HomeChapterบทที่ ๑๑ : ปีกแห่งราชันย์และกรงเล็บพยัคฆา

บทที่ ๑๑ : ปีกแห่งราชันย์และกรงเล็บพยัคฆา

ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นเบื้องหน้า พัดพาหิมะสีขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นทิศทาง เสียงลมหวีดหวิวนั้นฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของภูตพราย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าพายุ คือแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสีทองอร่ามตรงหน้า

‘พญาสุบรรณราช’ ขุนพลแห่งครุฑ ยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินสูง ร่างกายกำยำสูงกว่าสามเมตรปกคลุมด้วยเกราะทองคำประดับเพชรนิลจินดา ปีกคู่มหึมาสีทองแดงกางสยายออกบดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเงาทะมึนทาบทับคณะเดินทางมนุษย์ตัวจ้อย ดวงตาสีแดงฉานดั่งดวงไฟนรกจ้องมองลงมาด้วยความเหยียดหยาม

“มนุษย์…” เสียงของพญาครุฑกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าผ่า “ช่างบังอาจนักที่กล้าย่างกรายเข้ามาถึงตีนเขาไกรลาส… กลิ่นสาบของเจ้าทำให้สวนสวรรค์ต้องแปดเปื้อน”

พรานเข้มก้าวออกมาข้างหน้า ร่างกายโชกเลือดแต่ยืนหลังตรงอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าเพียงต้องการผ่านทางเพื่อไปขอยารักษาชีวิตคน ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่”

“ยา?” พญาสุบรรณราชแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นสร้างคลื่นกระแทกจนจ้อยและลุงมั่นต้องล้มลุกคลุกคลาน “บุปผาเทวาไม่ใช่ของที่สัตว์ชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าจะแตะต้องได้… และเจ้า! กินนรพันธุ์ผสม!”

พญาครุฑตวัดนิ้วชี้มาที่นลิน สายตารังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งกว่ามองหนอนแมลง “ตัวกาลกิณีแห่งป่าหิมพานต์… เจ้ากล้าพาคนนอกเข้ามาเหยียบย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ โทษของเจ้าคือความตายสถานเดียว!”

สิ้นคำพิพากษา พญาสุบรรณราชกระพือปีกเพียงครั้งเดียว ลมพายุรุนแรงก็พัดกระหน่ำเข้าใส่คณะเดินทางทันที ราวกับถูกกำแพงลมที่มองไม่เห็นกระแทก ร่างของทุกคนปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง

“อึก!” เข้มกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่จนจุกแอ้ก แต่เขารีบยันกายลุกขึ้น “นลิน! หลบไปหลังหินเดี๋ยวนี้!”

“พวกเจ้าทั้งหมดต้องตายที่นี่!”

พญาครุฑไม่รอช้า พุ่งตัวลงมาจากโขดหินด้วยความเร็วเหนือเสียง กรงเล็บเท้าขนาดมหึมาที่แหลมคมดั่งดาบเหล็กน้ำพี้ ตะปบลงมายังจุดที่เข้มยืนอยู่

ตูม!!

พื้นดินระเบิดออกเป็นหลุมลึก เข้มกลิ้งตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่แรงอัดอากาศทำเอาเสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น เลือดลมในกายปั่นป่วนจนกระอักเลือดออกมา

“หนีไม่พ้นหรอก!”

พญาสุบรรณราชไล่ต้อนอย่างดุดัน กรงเล็บตวัดวูบไปมา เข้มทำได้เพียงใช้มีดหมอปัดป้องและหลบหลีก แต่ความต่างชั้นของพลังนั้นห่างไกลกันเกินไป

ฉึก!

“อ๊ากกก!” เข้มร้องลั่นเมื่อกรงเล็บหนึ่งเฉี่ยวเข้าที่ต้นขาขวา เลือดพุ่งกระฉูดจนเขาทรุดฮวบลงกับพื้น

“พี่เข้ม!” นลินร้องเสียงหลง จะวิ่งเข้ามาช่วย

“อย่าเข้ามา!” เข้มตะโกนห้าม เลือดไหลอาบหน้า แต่แววตายังไม่ยอมแพ้ “ข้า… ข้ายังไหว”

พญาครุฑเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเหยื่อที่จนตรอก แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม “มนุษย์… เจ้ามีฝีมือดี แต่เจ้าไม่มีทางชนะเทพเจ้าได้ จงยอมรับชะตากรรมซะ”

เข้มหอบหายใจหนักหน่วง เขารู้ดีว่าด้วยร่างกายมนุษย์ปกติ เขาไม่มีวันเอาชนะขุนพลครุฑตนนี้ได้ ทางรอดเดียว… คือการแลกด้วย ‘วิญญาณ’

มือหนาล้วงเข้าไปในคอเสื้อ กระชากสร้อยตะกรุดโทนที่ห้อยคออยู่ออก แล้วกำไว้แน่น เข้มหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี จิตดิ่งลึกลงสู่ด้านมืดในใจ ปลดปล่อยพันธนาการที่สะกดสัตว์ร้ายเอาไว้

“โอม… พยัคฆา พยัคโฆ… กูคือเสือเจ้าพ่อ กูคือพญาแห่งไพร… ใครขวางกู ตาย!!”

ครืนนน!

บรรยากาศรอบตัวเข้มเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน อากาศสั่นสะเทือน รอยสักเสือเผ่นที่กลางหลังเปล่งแสงสีแดงเลือดสว่างจ้าทะลุเสื้อผ้า เสียงคำรามต่ำๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของพรานหนุ่ม… เสียงที่ไม่ใช่เสียงมนุษย์

กล้ามเนื้อทั่วร่างของเข้มขยายตัวขึ้น เส้นเลือดปูดโปน เล็บมือยาวงอกออกมาเป็นกรงเล็บคมกริบ ดวงตาสีนิลแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพันวาวโรจน์ เขี้ยวขาวยาวโง้งงอกออกมาจากปาก

“โฮก!!”

ร่างกึ่งมนุษย์กึ่งเสือสมิงของเข้มดีดตัวพุ่งเข้าใส่พญาครุฑด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นนับสิบเท่า!

เคร้ง!

กรงเล็บเสือปะทะกับกรงเล็บครุฑ เกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ พญาสุบรรณราชเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นมนุษย์ตัวจ้อยมีพละกำลังมหาศาลจนสามารถต้านทานแรงของตนได้

“เดรัจฉานวิชา!” พญาครุฑคำราม “เจ้ากล้าใช้วิชาต้องห้ามในแดนศักดิ์สิทธิ์รึ!”

“ข้าไม่สน!” เข้มคำรามเสียงแหบพร่า สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง เหลือเพียงสัญชาตญาณนักล่า “ใครแตะต้องคนของข้า… มันต้องตาย!”

การต่อสู้ยกที่สองเปิดฉากขึ้นอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เข้มในร่างสมิงกระโจนเข้ากัดกระชากปีกทองคำของครุฑจนขนร่วงกราว พญาสุบรรณราชตอบโต้ด้วยการพ่นไฟกาฬพฤกษ์ออกจากปาก เผาผลาญผิวหนังเข้มจนไหม้เกรียม แต่เข้มกลับไม่รู้สึกเจ็บปวด ยิ่งเจ็บยิ่งบ้าคลั่ง

แต่ทว่า… ขีดจำกัดของมนุษย์ย่อมมีวันสิ้นสุด

หลังจากแลกหมัดกันอยู่นาน ร่างกายของเข้มก็เริ่มรับภาระไม่ไหว เลือดไหลออกจากทวารทั้งห้า พละกำลังเริ่มถดถอย พญาสุบรรณราชอาศัยจังหวะนั้นบินโฉบขึ้นสูง แล้วดิ่งพสุธาลงมา ใช้สองเท้าจับไหล่เข้มกดตรึงร่างลงกับพื้นหิน

“จบกันที เจ้ามนุษย์เดรัจฉาน!”

พญาครุฑง้างจงอยปากเหล็กเตรียมจะเจาะกะโหลกเข้มให้แตกละเอียด เข้มพยายามดิ้นรนแต่หมดแรง สติกำลังจะดับวูบ

“อย่านะ!!”

ร่างโปร่งบางของนลินวิ่งถลาเข้ามาขวางหน้า โดยไม่สนใจอันตราย กินนรหนุ่มกางปีกออกปกป้องร่างของเข้มที่นอนหายใจรวยรินอยู่เบื้องล่าง

“หลีกไป! เจ้าตัวกาลกิณี!” พญาครุฑตวาด “เจ้าอยากตายพร้อมมันรึไง!”

“ข้าไม่หลีก!” นลินตะโกนกลับ น้ำตานองหน้า “ถ้าท่านจะฆ่าเขา… ก็ฆ่าข้าก่อน!”

