HomeChapterบทที่ 11: บาดแผล สีเลือด และความลับของท่านผู้อำนวยการ

บทที่ 11: บาดแผล สีเลือด และความลับของท่านผู้อำนวยการ

หอพัก The Zenith – ห้องเพนท์เฮาส์

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ไต้ฝุ่นก็ทรุดฮวบลงกับโซฟา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดเพราะเสียเลือด เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงขาดวิ่นที่แขนขวา เผยให้เห็นแผลลึกจากเศษกระจกที่ยังคงมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด

“ไต้ฝุ่น! นั่งนิ่งๆ นะ เดี๋ยวผมไปเอากล่องพยาบาล!” ผมลนลาน มือไม้สั่นไปหมด น้ำตาพาลจะไหลเมื่อเห็นเลือดแดงฉานบนแขนเขา

“ใจเย็นๆ นาวี…” ไต้ฝุ่นพูดเสียงแหบ “แผลแค่นี้… ไกลหัวใจ”

“ไกลบ้านนายสิ! เลือดไหลเป็นก๊อกแตกขนาดนี้!”

ผมวิ่งไปคว้ากล่องปฐมพยาบาลกลับมา นั่งคุกเข่าลงข้างโซฟา มือสั่นระริกขณะหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์

“ถอดเสื้อครับ” ผมสั่งเสียงสั่น

ไต้ฝุ่นเลิกคิ้ว “จะลวนลามคนเจ็บเหรอ?”

“นาย!” ผมตวาดแว้ด (เป็นครั้งแรกที่กล้าตวาด S-Class) “จะถอดดีๆ หรือจะให้ผมตัดเสื้อทิ้ง!”

ไต้ฝุ่นยกยิ้มมุมปาก ยอมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด เผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงาม… ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงเลือดกำเดาไหล แต่ตอนนี้ผมห่วงแผลเขามากกว่า

ผมค่อยๆ เช็ดรอบปากแผล ไต้ฝุ่นสูดปากเบาๆ ด้วยความแสบ กล้ามเนื้อแขนเขากระตุกเกร็งทุกครั้งที่สำลีแตะโดน

“เจ็บมั้ยครับ? ผมเบามือที่สุดแล้วนะ” ผมถามเสียงเครือ เงยหน้ามองเขาด้วยสายตารู้สึกผิด “ถ้าไม่เอาตัวมาบังผม…”

“อย่าโทษตัวเอง” ไต้ฝุ่นใช้นิ้วมือข้างที่ไม่เจ็บเช็ดน้ำตาที่หางตาผม “หน้าที่ของโล่คือปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด… และนายก็คือสิ่งนั้น”

คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นทำเอาผมหน้าแก้มร้อนผ่าว ผมก้มหน้าก้มตาพันผ้าพันแผลให้เขาเพื่อซ่อนความเขิน

“เสร็จแล้วครับ” ผมติดเทปอันสุดท้าย

“ขอบใจ…”

ไต้ฝุ่นขยับแขนเล็กน้อย ก่อนจะดึงตัวผมขึ้นไปนั่งตักเขาหน้าตาเฉย!

“เฮ้ย! นาย! แขนเจ็บอยู่!” ผมดิ้นขลุกขลัก

“แขนขวาเจ็บ แขนซ้ายยังว่าง”เขารวบเอวผมไว้แน่น เอาคางเกยไหล่ผม “ขอชาร์จพลังหน่อย… วันนี้ใช้พลังงานไปเยอะ”

กลิ่นสบู่ผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากตัวเขาทำให้หัวใจผมเต้นแรง ผมยอมอยู่นิ่งๆ ให้เขากอด ปล่อยให้พลังงาน Linking ของผมไหลรินไปเยียวยาความเหนื่อยล้าของเขาอย่างเงียบๆ

บรรยากาศในห้องเงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าคำพูด… เราเพิ่งผ่านความตายมาด้วยกัน และนั่นทำให้พันธะระหว่างเราเหนียวแน่นขึ้นไปอีกขั้น


