HomeChapterบทที่ ๑๒ : เงาซ้อนเงาและพันธสัญญาทมิฬ

บทที่ ๑๒ : เงาซ้อนเงาและพันธสัญญาทมิฬ

ณ เรือนไทยโบราณ คุ้มเจ้าพระยาเดชา (โลกมนุษย์)

บรรยากาศในห้องนอนใหญ่ของท่านเจ้าคุณเดชา ผู้ว่าจ้างพรานเข้ม เต็มไปด้วยกลิ่นคาวคลุ้งที่ชวนสะอิดสะเอียนยิ่งกว่ากลิ่นซากศพ แสงเทียนวูบไหวจับภาพเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผนังไม้สักทอง

ร่างผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกของชายชรากำลังนอนแช่อยู่ในอ่างไม้ขนาดใหญ่ หากแต่ของเหลวในอ่างนั้นมิใช่น้ำสมุนไพรธรรมดา แต่มันคือ ‘เลือด’ สีแดงข้นคลั่กที่ส่งกลิ่นคาวรุนแรง ผสมกับว่านยาอาถรรพ์ที่หมอผีประจำตระกูลปรุงขึ้น

“อึก… อ้ากกก…”

เสียงร้องโหยหวนดังลอดไรฟันดำปี๋ของท่านเจ้าคุณ ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นและเน่าเฟะเริ่มมีปฏิกิริยากับเลือดอาถรรพ์ มันส่งเสียงฉ่าราวกับเนื้อย่างบนเตาถ่าน ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ชายชรากลับแสยะยิ้มด้วยความพึงพอใจ

“ท่านเจ้าคุณ…” เสียงแหบต่ำของชายวัยกลางคนผู้นุ่งขาวห่มขาว แต่แววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า เดินเข้ามาในห้อง เขาคือ ‘อาจารย์คง’ จอมขมังเวทย์ผู้เลี้ยงผีปอบ “เลือดเด็กทารกเจ็ดศพที่ท่านให้หามา ช่วยยื้อสังขารท่านได้อีกแค่สามราตรีเท่านั้น… หากพ้นคืนเดือนดับไป ร่างกายท่านจะแตกดับ วิญญาณจะถูกนรกสูบ”

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง นัยน์ตาขุ่นมัวฉายแววอำมหิต “ไอ้พรานเข้ม… มันส่งข่าวมาหรือยัง?”

“ยังเงียบอยู่ขอรับ” อาจารย์คงตอบเรียบๆ “ป่าหิมพานต์กว้างใหญ่ไพศาล เข้าไปแล้วรอดกลับมาได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว”

“ข้ารอไม่ได้!” ชายชราตะคอก มือที่เหลือแต่กระดูกตบขอบอ่างจนเลือดกระเซ็น “ข้าลงทุนจ้างมันไปแลกกับที่ดินบรรพบุรุษ แต่ถ้ามันทำพลาด… ข้าก็เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว”

ท่านเจ้าคุณหันไปมองมุมมืดของห้อง ซึ่งมีหุ่นพยนต์สานด้วยตอกไม้ไผ่ลงอาคมวางเรียงรายอยู่ “กลุ่ม ‘พรานทมิฬ’ จากเมืองเหนือที่ท่านส่งตามหลังไป… พวกมันถึงไหนแล้ว?”

อาจารย์คงยิ้มมุมปาก หยิบหุ่นพยนต์ตัวหนึ่งขึ้นมาบริกรรมคาถา หุ่นตัวนั้นสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะมีเสียงกระซิบแหบพร่าดังออกมาจากตัวหุ่น “พวกมัน… เข้าสู่เขตป่าชั้นในแล้ว… เจอศพคนทรยศของไอ้เข้ม… กำลังตามรอยเลือดไป…”

“ดี…” ท่านเจ้าคุณหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง “ไอ้เข้มมันเก่งแต่มันซื่อ… มันคงไม่รู้ว่าข้าไม่ได้ส่งมันไปแค่ทีมเดียว สั่งพวกพรานทมิฬไป… ถ้าไอ้เข้มได้ดอกไม้มาเมื่อไหร่ ให้ฆ่ามันทิ้งซะ แล้วชิงดอกไม้มา!

ความโลภของมนุษย์ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายใดๆ ในหิมพานต์ สำหรับท่านเจ้าคุณเดชา ชีวิตของพรานป่าก็เป็นเพียงหมากเบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง เพื่อแลกกับความเป็นอมตะของตนเอง


ตัดกลับมาที่ ป่าหิมพานต์ (รอยต่อระหว่างป่าจิตรลดาวันและเขาไกรลาส)

สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชก หอบเอาใบไม้สีแก้วมณีให้ปลิวว่อน ท่ามกลางดงมักกะลีผลที่บัดนี้เงียบสงัด ร่างไร้วิญญาณของ ‘ทอง’ พรานทรยศ นอนแห้งกรังติดอยู่กับซากผลไม้นารีผล ร่างกายถูกดูดกลืนน้ำเลี้ยงจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก สภาพน่าเวทนา

สวบ… สวบ…

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนนับสิบดังขึ้นทำลายความเงียบ พวกเขาแต่งกายด้วยชุดดำรัดกุม สักลายอักขระเต็มใบหน้าและลำตัว พกดาบวงพระจันทร์และหน้าไม้เคลือบยาพิษ

ชายร่างยักษ์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เดินเข้ามาใช้เท้าเขี่ยศพของทองอย่างไม่ไยดี เขาคือ ‘พรานสิงห์’ หัวหน้ากลุ่มพรานทมิฬ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและวิชาไสยเวทย์สายดำ

“พวกมันเพิ่งผ่านไปไม่นาน…” พรานสิงห์ก้มลงดมกลิ่นดิน “กลิ่นเลือด… เลือดของไอ้เข้ม กับกลิ่นหอมประหลาด… กลิ่นกินนร”

“ลูกพี่…” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางชี้ไปที่รอยเท้าขนาดใหญ่บนพื้นหินที่มุ่งหน้าสู่ภูเขา “รอยเท้านี่… มันไม่ใช่คน รอยเสือสมิง”

พรานสิงห์แสยะยิ้มที่มองแล้วชวนขนลุก “ไอ้เข้มมันของจริง… มันยอมใช้วิชาต้องห้ามจนกลายร่าง แสดงว่ามันต้องเจอกับตัวโหดแน่ๆ… แต่นั่นแหละดี ยิ่งมันเจ็บหนักเท่าไหร่ งานของเราก็ยิ่งง่ายขึ้น”

พรานสิงห์ล้วงมือเข้าไปในย่าม หยิบกะโหลกแมวตาเพชรออกมาวางบนฝ่ามือ ปากพึมพำเรียกผีพราย “โอม… พรายกระซิบ จงไปดูลาดเลา… ตามกลิ่นเลือดมันไป อย่าให้มันรู้ตัว”

เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งออกจากกะโหลกแมว หายวูบไปในทิศทางที่เข้มและนลินเพิ่งจากไป

“เตรียมตัวให้พร้อม…” พรานสิงห์สั่งลูกน้อง “เราจะรอให้พวกมันฝ่าด่านผู้เฝ้าสวนเข้าไปเอาดอกไม้มาให้เสร็จสรรพ… แล้วเราค่อย ‘ตลบหลัง’ ชิงของมา ส่วนพวกมัน… ฆ่าให้เหี้ยน อย่าให้เหลือรอดกลับไปทวงสัญญา!”


ตัดกลับมาที่ เส้นทางสู่สระอโนดาต (ปัจจุบัน)

แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ทางเดินที่ปูด้วยแก้วผลึกทอดยาวคดเคี้ยวเลียบหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างคือทะเลหมอกหนาทึบที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง

นลิน กำลังกัดฟันแบกรับน้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของ พรานเข้ม ที่เดินโงนเงนแทบประคองสติไม่อยู่

“อดทนหน่อยนะพี่เข้ม…” นลินกระซิบข้างหู น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าได้กลิ่นน้ำ… กลิ่นดอกบัว… เราใกล้ถึงแล้ว”

เข้มพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมด ร่างกายร้าวระบมราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ พิษจากไฟกาฬพฤกษ์ของพญาครุฑเริ่มกำเริบ ทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนไฟเผาจากข้างใน

“นลิน… ทิ้งข้าไว้…” เข้มพึมพำเสียงแหบแห้ง “เจ้าไปคนเดียวจะเร็วกว่า… ไปเอาดอกไม้… แล้วหนีไป”

“ไม่!” นลินตะคอกกลับทั้งน้ำตา “ข้าไม่ทิ้งท่าน! ถ้าจะรอดก็ต้องรอดด้วยกัน!”

ทันใดนั้น ลมพัดแรงหอบเอากลิ่นหอมเย็นสดชื่นปะทะหน้า พวกเขาพ้นเหลี่ยมหน้าผาออกมาพบกับภาพที่งดงามที่สุดในสามโลก

‘สระอโนดาต’

สระน้ำขนาดมหึมาที่น้ำใสสะอาดดุจกระจกเงา พื้นสระปูด้วยแผ่นหินโมราสีทอง น้ำในสระนิ่งสงบสะท้อนภาพภูเขาทองคำห้าลูกที่รายล้อม (ยอดเขาสุทัศนะ, จิตตะ, กาฬะ, คันธมาทน์, และไกรลาส) ตรงกลางสระมีดอกบัวขนาดยักษ์หลากสีบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลที่ทำให้จิตใจสงบ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘ท่ามกลางกอไผ่สีทองริมสระ’ มีต้นไม้ต้นหนึ่งที่เปล่งแสงเรืองรองออกมา มันคือต้นไม้ขนาดเล็กที่มีดอกเพียงดอกเดียว… ดอกไม้ที่มีกลีบใสเหมือนแก้ว และมีเกสรสีทองคำที่หมุนวนราวกับจักรวาลย่อส่วน

“บุปผาเทวา…”

นลินอุทานเสียงแผ่ว เขาประคองเข้มเดินลงไปที่ริมสระน้ำ ค่อยๆ วางร่างหนาลงบนแท่นหินเรียบ

“พี่เข้ม… ถึงแล้ว… ดูสิ”

แต่พรานเข้มแน่นิ่งไปแล้ว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนน่าใจหาย ผิวกายร้อนดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ชีพจรอ่อนลงทุกวินาที

นลินหันมองซ้ายขวาด้วยความตื่นตระหนก เขาต้องทำอะไรสักอย่าง กินนรหนุ่มวักน้ำทิพย์จากสระขึ้นมา หมายจะป้อนให้เข้มดื่ม แต่ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มแน่นสนิทจากอาการเกร็ง

ไม่มีทางเลือก…

นลินอมน้ำทิพย์ไว้ในปาก รสชาติของมันหวานหอมเย็นซ่านไปทั่วลิ้น เขาโน้มใบหน้าลงไปประกบริมฝีปากกับพรานเข้ม บรรจงถ่ายทอดน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ผ่านเรียวปากสู่ลำคอของคนรัก

หยดแล้ว… หยดเล่า…

ท่ามกลางความเงียบสงบของสระศักดิ์สิทธิ์ และเงามืดของศัตรูที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ นลินไม่รู้เลยว่า การกระทำเพื่อช่วยชีวิตครั้งนี้… จะเป็นการปลุกพลังบางอย่างในตัวพรานเข้มให้ตื่นขึ้นมาในรูปแบบที่เหนือความคาดหมาย

และในขณะเดียวกัน บนยอดเขาไกรลาสเหนือสระอโนดาต สายตาคู่หนึ่งของผู้เฝ้ามองสูงสุดกำลังจับจ้องลงมา… ‘มหาเทพ’ ผู้รอคอยการมาถึงของผู้ถูกเลือก เพื่อทดสอบบทสุดท้ายแห่งชะตากรรม

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments