เสียงระฆัง หง่าง… หง่าง… ยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงเรียกของมารดาที่ปลอบประโลมบุตรผู้หลงทาง ทว่าเบื้องหลังของพรานเข้มและนลินนั้น คือเสียงคำรามต่ำๆ ของกองทัพมรณะที่กำลังไล่กวดมาติดๆ
“อีกนิดเดียว! เห็นบันไดแล้ว!” เข้มตะโกนบอก พลางฉุดมือนลินให้วิ่งขึ้นเนินเขาที่ลาดชัน
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซุ้มประตูวัดเก่าคร่ำคร่าที่มีบันไดพญานาคทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดเขา ตัวพญานาคปั้นจากปูนปั้นโบราณมีตะไคร่เกาะเขียวครึ้ม ดูขลังและน่าเกรงขาม
แต่ทว่า… ฝูงผีห่าซอมบี้ที่ตามมานั้นรวดเร็วกว่าที่คิด พวกมันไม่ได้แค่วิ่ง แต่มันกระโจนข้ามพุ่มไม้และไต่ต้นไม้ราวกับลิงค่าง
แฮ่!!
ซากศพเสือโคร่งตัวหนึ่งกระโจนออกจากแนวป่า ดักหน้าบันไดทางขึ้น มันอ้าปากกว้างที่ขากรรไกรห้อยรุ่งริ่ง น้ำลายสีดำหยดลงพื้น
“หลบไป!” เข้มง้างมีดหมอ แต่ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เขาเสียจังหวะ เสือผีตะปบเข้าที่กลางอกเข้ม ฉัวะ! เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นรอยเล็บ เลือดซึมออกมา
“พี่เข้ม!” นลินกรีดร้อง
เข้มกัดฟันสู้ ถีบยันเสือกระเด็นไป แล้วคว้าข้อมือนลิน “วิ่งขึ้นบันได! อย่าหันกลับมามอง!”
ทั้งสองวิ่งตีนผีขึ้นบันไดนาคราชที่มีนับร้อยขั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของฝูงซากศพนับร้อยตัวดังไล่หลังมาเหมือนคลื่นยักษ์ พวกมันเบียดเสียดแย่งกันขึ้นบันได บางตัวร่วงตกลงไปข้างล่างแต่ก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาใหม่
“บันไดนี้มันจะยาวไปถึงไหน!” นลินหอบจนตัวโยน ปีกที่หลังเริ่มหนักอึ้ง
“แข็งใจไว้!” เข้มดันหลังนลิน “เห็นประตูวัดแล้ว!”
ที่ยอดสุดของบันได มีซุ้มประตูไม้สักทองลงรักปิดทองจางๆ มีสายสิญจน์เก่าๆ ขึงระโยงระยางไปมาระหว่างเสา เข้มและนลินพุ่งตัวผ่านซุ้มประตูเข้าไป ล้มกลิ้งลงกับลานทรายในเขตวัด
ทันใดนั้น…
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
เสียงเหมือนไฟฟ้าช็อตดังสนั่น เมื่อฝูงผีห่าตัวแรกวิ่งชนเข้ากับเขตแดนสายสิญจน์ที่มองไม่เห็น ร่างของมันถูกดีดกระเด็นกลับไป ไฟสีขาวลุกท่วมตัวจนไหม้เกรียม ส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง
ฝูงซากศพที่เหลือชะงักกึก พวกมันกรีดร้องโหยหวนด้วยความหิวโหย พยายามจะฝ่าเข้ามาแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยืนออกันอยู่ที่หน้าซุ้มประตู ตะเกียกตะกายอากาศอย่างบ้าคลั่ง
“รอด… รอดแล้ว…” เข้มหอบหายใจ นอนแผ่หลาบนลานทราย มองดูท้องฟ้าสีหม่น
นลินคลานเข้ามาหา ตรวจดูแผลที่อกเข้ม “แผลใหม่… ลึกไหม?”
“แค่ถลอก… หนังข้าเหนียว” เข้มยิ้มฝืนๆ แต่หน้าซีดเผือด
“หนังเหนียวน่ะใช่… แต่พิษผีห่ามันไม่เลือกหนังเหนียวหรือหนังบางหรอกนะโยม”
เสียงแหบแห้งแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากศาลาไม้เบื้องหน้า
ชายชราในชุดผ้าเหลืองจีวรสีกลัด (สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ) นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้ไผ่ ท่านผอมแห้งจนเห็นซี่โครง ผิวหนังเหี่ยวย่นมีรอยสักยันต์เต็มตัว ดวงตาฝ้าฟางทั้งสองข้างบ่งบอกว่าตาบอดสนิท แต่ท่านกลับหันหน้ามาทางพวกเขาได้อย่างแม่นยำ ในมือถือประคำหวายเส้นใหญ่
“หลวงตา…” เข้มรีบยันกายลุกขึ้นกราบ “ช่วยพวกกระผมด้วยครับ”
“เข้ามาในศาลา… ก่อนที่ไอ้พิษนั่นจะแล่นเข้าหัวใจ” หลวงตาเอ่ยเรียบๆ
เข้มและนลินรีบประคองกันเข้าไปในศาลาไม้สัก กลิ่นกำยานและสมุนไพรยาฉุนกึกช่วยกลบกลิ่นซากศพภายนอกได้ชะงัด
หลวงตาคลำมือไปที่ย่าม หยิบมีดหมอด้ามงาเล่มเล็กๆ ออกมา แล้วสั่งให้เข้มถอดเสื้อ “แผลโดนเล็บเสือผี… พิษกำลังเดิน”
หลวงตาใช้ปลายมีดหมอกรีดปากแผลของเข้มเป็นรูปกากบาท เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกมา เข้มกัดฟันแน่นไม่ร้องสักแอะ จากนั้นหลวงตาหยิบสมุนไพรเคี้ยวในปาก แล้วพ่น พรวด! ใส่แผล
ความแสบร้อนแล่นพล่านจนเข้มตัวกระตุก แต่มันตามมาด้วยความเย็นวาบ “พิษออกไปส่วนหนึ่งแล้ว… แต่เอ็งต้องกินยาต้มขับพิษอีกเจ็ดวัน ถึงจะหายขาด”
หลวงตาหันมาทางนลินที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆ “ส่วนเอ็ง… เจ้านกน้อย ไม่ต้องกลัว ข้าไม่จับกินนรแกงหรอก” ท่านหัวเราะ หึ หึ “มาไกลนะเรา… ปีกสวยดีนี่”
“ท่าน… มองเห็นข้าหรือเจ้าคะ? เอ้ย ขอรับ?” นลินถามอย่างแปลกใจ
“ตาเนื้อบอด… แต่ตาในไม่บอด” หลวงตาตอบปริศนา “ข้าชื่อ ‘หลวงตาคง’ เฝ้าวัดร้างนี้มาห้าสิบปีแล้ว… ไม่นึกว่าก่อนตายจะได้เห็นมหันตภัยแบบนี้อีกครั้ง”
“อีกครั้ง?” เข้มทวนคำ “หลวงตาเคยเห็นมันมาก่อนรึครับ?”
หลวงตาคงสีหน้าเคร่งเครียดลง ท่านวางประคำลงบนตัก “เมื่อหกสิบปีก่อน… สมัยข้ายังเป็นเณร เคยมีหมอผีอุตริคนหนึ่งทางทิศใต้ พยายามปลุกวิชา ‘โลหิตมาร’ ขึ้นมา เพื่อสร้างกองทัพอมตะที่ฆ่าไม่ตาย… มันใช้โรคระบาดเป็นสื่อนำ”
“ตอนนั้นครูบาอาจารย์ช่วยกันปราบและผนึกวิญญาณมันไว้ใน ‘โลงศพตรึงวิญญาณ’ ฝังไว้ใต้เจดีย์ดำท้ายป่าหิมพานต์”
เข้มขนลุกซู่ “เจดีย์ดำ… ที่อยู่ทางทิศใต้?”
“ใช่…” หลวงตาพยักหน้า “กลิ่นสาบสางที่ลอยมาตามลม… บอกข้าว่าผนึกนั้นแตกแล้ว มีคนไปเปิดโลงศพนั้น”
“ใครกัน…” นลินพึมพำ “ใครจะบ้าทำเรื่องแบบนี้”
“คนที่ต้องการอำนาจเหนือความตาย… หรือคนที่ต้องการทำลายล้างทุกอย่าง” หลวงตาถอนหายใจ “ตอนนี้ป่าหิมพานต์รอบนอกกำลังจะกลายเป็นนรก… ถ้าพวกเอ็งจะกลับโลกมนุษย์ เส้นทางเดิมใช้ไม่ได้แล้ว”
“แล้วเราจะกลับยังไงครับหลวงตา?” เข้มถามด้วยความกังวล ยาอายุวัฒนะในขวดแก้วเริ่มร้อนขึ้นมาเหมือนเตือนภัย
“มีทางเดียว…” หลวงตาชี้มือไปที่หลังพระประธานในโบสถ์เก่า “หลังโบสถ์มี ‘บ่อน้ำบาดาล’ เก่าแก่ มันเป็นทางเชื่อมมิติโบราณที่พวกพญานาคเคยใช้สัญจรไปมา… มันจะพาเอ็งไปโผล่ที่ถ้ำใต้น้ำในโลกมนุษย์… แถวๆ แม่น้ำโขง”
“แต่การจะเปิดปากบ่อ… ต้องใช้อาคมแกร่งกล้า และต้องทำในคืนเดือนเพ็ญ… ซึ่งก็คือคืนนี้”
ปัง!! ปัง!!
เสียงกระแทกประตูวัดดังสนั่นหวั่นไหว ฝูงผีห่าที่อออยู่หน้าประตูเริ่มทวีจำนวนมากขึ้น พวกมันต่อตัวกันขึ้นมาสูงจนเกือบจะข้ามกำแพงแก้วได้แล้ว และที่น่ากลัวกว่านั้น…
เงาดำทะมึนขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือยอดไม้ มันคือ ‘อสุรกายซากศพ’ ที่เกิดจากซากช้างและซากสัตว์ใหญ่มาเย็บต่อกันด้วยเวทมนตร์ ยืนตระหง่านจ้องมองเข้ามาในวัด
“พวกมันมีตัวสั่งการ…” หลวงตาลุกขึ้นยืน คว้าไม้เท้าหัวตะพด “มันรู้ว่าพวกเอ็งอยู่ที่นี่… และมันรู้ว่าเอ็งมีของดีติดตัวมา”
เข้มกุมขวดน้ำทิพย์ที่คอแน่น “หลวงตาครับ… ผมต้องรีบไป”
“ไปเตรียมตัวที่บ่อน้ำ!” หลวงตาสั่งเสียงเข้ม “ข้าจะกางอาคมต้านพวกมันไว้เอง… รีบไป! ก่อนที่ดวงจันทร์จะถูกเมฆบัง!”
เข้มและนลินก้มกราบหลวงตาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวิ่งอ้อมไปหลังโบสถ์ ทิ้งให้หลวงตาคงยืนประจันหน้ากับกองทัพความตายเพียงลำพัง ร่างผอมแห้งของท่านดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับอสุรกายข้างนอก… แต่รัศมีธรรมที่แผ่ออกมากลับสว่างไสวเจิดจ้า
ศึกสุดท้ายในป่าหิมพานต์… การเปิดประตูมิติหนีตาย และการเสียสละของผู้ทรงศีล กำลังจะเริ่มขึ้น