เช้าวันต่อมา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ไม่ใช่เสียงเคาะประตู แต่เป็นเสียงเคาะจาก ‘โดรนส่งสาร’ ที่บินมาชนกระจกระเบียง

ผมเดินไปเปิดประตูกระจก โดรนสีดำทรงกลมลอยเข้ามา สแกนใบหน้าผมและไต้ฝุ่นที่นั่งจิบกาแฟอยู่ (ในสภาพเปลือยท่อนบนโชว์ผ้าพันแผลเท่ๆ)

[ ประกาศจากสำนักงานผู้อำนวยการ ] [ ถึง: นายไต้ฝุ่น (Class S) และ นายนาวี (Class F) ] [ กรุณามาพบที่ห้องทำงานชั้นสูงสุดของตึกบริหาร ภายใน 30 นาที… เรื่องด่วนที่สุด ]

“ตาแก่เรียกพบเหรอ?” ไต้ฝุ่นวางแก้วกาแฟลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “คงเป็นเรื่องเมื่อวาน”

“ตาแก่? หมายถึงท่าน ผอ. น่ะเหรอครับ?”

“อืม… ‘ศาสตราจารย์โอไรออน’ หนึ่งในสามผู้มีพลังจิตระดับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่” ไต้ฝุ่นลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมมาใส่ “เตรียมตัวให้ดี นาวี… ตาแก่นั่นน่ากลัวกว่านักฆ่าเมื่อวานเยอะ”


อาคารบริหาร ชั้น 99 (Cloud Top)

ลิฟต์ความเร็วสูงพาเราขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ประตูลิฟต์เปิดออกสู่ห้องทำงานขนาดมหึมาที่ผนังและเพดานเป็นกระจกใสทั้งหมด มองเห็นวิวเมืองหลวงได้ไกลสุดลูกหูลูกตา

ตรงกลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้สักโบราณ ชายชราร่างเล็ก ผมสีดอกเลา นั่งหันหลังให้เราอยู่บนเก้าอี้โยก เขากำลังป้อนอาหารให้นกแก้วสีรุ้งที่เกาะอยู่บนคอน

“มากันแล้วรึ… คู่รักแห่งปี” เสียงแหบพร่าแต่กังวานดังขึ้น

ชายชราหมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาสีทองสว่างกลับดูสดใสและแหลมคมราวกับตาเหยี่ยว

“สวัสดีครับ ปู่” ไต้ฝุ่นทักทายอย่างสนิทสนม (จนผมตกใจ)

“เรียก ผอ. สิเว้ยไอ้หลานเวร!” ศาสตราจารย์โอไรออนแยกเขี้ยว ก่อนจะหันมามองผม “ส่วนเธอ… นาวีสินะ”

เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาหาผม ช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวแผ่แรงกดดันมหาศาล ยิ่งกว่าไต้ฝุ่นเสียอีก

“ขอดูมือหน่อย”

ผมยื่นมือที่สวมแหวน Guardian ให้เขา

โอไรออนแตะปลายนิ้วลงบนแหวน ทันใดนั้น แสงสีฟ้าจากตัวผมก็สว่างวาบขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ!

“อืม… อย่างที่คิด” ชายชราพยักหน้า “Nexus Type-Zero… ตัวตนที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ยุคกำเนิดพลัง”

“Type-Zero? คืออะไรครับ?” ผมถามอย่างงงงวย

“นั่งลงสิ ฉันจะเล่านิทานให้ฟัง”

โอไรออนเดินกลับไปที่โต๊ะ กดปุ่มโฮโลแกรมฉายภาพประวัติศาสตร์ขึ้นกลางอากาศ

🎯 เรื่องเล่าจากอดีต: เมื่อ 50 ปีก่อน ตอนที่อุกกาบาตตก มนุษย์กลุ่มแรกที่ได้รับพลังไม่ได้มีแค่พวกสายต่อสู้ หรือสายรักษา… แต่มีคนคนหนึ่งที่มีพลังในการ “รวบรวมและแจกจ่าย” พลังงานทั้งหมด เขาคนนั้นถูกเรียกว่า ‘The First Resonator’ (ผู้ประสานคนแรก)

เขาคือแกนกลางที่ทำให้ฮีโร่ยุคแรกสร้างบาเรียปกป้องโลกจากการล่มสลายได้สำเร็จ แต่เพราะแบกรับพลังมากเกินไป ร่างกายเขาจึงแตกสลายและหายไป

“และพวก The Silencer…” โอไรออนฉายภาพสัญลักษณ์คลื่นเสียงที่ถูกขีดฆ่า “…พวกมันเชื่อว่าการนำ ‘แกนกลาง’ กลับมา จะทำให้พวกมันสามารถควบคุมผู้มีพลังจิตทุกคนในโลกได้ เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นกองทัพหุ่นเชิด”

“และแกนกลางคนใหม่… ก็คือนาย” ไต้ฝุ่นพูดต่อ เสียงเครียด

“ใช่” โอไรออนจ้องตาผม “นาวี… เธอไม่ใช่แค่เด็กที่มีพลังกาวตราช้าง หรือแค่ยาแก้ปวดของไต้ฝุ่น… แต่เธอคือ ‘กุญแจหลัก’ (Master Key) ของเผ่าพันธุ์เรา ถ้าเธอตกไปอยู่ในมือพวกมัน โลกจบสิ้นแน่”

ผมกลืนน้ำลาย ขาเริ่มสั่น… จากเด็กห้อง F ที่แค่อยากเรียนจบไปเปิดร้านกาแฟ จู่ๆ กลายเป็นกุญแจกู้โลกเฉยเลย!

“แล้วเราจะทำยังไงครับ? จับผมไปขังไว้ในห้องนิรภัยเหรอ?” ผมถาม

“นั่นคือแผน A” โอไรออนยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ไต้ฝุ่นคงไม่ยอมให้ขังแฟนมันหรอก จริงมั้ย?”

“แน่นอน” ไต้ฝุ่นสวนทันควัน (เดี๋ยวครับ! แฟนอะไร! ยังไม่ได้ขอเลย!)

“งั้นก็เหลือแผน B…” โอไรออนดีดนิ้ว

ประตูห้องลับด้านหลังชั้นหนังสือเปิดออก เผยให้เห็นห้องฝึกซ้อมที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ล้ำยุค

“เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น นาวี… ไม่ใช่แค่พึ่งพาไต้ฝุ่น แต่ต้องป้องกันตัวเองได้ และควบคุมพลัง Nexus ให้ได้อย่างสมบูรณ์”

“และฉันหาครูฝึกพิเศษไว้ให้แล้ว”

เงาตะคุ่มเดินออกมาจากห้องลับ… ร่างสูงโปร่ง ผมยาวรวบตึง สวมชุดรัดรูปสีดำทะมัดทะแมง

“สวัสดีจ้ะหนุ่มน้อย”

เสียงหวานหยดย้อยที่คุ้นหู…

“คุณแม่!?” ไต้ฝุ่นอุทานลั่น

คุณหญิงรำภาเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือก ในมือถือแส้ไฟฟ้าเปรี้ยะๆ

“แม่จะเป็นคนสอนมารยาท… เอ้ย สอนการต่อสู้ให้ว่าที่ลูกสะใภ้กำมะลอคนนี้เอง” เธอยิ้มเหี้ยม “รับรองว่าแม่จะ ‘ขัดเกลา’ จนเงาวับเลยล่ะ”

ผมหันไปมองไต้ฝุ่นอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ไต้ฝุ่นกลับหน้าซีดกว่าผมอีก

“นาวี… กู๊ดลัค” เขาตบไหล่ผมเบาๆ

งานเข้าของจริงแล้วครับท่านผู้ชม! หนีเสือปะจระเข้ หนีนักฆ่ามาเจอแม่ผัวถือแส้! ชีวิตไอ้นาวีจะรอดถึงตอนที่ 45 มั้ยเนี่ย!

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments