“นี่มัน… โรงอาหารหรือภัตตาคารบนยอดตึกใบหยกครับเนี่ย?”
ผมยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้า ‘Sky Lounge’ โซนรับประทานอาหารสำหรับนักเรียนระดับ S-Class และคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้น
พื้นปูด้วยหินอ่อนขัดมันวาว วงดนตรีคลาสสิกบรรเลงสดที่มุมห้อง และวิวเมืองแบบพาโนรามา 360 องศา เมนูอาหารไม่ใช่ข้าวราดแกงวิญญาณหมู แต่เป็นสเต๊กเนื้อวากิว ล็อบสเตอร์อบชีส และฟัวกราส์!
“หุบปาก แล้วเดินตามมา” ไต้ฝุ่นดันหลังผมเบาๆ ให้เดินเข้าไป
ทันทีที่พวกเราก้าวเท้าเข้าไป เสียงช้อนส้อมกระทบจานก็เงียบลง สายตาของเหล่าเทพเจ้า S-Class นับสิบคู่หันมาจับจ้องที่ผม… สิ่งมีชีวิตแปลกปลอมระดับ F
“นั่นเด็กห้อง F ที่เป็นข่าวลือนี่?” “กล้าดียังไงเดินเข้ามาในนี้?” “ท่านไต้ฝุ่นพามาเองเลยเหรอ? เรื่องจริงดิ?”
เสียงซุบซิบดังระงมเหมือนผึ้งแตกรัง ผมอยากจะมุดลงไปใต้พรมเปอร์เซียนี่ซะเดี๋ยวนี้
ไต้ฝุ่นพาผมไปนั่งที่โต๊ะมุมสุดติดกระจก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ประจำของเขา เพราะไม่มีใครกล้านั่งใกล้ในรัศมี 3 โต๊ะ
“นั่ง” เขาออกคำสั่ง แล้วกดปุ่มเรียกเมนูโฮโลแกรมขึ้นมา “อยากกินอะไร?”
“เอ่อ… ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวมีมั้ยครับ?” ผมถามเสียงเบา
ไต้ฝุ่นมองผมด้วยสายตาเอือมระอา “ที่นี่ไม่มีอาหารขยะ… เอาสเต๊กแซลมอนกับซุปเห็ดทรัฟเฟิลมาสองที่” เขาหันไปสั่งหุ่นยนต์บริกร
“พะ… พี่ครับ นั่นมันจานละกี่บาท ผมไม่มีตังค์จ่ายนะ!” ผมกระซิบอย่างตื่นตระหนก
“ฟรี” ไต้ฝุ่นเท้าคางมองผม “สวัสดิการ S-Class… กินๆ ไปเถอะ ตัวนายผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบลูกชิ้น กอดไม่เต็มไม้เต็มมือ”
“แค่อก!” ผมสำลักน้ำเปล่าทันที “พี่พูดอะไรเกรงใจโต๊ะข้างๆ บ้างเซ่!”
อาหารมาเสิร์ฟไวเหมือนเสก ผมตักซุปเห็ดเข้าปาก… อร่อยน้ำตาไหล! นี่สินะรสชาติของอภิสิทธิ์ชน!
ระหว่างที่ผมกำลังมีความสุขกับการกิน ไต้ฝุ่นไม่ได้แตะอาหารของตัวเองเท่าไหร่ เขานั่งจ้องผมเคี้ยวแก้มตุ่ยๆ เหมือนกำลังดูลูกแฮมสเตอร์กินเมล็ดทานตะวัน
“มีซอสเลอะ” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น
“หือ? ตรงไหนครับ?” ผมรีบหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมั่วๆ
“ไม่ใช่… ตรงนี้”
ไต้ฝุ่นเอื้อมมือข้ามโต๊ะมา ใช้นิ้วโป้งปาดคราบซอสครีมที่มุมปากผมออกอย่างแผ่วเบา… แล้วเขาก็เอานิ้วนั้นเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย!
“!!!” ผมตัวแข็งทื่อเป็นหิน หน้าแดงเดือดปุดๆ จนแทบจะมีควันออกหู
เสียงแก้วน้ำแตกดัง เพล้ง! มาจากโต๊ะสาวสวย S-Class ฝั่งตรงข้าม เธอคงเผลอบีบแก้วแตกคามือด้วยความช็อก
“พี่ทำบ้าอะไรเนี่ย!” ผมโวยวายเสียงหลง
“ก็เสียดายของ” ไต้ฝุ่นตอบหน้าตาย “รีบกิน บ่ายนี้ฉันจะสอนนายใช้พลัง… จะได้ไม่ต้องไปยืนเซ่อให้ใครเขารังแกอีก”
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงัก… เขาโกรธเรื่องเมื่อเช้าจริงๆ ด้วย เรื่องที่ผมยอมให้พวกห้อง B หาเรื่อง
“ขอบคุณนะครับ…” ผมพึมพำ “ที่เป็นห่วง”
ไต้ฝุ่นชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะหันหน้าหนีมองวิวเมือง
“ใครเป็นห่วง… ฉันแค่ไม่อยากให้ ‘ยา’ ของฉันบุบสลายต่างหาก” หูเขาแดงระเรื่อนิดๆ น่าหมั่นไส้ชะมัดคนปากแข็ง!
ดาดฟ้าอาคารเรียนรวม
ลมบนดาดฟ้าพัดแรงจนผมยุ่งเหยิง ไต้ฝุ่นยืนกอดอกพิงแท็งก์น้ำ มองผมที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางลาน
“พลัง Linking ของนาย…” เขาเริ่มเลคเชอร์ “นายเข้าใจว่ามันคือการเชื่อมต่อวัตถุเข้าด้วยกันใช่มั้ย?”
“ครับ ก็เหมือนกาว…”
“ผิด” ไต้ฝุ่นขัด “จากการที่ฉันสัมผัสมันเมื่อคืน… พลังของนายคือการ ‘Sync’ (ประสาน) และ ‘Amplify’ (ขยาย) นายสามารถเชื่อม ‘คุณสมบัติ’ ของสิ่งหนึ่ง ไปสู่อีกสิ่งหนึ่งได้”
เขาชี้ไปที่กองอิฐบล็อกที่วางอยู่มุมตึก
“ลองเชื่อม ‘น้ำหนัก’ ของอิฐก้อนนั้น เข้ากับ ‘ปากกา’ ในมือนายดู”
“หา? จะทำได้ไงครับ”
“จินตนาการ… นาวี” ไต้ฝุ่นเดินมายืนซ้อนหลังผม มือเขาจับไหล่ผมไว้แน่น “จินตนาการว่าปากกาแท่งนี้ หนักอึ้งเหมือนก้อนอิฐ… ส่งผ่านความรู้สึกนั้นไป”
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่รดต้นคอทำให้ผมไม่มีสมาธิเลยให้ตายสิ! แต่ผมก็พยายามหลับตา นึกภาพเส้นใยแสงสีฟ้าที่พุ่งออกจากปากกาไปผูกติดกับกองอิฐ
วิ้ง…
แสงสีฟ้าจางๆ ปรากฏขึ้น
“ปล่อยมือจากปากกา” ไต้ฝุ่นสั่ง
ผมปล่อยมือ…
ตึง!!!
ปากกาพลาสติกธรรมดาๆ ร่วงลงกระแทกพื้นคอนกรีตเสียงดังสนั่นเหมือนลูกตุ้มเหล็กสิบกิโล! พื้นปูนตรงนั้นร้าวเป็นรอยยุบลงไป!
“เฮ้ย!” ผมตาโต “นี่ฝีมือผมเหรอ?”
