สายน้ำเจ้าพระยายาวเหยียดทอดตัวเอื่อยเฉื่อย สะท้อนแสงแดดระยิบระยับราวกับเกล็ดปลาบึกยักษ์ ตรงข้ามกับความเกรี้ยวกราดของบึงมรณะที่พวกเขาเพิ่งหนีตายออกมาอย่างสิ้นเชิง
คณะผู้รอดชีวิตทั้งห้า มานั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ศาลาริมน้ำเก่าๆ แห่งหนึ่งแถบชานเมืองอยุธยา รอยต่อที่จะเข้าสู่พระนคร เสื้อผ้าที่เคยขาดวิ่นและเปื้อนโคลนตมถูกซักล้างพอให้ดูสะอาดตาขึ้นบ้าง แม้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จะยังคงติดจมูกอยู่ก็ตาม
หลวงเทพ นั่งพิงเสาศาลา หลับตาพริ้มปล่อยให้ลมแม่น้ำพัดผ่านใบหน้า โดยมี แม่หญิงจัน คอยพัดวีให้เบาๆ ส่วน ไอ้จ้อย นอนหลับเป็นตายอยู่บนม้านั่งยาว กรนเสียงดังสนั่นเหมือนจะชดเชยที่ไม่ได้นอนมาสามคืน
ห่างออกไปที่ท่าน้ำ… พี่กล้า นั่งห้อยขาจุ่มลงในน้ำ เหม่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำนิ่ง ใบหน้าคมเข้มนั้นดูเศร้าหมองและเต็มไปด้วยความกังวล เขาเห็นเงาของตัวเอง… เดี๋ยวเป็นคน เดี๋ยวเป็นเสือ สลับไปมาตามจังหวะการกระเพื่อมของน้ำ
“คิดอะไรอยู่รึ?”
เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง กล้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ หันไปมอง คุณพุ่ม ที่เดินเข้ามานั่งลงข้างๆ
“เปล่าขอรับ…” กล้าตอบเสียงเบา “แค่… คิดว่าข้าคงมาส่งพวกคุณได้แค่นี้”
พุ่มชะงัก “หมายความว่าเยี่ยงไร? เราจะกลับบางกอกด้วยกันมิใช่รึ?”
กล้าส่ายหน้า ยิ้มขื่นๆ “คุณพุ่ม… ดูสารรูปข้าสิ ข้าเป็นแค่คนเรือจ้าง เป็นคนจรหมอนหมิ่น ไร้หัวนอนปลายเท้า ซ้ำร้าย… ยังมีปีศาจสิงอยู่ในร่าง จะให้ข้าเดินตามหลังคุณชายลูกพระยาเข้าเมือง เยี่ยงนั้นรึ?”
เขาถอนหายใจ ยกมือสากๆ ขึ้นมาดู “ข้ามันตัวอันตราย… สังคมของคุณไม่ต้อนรับสัตว์ป่าอย่างข้าดอก ข้าควรกลับไปอยู่ในที่ของข้า… ในป่า”
พุ่มมองชายตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด เขารู้ดีว่ากล้าพูดถูกในแง่ของความจริงทางสังคม แต่หัวใจของเขาคัดค้านทุกข้อกล่าวหา
“ยื่นมือมา” พุ่มสั่ง
“คุณพุ่ม…”
“ข้าบอกให้ยื่นมือมา” พุ่มเสียงแข็งขึ้น
กล้ายอมยื่นมือขวาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นออกไป พุ่มล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อ หยิบเอา ‘สร้อยพระเลี่ยมทอง’ องค์เล็กๆ ที่ห้อยคอตัวเองออกมา แล้วบรรจงวางลงบนฝ่ามือของกล้า
“นี่คือพระเครื่องประจำตระกูลข้า… พ่อข้าให้ไว้คุ้มครองภัย” พุ่มเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้ามอบให้พี่”
“ของสูงปานนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้!” กล้าจะชักมือกลับ แต่พุ่มคว้าข้อมือไว้แน่น
“รับไว้!” พุ่มจ้องตา “นี่ไม่ใช่แค่เครื่องราง… แต่มันคือ ‘คำสัญญา’” “พี่ช่วยชีวิตข้า ช่วยเพื่อนข้า ถ้าไม่มีพี่ ป่านนี้พวกข้าคงเป็นผีเฝ้าบึงไปแล้ว… พี่ไม่ใช่คนเรือจ้างกระจอกๆ แต่พี่คือผู้มีพระคุณของตระกูลบริรักษ์”
พุ่มขยับหน้าเข้าไปใกล้ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน “และที่สำคัญ… พี่เป็นของข้า เลือดข้าไหลเวียนอยู่ในตัวพี่ ครึ่งชีวิตของพี่เป็นของข้าแล้ว… ข้าไม่อนุญาตให้พี่หนีเข้าป่าไปไหนทั้งนั้น”
กล้ามองสร้อยพระในมือ สลับกับใบหน้าจริงจังของพุ่ม ความอบอุ่นวาบขึ้นในหัวใจที่แห้งแล้งมานาน “แต่ถ้าข้า… คุมมันไม่อยู่… ถ้าข้าทำร้ายใคร…”
“ข้าจะหยุดพี่เอง” พุ่มยืนยัน “ไม่ว่าพี่จะเป็นคนหรือเสือ ข้าก็จะอยู่ข้างๆ พี่… เราจะหาทางรักษามันด้วยกัน หรือถ้าหาไม่เจอ… เราก็จะอยู่กับมันให้ได้”
กล้ากำสร้อยพระไว้แน่น ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวด้วยความศรัทธา… ไม่ใช่ศรัทธาในพระ แต่ศรัทธาในความรักของผู้ชายตัวเล็กๆ ตรงหน้า “ถ้าคุณพุ่มไม่กลัว… ข้าก็จะลองเสี่ยงดูขอรับ”
“ดี…” พุ่มยิ้มกว้าง “งั้นก็ลุกขึ้น เตรียมตัวกลับบ้านกัน”
ขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันพยุงตัวลุกขึ้น เสียงกึกก้องกัมปนาทก็ดังแว่วมาตามแม่น้ำ ตึง! ตึง! ตึง! เสียงกลองยาวประจำเรือหลวง!
ขบวนเรือพายขนาดใหญ่ของกรมกองตระเวน พร้อมธงตราครุฑแดงโบกสะบัด พายแหวกน้ำตรงเข้ามาที่ศาลาท่าน้ำอย่างรวดเร็ว
“นั่นเรือพ่อข้า!” หลวงเทพกระโดดโลดเต้น ตะโกนโบกไม้โบกมือ “พ่อ! พ่อโว้ย! ทางนี้! ข้าอยู่นี่!”
เรือลำหน้าสุดเทียบท่า ร่างท้วมของ พระยาพิชัย กระโจนลงจากเรือแทบจะไม่ทันตั้งตัว วิ่งเข้ามากอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ไอ้เทพ! ไอ้ลูกเวร! นึกว่ามึงตายห่าไปแล้ว!”
ตามมาด้วย ท่านเจ้าคุณกรมท่า พ่อของคุณพุ่ม ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาลูกชาย “พุ่ม! พ่อพุ่มของพ่อ!” ท่านเจ้าคุณน้ำตาไหลพราก เข้ามาจับเนื้อจับตัวสำรวจ “เจ็บตรงไหนหรือไม่ลูก? ผอมลงไปตั้งเยอะ!”
กล้าค่อยๆ ถอยฉากออกมา ยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ที่มุมเสา มองภาพความรักของพ่อลูกด้วยสายตาที่อ่านยาก… ทั้งยินดี และโดดเดี่ยว
ทันใดนั้น พุ่มก็หันกลับมามองหา “ท่านเจ้าคุณพ่อขอรับ…” พุ่มเรียกบิดา แล้วผายมือไปทางกล้า “ถ้าไม่ได้ชายผู้นี้ช่วยไว้… กระผมกับหลวงเทพคงไม่ได้กลับมากราบเท้าคุณพ่อแล้วขอรับ”
ท่านเจ้าคุณหันไปมองกล้า พิจารณารูปร่างกำยำและแววตาดุจเสือร้าย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ขอบน้ำใจเอ็งมาก… ไอ้หนุ่ม” ท่านเจ้าคุณเอ่ยเสียงทรงอำนาจ “กลับไปถึงเรือน ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม”
“มิบังอาจขอรับใต้เท้า” กล้าก้มกราบลงกับพื้นดิน “แค่คุณหนูปลอดภัย กระผมก็พอใจแล้ว”
หลวงเทพเดินเข้ามา ตบไหล่กล้าดังปึก “เลิกถ่อมตัวได้แล้วไอ้เสือ… ต่อไปนี้เอ็งเป็นพี่น้องร่วมตายของข้า ใครหน้าไหนมารังแกเอ็ง บอกข้า ข้าจะลากไปเข้าตารางให้หมด!”
กล้าเงยหน้าขึ้นมองหลวงเทพ สลับกับพุ่มที่ส่งยิ้มบางๆ มาให้… เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขารู้สึกว่า… เขาอาจจะมี ‘ฝูง’ เป็นของตัวเอง ฝูงที่ไม่ใช่เสือ แต่เป็นมนุษย์…
ขบวนเรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากท่า มุ่งหน้าสู่พระนครศรีอยุธยาและบางกอก ทิ้งป่าดงดิบและฝันร้ายไว้เบื้องหลัง แต่ ‘เงา’ ของเสือที่ซ่อนอยู่ในตัวกล้า… ก็กำลังเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไปพร้อมกับเขาด้วย
มหานครแห่งแสงสี ความเจริญ และการแก่งแย่งชิงดี… อาจจะเป็นป่าดงดิบที่โหดร้ายยิ่งกว่าที่เขาเคยเจอมาก็ได้.



