผาก ยิ้มให้กันในความมืดสลัว “ขึ้นฝั่งเถอะ เดี๋ยวเจ้าจะเปื่อยซะก่อน”
…
คืนนั้น พรานเข้มก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นที่ลานหิน กลิ่นปลาย่างหอมฉุย (ปลาที่เข้มจับได้ด้วยมือเปล่าอย่างชำนาญ) ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยที่หิวโหยมาทั้งวัน
หลังจากอิ่มหนำ ทั้งสองก็นอนเอนกายลงบนพรมใบไม้ โดยมีปีกข้างหนึ่งของนลินปูรองต่างฟูก และปีกอีกข้างห่มคลุมต่างผ้าห่ม
“พี่เข้ม…” นลินถามขึ้นทำลายความเงียบ ขณะนอนหนุนแขนชายคนรัก “บ้านของท่าน… เป็นยังไงหรือ?”
เข้มยิ้ม มองดูดาวบนฟ้า “ก็เป็นกระท่อมไม้ยกสูงธรรมดาๆ อยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดชายป่า… มีชานระเบียงกว้างๆ ไว้นั่งรับลม มีสวนสมุนไพรที่แม่ข้าเคยปลูกไว้… อ้อ แล้วก็มีลำธารไหลผ่านหลังบ้าน น้ำใสเหมือนที่นี่แหละ”
“ฟังดูน่าอยู่จัง” นลินพึมพำ
“แต่มันเงียบเหงามากนะ…” เข้มตะแคงตัวมากอดนลิน “ตั้งแต่พ่อแม่ข้าเสีย ข้าก็อยู่คนเดียวมาตลอด… แต่ถ้ามีเจ้าไปอยู่ด้วย ข้าว่าจะต่อเติมระเบียงให้กว้างขึ้น อีกหน่อย เจ้าจะได้มีที่ไว้นั่งร้องเพลง หรือรำแพนปีกเล่น”
“ข้าจะปลูกดอกไม้รอบบ้านท่าน…” นลินวาดฝัน “ข้าจะหาพันธุ์ไม้หอมๆ จากป่าไปปลูก แล้วข้าจะช่วยท่านคัดแยกสมุนไพร… ข้าจะไม่ให้ท่านต้องเข้าป่าเสี่ยงตายแบบนี้อีกแล้ว”
“ตกลงตามนั้น” เข้มจูบหน้าผากนลินเบาๆ “เราจะอยู่ด้วยกัน… ปลูกผัก จับปลา ใช้ชีวิตเรียบง่าย”
“สัญญาแล้วนะ”
“สัญญาด้วยเกียรติของพราน”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของป่า ทั้งสองหลับใหลไปในอ้อมกอดของกันและกัน ฝันถึงอนาคตที่สวยงามที่รออยู่เบื้องหน้า
โดยที่ไม่รู้เลยว่า… เส้นทางกลับบ้านนั้น อาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่ฝัน เมื่อเงามืดจากทิศใต้ที่เข้มเคยสังหรณ์ใจ ได้เริ่มแผ่ขยายเข้ามาปกคลุมชายป่าเบื้องล่างแล้ว
และเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต… กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