“ใช่… นี่แค่พื้นฐาน” ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก “ถ้านายฝึกจนชำนาญ นายจะเชื่อม ‘ความแข็งแกร่ง’ ของเหล็กเข้ากับผิวหนังตัวเอง หรือเชื่อม ‘ความเจ็บปวด’ ของนายไปให้ศัตรูก็ได้… พลังนายมันโกงกว่าที่คิดเยอะ”
เขาก้มลงหยิบปากกา (ที่ตอนนี้กลับมาเบาเหมือนเดิมแล้วเพราะผมคลายพลัง) ขึ้นมาควงเล่น
“แต่ข้อเสียคือ นายต้องมี ‘สื่อกลาง’ และต้องมีสมาธิ… ซึ่งตอนนี้นายยังอ่อนหัดมาก”
“แหม ก็ผมเพิ่งรู้ว่าทำแบบนี้ได้นี่นา”
“งั้นมาลองของจริงกัน”
ไต้ฝุ่นโยนปากกาทิ้ง แล้วขยับเนคไทให้หลวมขึ้น บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปเป็นโหมดจริงจัง แรงกดดันมหาศาลเริ่มก่อตัว
“ฉันจะใช้แรงโน้มถ่วงกดนายลงกับพื้น… ภารกิจของนายคือ ‘เชื่อม’ ตัวเองเข้ากับอะไรก็ได้ เพื่อยืนหยัดอยู่ให้ได้”
“เดี๋ยวนะครับพี่! จะฆ่าแกงกันเลยเรอะ!”
“เริ่ม!”
วูบ!
แรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่ผมจนเข่าทรุด ผมรู้สึกเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า!
ตัดภาพมาที่ห้องชมรมคอมพิวเตอร์ (ฐานทัพลับของเดอะแก๊ง)
คิวรัวนิ้วบนคีย์บอร์ดเร็วจี๋จนมองไม่ทัน หน้าจอคอมพิวเตอร์ห้าจอกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาล มีนานั่งกัดเล็บมองอย่างลุ้นระทึก ส่วนแทงค์ยืนเฝ้าประตู
“เจอแล้ว…” คิวพูดเสียงเครียด เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก “ฉันกู้ไฟล์ที่ถูกลบไปจากระบบกล้องวงจรปิดได้บางส่วน… แต่มันไม่ใช่แค่ไฟล์วิดีโอ”
“มันคืออะไร?” มีนาถาม
“มันมี ‘Backdoor’ (ประตูหลัง) ซ่อนอยู่ในระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน… ใครบางคนแอบเจาะระบบเข้ามาเก็บข้อมูลนักเรียนแบบ Real-time”
คิวกด Enter ครั้งสุดท้าย รายชื่อยาวเหยียดปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“นี่มันรายชื่อนักเรียนที่มีศักยภาพพลังจิตสูง… ส่วนใหญ่เป็นพวกคลาส S…” คิวไล่นิ้วดู
“มีชื่อพี่ไต้ฝุ่นมั้ย?” แทงค์ถาม
“มี… อยู่ลำดับต้นๆ เลย ‘Target: Alpha’ (เป้าหมายอัลฟ่า)”
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องขนลุกซู่ คือรายชื่อบรรทัดสุดท้ายที่ถูกไฮไลต์สีแดงเข้ม ต่างจากชื่ออื่น
[ Target: OMEGA / KEY (กุญแจ) ] [ Name: Navee – Class F ] [ Status: AWAKENING (กำลังตื่นรู้) ]
“ไอ้วี…” คิวเสียงสั่น “มันไม่ใช่แค่เป้าหมายธรรมดา… แต่มันคือ ‘กุญแจ’ อะไรสักอย่าง”
“และดูตรงนี้…” มีนาชี้ไปที่โลโก้จางๆ มุมขวาล่างของเอกสาร
มันไม่ใช่ตราโรงเรียน แต่มันเป็นรูป ‘คลื่นเสียงที่ถูกขีดฆ่า’
สัญลักษณ์ขององค์กรก่อการร้ายระดับโลกที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน… ‘The Silencer’
“พวกมันอยู่ในโรงเรียน…” คิวหันมามองเพื่อนๆ ด้วยแววตาหวาดกลัว “และพวกมันกำลังล่าตัวเพื่อนเรา”



