แสงไฟนีออนกะพริบวิบวับจากป้ายโฆษณาหน้าปากซอยส่องลอดเข้ามาในห้องเช่ารูหนูที่เหม็นอับ กลิ่นคูคลองและขยะเน่าเสียลอยตลบอบอวล ซึ่งต่างจากกลิ่นหอมของป่าหิมพานต์ราวฟ้ากับเหว
นลินนั่งก้มหน้าอยู่หน้ากระจกเงาบานร้าว ในมือถือกรรไกรสนิมเขรอะที่เข้มไปหามาได้ “ต้องทำจริงๆ หรือพี่เข้ม?” กินนรหนุ่มถามเสียงเครือ มองดูเส้นผมยาวสลวยสีดำขลับของตน
“จำเป็น” เข้มตอบเสียงหนักแน่น ยืนซ้อนหลังนลิน มือหนาวางบนบ่าบาง “ถ้าเจ้ายังดูเหมือนเทพบุตรหลุดออกมาจากภาพวาดแบบนี้ เดินออกไปหน้าปากซอยก็โดนจับแล้ว… เราต้องกลมกลืน”
นลินสูดหายใจลึก พยักหน้าช้าๆ “ลงมือเถอะ”
ฉับ… ฉับ…
เสียงกรรไกรตัดผ่านเส้นผมดังบาดใจ ผมยาวสลวยร่วงกราวลงสู่พื้นห้อง เปลี่ยนจากกินนรผู้สง่างาม ให้กลายเป็นชายหนุ่มผมรองทรงต่ำแบบวัยรุ่นสมัยนิยม เข้มใช้ยาย้อมผมราคาถูกที่ซื้อมาจากร้านชำ โกรกทับลงไปจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม เพื่อกลบประกายสีเหลือบปีกแมลงทับตามธรรมชาติของเส้นผมกินนร
แต่ขั้นตอนที่ทรมานที่สุดคือ “การซ่อนปีก”
เข้มใช้ผ้าดิบพันแผลม้วนยาว ค่อยๆ พันรัดรอบอกและแผ่นหลังของนลิน เพื่อกดปีกคู่ใหญ่ให้แนบสนิทไปกับลำตัว “อึก…” นลินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กระดูกปีกถูกดัดและกดทับจนแทบหายใจไม่ออก
“ทนหน่อยนะ” เข้มกระซิบ สงสารจับใจ “ข้าจะพยายามไม่รัดแน่นเกินไป… ใส่เสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวนี้ทับไว้ มันหนาพอจะพรางรูปทรงได้”
เมื่อแต่งตัวเสร็จ นลินในกระจกดูไม่เหมือนกินนรอีกต่อไป แต่เหมือนวัยรุ่นในเมืองกรุงที่หน้าตาดีผิดปกติ สวมเสื้อยีนส์ตัวโคร่ง กางเกงยีนส์ขาดๆ (ของเก่าบริจาค) ดูทะมัดทะแมงแต่แฝงความอึดอัด
“ต่อไปนี้เจ้าชื่อ ‘นิล’… เป็นน้องชายข้า เป็นใบ้ พูดไม่ได้” เข้มกำชับ “ห้ามถอดเสื้อ ห้ามส่งเสียงร้อง และห้ามบินเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้ว… พี่ชาย” นลินตอบรับ รับบทบาทใหม่อย่างจำยอม
…
ณ ตลาดมืดคลองถม (ยามวิกาล)
เข้มพา ‘นิล’ เดินลัดเลาะออกมาหาข่าวและเสบียง ตลาดมืดแห่งนี้เต็มไปด้วยของโจร ของเถื่อน และคนเถื่อน ผู้คนเดินเบียดเสียด แสงไฟสลัวช่วยอำพรางใบหน้าได้ดี
เข้มพยายามมองหา ‘ร้านรับซื้อของเก่า’ เขาต้องการเงินทุน เพื่อใช้หนีและสู้ต่อ ในย่ามเขามี ‘เขี้ยวเสือกลวง’ และ ‘เครื่องราง’ บางอย่างติดตัวมาจากป่า ซึ่งน่าจะมีราคาค่างวดในตลาดพระเครื่อง
“ระวังกระเป๋าด้วย” เข้มกระซิบเตือนนลิน
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำแดด สวมเสื้อยืดตราห่านคู่เก่าๆ วิ่งชนนลินอย่างจัง ปึก!
“ขอโทษครับพี่! ผมรีบ!” เด็กหนุ่มรีบยกมือไหว้ แล้วทำท่าจะวิ่งหนีไป
แต่ไวกว่าความคิด มือของพรานเข้มคว้าคอเสื้อเด็กคนนั้นไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก “เดี๋ยว… เอาคืนมา”
“เอาไรพี่! ผมเปล่า!” เด็กหนุ่มโวยวาย ดิ้นพราดๆ “ปล่อยนะเว้ย! เดี๋ยวเรียกตำรวจนะ!”
“เรียกสิ…” เข้มยิ้มเย็น “ข้าจะได้บอกตำรวจว่าเอ็งล้วงกระเป๋าน้องข้า… ในกระเป๋านั้นมีมีดพับ ถ้าเอ็งไม่อยากนิ้วขาด ส่งคืนมา”
เด็กหนุ่มหน้าซีดเมื่อเห็นแววตาเอาจริงของเข้ม มันล้วงเอากระเป๋าตังค์ใบเก่าๆ (ที่เข้มเพิ่งขโมยมาจากราวตากผ้ามาใส่เศษเหรียญ) คืนให้ “เออๆ! คืนก็ได้! แค่นี้ทำเป็นดุ!”
เข้มปล่อยมือ เด็กหนุ่มทำท่าจะวิ่งหนี แต่เข้มขัดขาจนหน้าทิ่ม “โอ๊ย! อะไรอีกวะลุง!”
“เอ็งชื่ออะไร?” เข้มถาม มองสำรวจเด็กหนุ่มคนนี้… แววตาฉลาดแกมโกง ร่างกายคล่องแคล่ว และดูจะรู้จักทางหนีทีไล่ในตรอกซอกซอยดี
“ชื่อ ‘เปี๊ยก’… ทำไม? จะจีบเรอะ?” เปี๊ยกกวนประสาท
“ข้าต้องการคนนำทาง… คนที่รู้จัก ‘หมอเถื่อน’ และ ‘แหล่งกบดาน’ ที่ตำรวจไม่ยุ่ง” เข้มโยนเหรียญสิบบาทให้ “ถ้านำทางดี ข้าให้เพิ่ม”
เปี๊ยกรับเหรียญมา กัดดูหนึ่งที ตาเป็นประกาย “โห… ป๋าเปย์ว่ะ ได้เลยลูกพี่! เรื่องใต้ดินขอให้บอกเปี๊ยก เปี๊ยกรู้ทุกรูขุมขนในย่านนี้แหละ!”
เปี๊ยกพาเข้มและนลินเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยลึกที่มืดและซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกต ผ่านวงไพ่ วงไฮโล จนมาถึงตึกแถวสภาพโทรมๆ ที่เขียนป้ายหน้าบ้านว่า ‘รับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า’
“หลังร้านนี้แหละ…” เปี๊ยากกระซิบ “มี ‘หมอหมึก’ อยู่ แกรับรักษาโจร รักษาคนต่างด้าว ไม่ถามชื่อ ไม่ถามประวัติ… แต่ราคาสูงนะ”
“ข้ามีของมาแลก” เข้มตบกระเป๋าย่าม
ทั้งสามเดินเข้าไปในร้าน กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยมาแตะจมูก ชายวัยกลางคน ร่างท้วม หัวล้านเลี่ยน แต่มีรอยสักเต็มแขน กำลังนั่งบัดกรีวงจรวิทยุอยู่
“ร้านปิดแล้ว” หมอหมึกพูดโดยไม่เงยหน้า
“ลูกค้าเกรดเอครับเฮีย!” เปี๊ยกรีบนำเสนอ “กระเป๋าหนัก มีของดีมาปล่อย!”
หมอหมึกเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบภายใต้แว่นขยายกวาดมองเข้มและนลิน “หน้าตาคุ้นๆ นะ…” หมอหมึกวางหัวแร้งลง หยิบหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเทียบ “เหมือนไอ้คนที่กำลังดังในข่าวเลยนี่หว่า… ค่าหัว 10 ล้าน”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที เข้มขยับมือไปที่เอว เตรียมชักมีด นลินถอยหลังไปพิงประตู เตรียมกางปีก (แม้จะเจ็บ)
“อย่าขยับจะดีกว่า…” หมอหมึกแสยะยิ้ม ชี้ไปที่มุมห้อง ลูกน้องร่างยักษ์สองคนเดินออกมาจากเงามืด พร้อมปืนลูกซองสั้น
“10 ล้านมันเยอะนะ…” หมอหมึกถอดแว่น “แต่ข้าเกลียดตำรวจ และเกลียดไอ้ดนัยยิ่งกว่าขี้… พ่อมันเคยสั่งเก็บร้านข้า”
หมอหมึกโยนหนังสือพิมพ์ทิ้ง “ถ้าพวกเอ็งเป็นศัตรูของวังเดชาบดินทร์… ก็ถือว่าเป็นมิตรของข้า เข้ามาคุยข้างใน”
เข้มถอนหายใจยาว ลดมือลง หันไปพยักหน้าให้นลิน ดูเหมือนว่าในโลกที่เน่าเฟะนี้… ศัตรูของศัตรู คือมิตรแท้เพียงคนเดียวที่หาได้
“ขอบใจ…” เข้มเอ่ย “ข้าต้องการที่ซ่อน… และข้อมูลเกี่ยวกับตึกบัญชาการของดนัย”
“ใจเย็นพี่ชาย…” เปี๊ยกแทรกขึ้นมา “จะไปถล่มวังมันเลยเหรอ? นั่นมันรังมังกรนะ”
“มังกรข้าก็ฆ่ามาแล้ว…” เข้มตอบเสียงเรียบ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ “นับประสาอะไรกับเหี้ยตัวเดียว”
การรวมตัวของทีมเฉพาะกิจ “พรานป่า, กินนร, เด็กสลัม, และหมอเถื่อน” ได้เริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางเงามืดของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมปฏิบัติการเอาคืนที่โลกต้องจารึก!