นลินจ้องตาพญาครุฑอย่างไม่เกรงกลัว “ท่านเรียกตัวเองว่าเทพ… แต่ท่านกลับไร้ความเมตตา! มนุษย์ผู้นี้ยอมสละวิญญาณตัวเองเพื่อปกป้องคนอื่น ในขณะที่ท่านดีแต่ใช้อำนาจข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า… ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจ!”

พญาสุบรรณราชชะงัก คำพูดของนลินจี้ใจดำ แต่นั่นยิ่งทำให้โทสะพุ่งสูงขึ้น “ปากดีนักนะ… ได้! ข้าจะสงเคราะห์ให้!”

พญาครุฑเงื้อกรงเล็บขึ้น เตรียมจะสังหารทั้งคู่ในคราเดียว

ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง… ขนนกสีดำที่แซมอยู่บนปีกขวาของนลินก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่าง เมื่อแสงอาทิตย์ยามเที่ยงส่องกระทบขนสีดำเส้นนั้น มันกลับไม่ได้ดูดกลืนแสง แต่กลับสะท้อนแสงออกมาเป็นประกายระยิบระยับสีรุ้ง… สีของ ‘นิลกาฬ’ อัญมณีแห่งพระนารายณ์

พญาสุบรรณราชที่กำลังจะลงมือชะงักกึก ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาดื้อๆ ดวงตาสีแดงฉานเบิกโพลงจ้องมองไปที่ปีกขวาของนลิน

“นั่นมัน…” เสียงพญาครุฑสั่นเครือ “ขนปีกนั่น… หรือว่าเจ้าคือ…”

กรงเล็บมรณะหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากใบหน้าของนลินเพียงคืบ พญาสุบรรณราชค่อยๆ ลดมือลง ถอยหลังออกไปสองก้าวด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง… จากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความตื่นตะลึงระคนยำเกรง

“เจ้าไม่ใช่กาลกิณี…” พญาครุฑพึมพำกับตัวเอง “เจ้าคือทายาทแห่ง ‘นิลพัท’… กินนรศักดิ์สิทธิ์ผู้เคยรองรับบาทพระนารายณ์!”

นลินงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไป เขาไม่รู้เรื่องชาติกำเนิดตัวเอง รู้เพียงว่าถูกขับไล่เพราะความแปลกแยก “ท่าน… พูดเรื่องอะไร?”

พญาสุบรรณราชไม่ตอบ แต่กลับย่อเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เป็นท่าทำความเคารพสูงสุดของเผ่าพันธุ์ครุฑ “ข้าขออภัย… ท่านผู้สืบสายเลือดโบราณ ข้าช่างมีตาหามีแววไม่ที่บังอาจล่วงเกิน”

ความเงียบเข้าปกคลุมลานหิน ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน

เข้มที่นอนหายใจรวยรินค่อยๆ คืนร่างกลับเป็นมนุษย์ รอยสักจางลง ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจนแทบสิ้นสติ เขาพยายามเอื้อมมือไปจับข้อเท้านลิน “นลิน… ปลอดภัย… ไหม…”

“ข้าปลอดภัย พี่เข้ม… ข้าปลอดภัย” นลินรีบทรุดตัวลงกอดเข้มไว้ ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจ

พญาสุบรรณราชลุกขึ้นยืน มองดูภาพนั้นด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม “พาเขาไปรักษาที่สระอโนดาตเถิด… ข้าจะเปิดทางให้ ถือเป็นการไถ่โทษที่ข้าเกือบทำลายสายเลือดสำคัญ”

พญาครุฑสะบัดปีก ลมพายุสลายไป ประตูสู่ยอดเขาไกรลาสเปิดออกกว้าง เผยให้เห็นทางเดินที่ปูด้วยแก้วผลึกทอดยาวไปสู่จุดสูงสุด

“ไปซะ… ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”

นลินพยักหน้าขอบคุณทั้งน้ำตา แล้วรีบพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงของพรานเข้มขึ้น “แข็งใจไว้นะพี่เข้ม… อีกนิดเดียว… เราจะถึงแล้ว”

เข้มยิ้มมุมปากอย่างยากลำบาก ดวงตาเริ่มปิดลง “ข้าบอกแล้ว… ว่าปีกเจ้า… งดงาม…”

แล้วสติของพรานหนุ่มก็ดับวูบไปในอ้อมกอดของกินนรคู่ใจ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments