HomeChapterบทที่ 13 : ความลับในคืนไร้ดาวและสงครามเย็น

บทที่ 13 : ความลับในคืนไร้ดาวและสงครามเย็น

เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังสะท้อนก้องในสนามซอฟต์บอลยามค่ำคืน

นาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาเกือบห้าทุ่ม ไฟสนามถูกปิดไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟถนนด้านนอกที่ส่องเข้ามาพอกระทบให้เห็นเงาตะคุ่มๆ

“อีก… อีกรอบ…”

น้ำเหนือพึมพำกับตัวเอง เหงื่อโทรมกายจนเสื้อเปียกชุ่ม เขากัดฟันแน่น ยกไม้ตีที่หนักอึ้งขึ้นพาดบ่า แขนสั่นระริกด้วยความล้าสะสม

ตั้งแต่แมงเจ็บแขนเพราะช่วยเขา น้ำเหนือก็จมอยู่กับความรู้สึกผิดและความกดดัน เขาไม่อยากเป็นตัวถ่วง ไม่อยากเป็นแค่ภาระที่ต้องให้คนเจ็บมาคอยโอ๋ เขาอยากเก่งขึ้น… อยากพึ่งพาตัวเองได้บ้าง

“ฮึบ!”

น้ำเหนือจินตนาการภาพลูกบอลลอยมา แล้วเหวี่ยงไม้สุดแรงเกิด

วูบ!

จังหวะที่บิดเอวส่งแรง ขาขวาที่รับน้ำหนักมากเกินไปเกิดพลิกวูบ!

“โอ๊ย!”

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น น้ำเหนือเสียหลักล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นดินสีแดง ไม้ตีหลุดมือกระเด็นไปไกล ความเจ็บปวดแล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาถึงสมองจนน้ำตาเล็ด

“ซี๊ด… เจ็บ… เจ็บชิบหาย…”

น้ำเหนือกุมข้อเท้าตัวเองแน่น พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ล้มพับลงไปใหม่ ขามันปวดจนไร้ความรู้สึก

ตึก… ตึก… ตึก…

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง น้ำเหนือสะดุ้งโหยง รีบปาดน้ำตา หันขวับไปมองด้วยความตกใจ (หรือว่าจะเป็นยาม? หรือผี?)

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าผี… ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น

ร่างสูงโปร่งของแมงยืนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ แขนขวายังคงใส่เฝือกอ่อน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉย บัดนี้ดูเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก สายตาคมกริบจ้องมองสภาพทุลักทุเลของน้ำเหนือราวกับจะแช่แข็งให้ตายคาที่

“มะ… แมง…” น้ำเหนือเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงสั่น “มา… มาได้ไง?”

แมงไม่ตอบ เขาเดินเข้ามาช้าๆ ทุกย่างก้าวดูหนักแน่นและคุกคาม เขาหยุดยืนค้ำหัวน้ำเหนือ กวาดตามองไม้ตีที่กลิ้งอยู่ไกลๆ แล้วกลับมามองข้อเท้าที่เริ่มบวมเป่งของน้ำเหนือ

“กูถามว่า…” แมงพูดเสียงต่ำ ต่ำจนน่ากลัว “มึงทำบ้าอะไรอยู่?”

“กู… กูแค่มาซ้อม…” น้ำเหนือตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าสบตา “กูอยากเก่งขึ้น… ไม่อยากเป็นตัวถ่วงมึง…”

“ซ้อม?” แมงทวนคำ “ซ้อมตอนห้าทุ่ม? ในที่มืดๆ? คนเดียว? ทั้งที่กูสั่งห้ามแล้วว่าให้พัก?”

“ก็กูไม่อยากกวนมึงนี่หว่า! มึงเจ็บอยู่!” น้ำเหนือเถียงสู้ “กูแค่อยากช่วยแบ่งเบา…”

“แบ่งเบาด้วยการทำตัวเองเจ็บเพิ่มเนี่ยนะ!?”

แมงตะคอกเสียงดังจนน้ำเหนือสะดุ้ง ไม่เคยเห็นแมงโกรธขนาดนี้มาก่อน

“มึงคิดว่าทำแบบนี้แล้วกูจะดีใจเหรอ? มึงคิดว่ากูจะภูมิใจเหรอที่เห็นมึงสภาพดูไม่ได้แบบนี้! สมองมึงคิดอะไรอยู่ฮะน้ำเหนือ!”

“ก็กู…” น้ำเหนือพูดไม่ออก น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาอีกรอบ “กูขอโทษ…”

แมงมองหน้าน้ำเหนือนิ่งๆ แววตาที่เคยมีความเอ็นดูหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นชา

เขาไม่พูดอะไรต่อ แมงถอนหายใจแรงๆ เหมือนพยายามระงับอารมณ์ ก่อนจะย่อตัวลง หันหลังให้น้ำเหนือ

“ขึ้นมา”

“ห๊ะ? มึงเจ็บแขน…”

“กูบอกให้ขึ้นมา!” แมงตวาด “อย่าให้กูต้องพูดซ้ำ หรือจะให้นอนเน่าตายอยู่ตรงนี้?”

น้ำเหนือเม้มปากแน่น ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นแล้วโน้มตัวลงไปเกาะหลังแมงอย่างทุลักทุเล แมงใช้มือซ้ายข้างเดียวล็อคขาของน้ำเหนือไว้ แล้วออกแรงลุกขึ้นยืน แบกคนตัวเล็กขึ้นหลังด้วยแขนข้างเดียวอย่างมั่นคง

ตลอดทางเดินกลับหอพัก ไม่มีบทสนทนาใดๆ หลุดออกมาจากปากของแมงแม้แต่คำเดียว

มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและแผ่นหลังกว้างที่เกร็งแน่น

ห้องพยาบาลประจำหอพัก (เวรดึก)

พยาบาลเวรทำแผลและพันผ้าล็อกข้อเท้าให้น้ำเหนือเสร็จเรียบร้อย โดยมีแมงยืนกอดอกพิงกำแพงมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยสายตาไร้อารมณ์

“กระดูกไม่หักค่ะ แต่เอ็นอักเสบ ต้องงดลงน้ำหนักอย่างน้อย 1 อาทิตย์นะคะ” พยาบาลกำชับ

“ครับ… ขอบคุณครับ” น้ำเหนือรับคำเสียงอ่อย

เมื่อพยาบาลเดินออกไป ทั้งห้องก็เหลือแค่พวกเขาสองคน ความอึดอัดกลับมาปกคลุมอีกครั้ง

“แมง… คือกู…” น้ำเหนือพยายามจะง้อ “กูขอโทษจริงๆ นะ กูสัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว… หายโกรธนะ?”

แมงมองหน้าน้ำเหนือนิ่งๆ นานนับนาที ก่อนจะเดินเข้ามาหา

เขาล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์กับกุญแจห้องของน้ำเหนือ (ที่เก็บมาให้จากสนาม) วางกระแทกลงบนเตียงข้างตัวน้ำเหนือเสียงดัง ปัง!

“กลับห้องมึงไป” แมงพูดเสียงเรียบ “กูจะกลับคอนโด”

“เฮ้ย! เดี๋ยวสิ! มึงจะทิ้งกูเหรอ? ขากูเจ็บนะเว้ย!” น้ำเหนือใจเสีย “แล้วใครจะดูแลมึงล่ะ?”

“กูดูแลตัวเองได้” แมงตอบเย็นชา หันหลังเดินหนี “ดีกว่าต้องมาดูแลคนดื้อด้าน ที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องแบบมึง”

“แมง!”

แมงไม่หยุดเดิน เขาเปิดประตูห้องพยาบาลแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ทิ้งให้น้ำเหนือนั่งน้ำตาไหลพรากอยู่บนเตียงคนเดียว

นี่ไม่ใช่แค่โกรธ… แต่นี่คือความผิดหวัง

แมงตัดหางปล่อยวัดเขาแล้วจริงๆ

เช้าวันต่อมา : คณะบริหาร

น้ำเหนือลากสังขารมาเรียนด้วยไม้ค้ำยัน ตาบวมตุ่ยจากการร้องไห้หนักเมื่อคืน จี้กับโป้งตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นสภาพเพื่อน

“เฮ้ย! ไปฟัดกับหมาที่ไหนมาวะเหนือ!” จี้ร้องทัก

“ล้ม…” น้ำเหนือตอบเสียงแหบ “กูไปซ้อมเอง… แล้วก็ล้ม”

“แล้วไอ้แมงล่ะ? ปกติมันต้องมาคุมแจแล้วหนิ” โป้งมองซ้ายมองขวา

“มัน… มันโกรธกู” น้ำเหนือเบะปากจะร้องไห้อีกรอบ “มันไม่คุยกับกูเลย ไลน์ไปก็ไม่อ่าน โทรไปก็ไม่รับ… กูทำไงดีวะมึง ฮืออออ”

จี้กับโป้งมองหน้ากัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“สมควรโดน” จี้พูดตรงๆ “เป็นกู กูก็โกรธ มึงเล่นพิเรนทร์เองนี่หว่า แขนมันยังไม่หาย มันก็เป็นห่วงมึงจะแย่ มึงยังไปหาเรื่องเจ็บตัวเพิ่มภาระให้ใจมันอีก”

“กูรู้…” น้ำเหนือก้มหน้าสำนึกผิด “กูจะไปง้อมัน… แต่มันไม่ยอมเจอหน้ากูเลยอะ”

โรงอาหารคณะวิทย์ฯ

น้ำเหนือ (พร้อมไม้ค้ำยันคู่ใจ) ลงทุนกระโผลกกระเผลกข้ามคณะมาตามหาหัวใจ… เอ้ย ตามหาคนขี้งอน

เขาเห็นแมงนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะประจำกับกลุ่มเพื่อนคณะวิทย์ฯ แมงดูปกติดี หน้านิ่งเหมือนเดิม แต่บรรยากาศรอบตัวดูมืดมนแปลกๆ จนเพื่อนไม่กล้าคุยด้วย

“แมง…” น้ำเหนือเรียกเสียงเบา เดินเข้าไปหยุดที่ข้างโต๊ะ

แมงชะงักตะเกียบในมือ แต่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง

“แมง… กูซื้อนมเย็นมาฝาก” น้ำเหนือวางแก้วน้ำสีชมพูลงบนโต๊ะ “ของโปรดมึงไง”

แมงวางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบจานข้าวตัวเอง แล้วหันไปบอกเพื่อน

“กูอิ่มละ ไปรอที่ห้องสมุดนะ”

พูดจบ เขาก็เดินผ่านหน้าน้ำเหนือไปดื้อๆ ราวกับน้ำเหนือเป็นแค่อากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน นมเย็นแก้วนั้นถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวบนโต๊ะ จนหยดน้ำเกาะพราวเหมือนน้ำตาของคนให้

“ฮึก…” น้ำเหนือมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไป น้ำตาหยดแหมะลงบนแก้วนมเย็น

เจ็บกว่าโดนด่า… คือการโดนเมิน

งานนี้ ‘สงครามเย็น’ ของจริง และดูท่าแมงจะใจแข็งกว่าที่คิดซะด้วยสิ!

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments