HomeChapterบทที่ 12: นักล่าเงาและกลิ่นคาวสนิม (The Shadow Hunter and the Scent of Rust)

บทที่ 12: นักล่าเงาและกลิ่นคาวสนิม (The Shadow Hunter and the Scent of Rust)

สตูดิโอคณะสถาปัตย์ฯ ยามตีสาม คือดินแดนสนธยาที่รวบรวมซากศพเดินได้เอาไว้ นิสิตปีหนึ่งนอนตายเกลื่อน (หลับคาโต๊ะ) บ้างก็นอนกอดเสา บ้างก็นอนซุกใต้โต๊ะดราฟต์ สภาพเหมือนผ่านสงครามโลกครั้งที่ 3

ผม… วิน ผู้ซึ่งดื่มกาแฟเซเว่นไปสามกระป๋อง ยังคงตาค้าง ตัดโมเดลบ้านชั้นสองด้วยมือที่สั่นเทา “อีกนิดเดียว… อีกนิดเดียวจะได้กลับไปนอนกอดหมอนข้าง…” (หมายถึงหมอนข้างจริงๆ ไม่ใช่รูมเมทหน้าหล่อคนนั้นนะ อย่าเข้าใจผิด)

ครืด… เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้นที่มุมห้อง ผมเงยหน้ามอง… ไม่มีใคร เพื่อนๆ หลับกันหมด เจก็นอนน้ำลายยืดอยู่ข้างๆ

“ลมมั้ง…” ผมปลอบใจตัวเอง ก้มหน้าตัดกระดาษต่อ

ฟุดฟิด… ฟุดฟิด… เสียงสูดดมกลิ่นดังขึ้นใกล้หูผม… ใกล้มากจนขนลุกซู่ กลิ่นเหม็นสาบสางรุนแรงโชยมาแตะจมูก ไม่ใช่กลิ่นขยะ ไม่ใช่กลิ่นตัวเจ แต่มันคือ กลิ่นสนิม กลิ่นเหมือนเลือดเก่าๆ ที่แห้งกรัง

ด้ายแดงที่ข้อมือขวาของผม… ร้อนวาบขึ้นมาเหมือนถูกไฟจี้!

“ระวัง!”

เสียงกาลดังขึ้นในหัว (โทรจิต?) แต่ไม่ทันแล้ว! เงาสีดำทมิฬที่ทอดตัวยาวอยู่บนพื้น จู่ๆ ก็ ‘นูน’ ขึ้นมาเป็นรูปร่าง มันก่อตัวเป็นสุนัขสีดำขนาดยักษ์ สูงท่วมหัว ดวงตาสีแดงฉานเหมือนถ่านไฟ ไม่มีปาก มีแต่เขี้ยวแหลมคมที่งอกออกมาจากความว่างเปล่า

“เชี่ย!!!!” ผมตะโกนลั่น ถีบโต๊ะดราฟต์จนล้มระเนระนาด เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นกระโจนใส่ผม! กรงเล็บของมันตวัดผ่านหน้าผมไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่มันกลับไปโดนโมเดลบ้านที่ผมอดหลับอดนอนทำมา 3 วัน…

แคว่ก! โมเดลบ้านไม้ไอติมของผม… แตกกระจายกลายเป็นผุยผง แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ… เศษไม้เหล่านั้น มัน ‘เก่า’ ลงทันตาเห็น จากไม้สีขาว กลายเป็นไม้ผุพัง สีดำคล้ำ เหมือนผ่านกาลเวลามาเป็นร้อยปีภายในเสี้ยววินาที

“มันกินเวลา…” ผมตระหนักได้ทันที ถ้าโดนมันข่วน… ผมคงแก่ตาย หรือไม่ก็ร่างกายเน่าเปื่อยทันทีแน่!

“ช่วยด้วยยยย! ใครก็ได้!” ผมวิ่งหนีสุดชีวิต แต่เพื่อนๆ ในห้องกลับไม่มีใครตื่นเลย! “เจ! ตื่นสิวะ! ปีศาจบุก!” ผมเขย่าตัวเจ แต่เจกลับนอนนิ่งเหมือนศพ… ไม่ใช่แค่เจ ทุกคนในห้องเหมือนถูก ‘หยุดเวลา’ เอาไว้

เจ้าหมาปีศาจแสยะยิ้ม (ถ้ามันมีปาก) แล้วค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาต้อนผมจนมุมติดหน้าต่างกระจก มันอ้าปากกว้าง เตรียมจะกลืนกินเวลาชีวิตของผม

เพล้ง!!!

กระจกหน้าต่างบานยักษ์แตกกระจาย! เศษกระจกร่วงกราวลงมาพร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดสีดำสนิท ผ้าคลุม (ที่น่าจะเป็นผ้าปูที่นอนสีดำที่เขาขโมยมาจากห้อง) สะบัดพลิ้วไหวท่ามกลางแสงจันทร์

“บังอาจ…”

น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนอากาศในห้องจับตัวเป็นน้ำแข็ง กาลยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าผม ในมือถือ “ร่มสีดำ” คันใหญ่ (ร่มกันยูวีลายลูกไม้ของป้าแม่บ้าน) แต่ในเงาที่ทอดลงพื้น… ร่มคันนั้นกลับทอดเงาเป็นรูป “เคียวมรณะ” ขนาดมหึมา!

เจ้าหมาปีศาจชะงัก ขู่คำรามในลำคอ กาลสะบัดร่มหนึ่งครั้ง ฟึ่บ! คลื่นพลังสีดำพุ่งออกจากปลายร่ม กระแทกเจ้าสัตว์ร้ายจนกระเด็นไปชนผนังตึกทะลุออกไปข้างนอก

“กาล!” ผมแทบจะกระโดดกอดขาเขา “มาช้าชิบเป๋ง! โมเดลผมพังหมดแล้ว!”

“ห่วงชีวิตตัวเองก่อนไหมเจ้าโง่!” กาลหันมาดุ “อยู่นี่! ห้ามออกไปไหน!”

กาลกระโดดตามเจ้าสัตว์ประหลาดออกไปนอกระเบียง ผมรีบวิ่งไปเกาะขอบหน้าต่างดู (ความเสือกยังคงทำงานดีเยี่ยม)

ที่ลานสนามหญ้าหน้าตึก เจ้าหมาปีศาจขยายร่างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มันคำรามเสียงดังจนกระจกตึกสั่นสะเทือน กาลยืนประจันหน้ากับมัน ดูตัวเล็กจ้อยไปถนัดตา

“เจ้าคือ ‘สุนัขล่าเนื้อแห่งกาลเวลา’ สินะ…” กาลเอ่ยถาม “ใครส่งแกมา?”

เจ้าสัตว์ร้ายไม่ตอบ มันพุ่งเข้าใส่กาลด้วยความเร็วแสง กาลกางร่มรับ… ไม่สิ เขาใช้ร่มฟาดฟันราวกับเป็นดาบ ทุกครั้งที่ร่มปะทะกับกรงเล็บ จะเกิดประกายไฟสีฟ้าแตกกระจายสวยงามราวกับดอกไม้ไฟ

“ตายซะ!” กาลหมุนตัวเตะเข้าที่ก้านคอของมัน แล้วใช้ด้ามร่มแทงสวนเข้าไปที่กลางอก ฉึก! เสียงเหมือนแทงลูกโป่งน้ำ ร่างของสุนัขปีศาจระเบิดออก! กลายเป็นควันสีดำพวยพุ่ง

แต่… ควันเหล่านั้นไม่ได้สลายไป มันกลับหมุนวน แล้วพุ่งตรงมาทางระเบียงที่ผมยืนอยู่!

“วิน! หลบ!” กาลตะโกนสุดเสียง

ผมยืนขาตาย… ควันดำพวกนั้นพุ่งเข้ามาจะมุดเข้าจมูกผม วูบ! แสงสีแดงจากด้ายที่ข้อมือสว่างจ้าขึ้น สร้างเกราะกำบังผลักดันควันดำออกไป แต่แรงกระแทกทำให้ผมกระเด็นหงายหลัง หัวไปกระแทกกับขอบประตู

“โอ๊ย…” ผมมึนงง… โลกหมุนติ้ว ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ กาลปีนกลับเข้ามาที่ระเบียง เขาทิ้งร่ม (ที่พังยับเยิน) แล้ววิ่งเข้ามาประคองผม

“วิน… วิน…” เสียงเขาดูร้อนรน “อย่าหลับนะ… ห้ามหลับ…”

ความมืดมิด… ในความฝัน ผมเห็นชายคนหนึ่ง ชายหนุ่มใส่ชุดกาวน์สีขาว ยืนหันหลังให้ผม ในมือของเขาถือ “นาฬิกาทราย” ที่มีเลือดสีแดงไหลแทนเม็ดทราย

เขาหันมามองผม… ใบหน้าของเขาคือ หมอศิวะ แต่ดวงตาของเขาข้างหนึ่ง… กลวงโบ๋ และมีเข็มนาฬิกาหมุนติ้วอยู่ในเบ้าตานั้น

“เวลาของเธอ… ช่างหอมหวานเหลือเกิน ธาวิน” “เพื่อนของเธอปกป้องเธอไม่ได้ตลอดไปหรอก…” “เพราะเขาก็เป็นแค่… ยมทูตตกกระป๋องที่กำลังจะหมดอายุขัย”

เฮือก! ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงห้องพยาบาล (อีกแล้ว) เหงื่อท่วมตัว หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองเพล

“ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น หมอศิวะ… ตัวจริงเสียงจริง ยืนยิ้มอบอุ่นอยู่ข้างเตียง ในมือถือแฟ้มประวัติคนไข้

“พี่หมอ…” ผมเรียกเสียงแหบ

“เราเป็นลมไปที่ห้องสตูดิโอน่ะ เพื่อนๆ พามาส่ง” ศิวะพูดเสียงนุ่ม “ทำงานหนักไปหรือเปล่าครับ? ความดันตกวูบเลยนะ”

ผมมองไปรอบๆ… ไม่เห็นกาล “แล้ว… เพื่อนผมล่ะครับ? คนที่ตัวสูงๆ หน้าดุๆ”

“อ๋อ… เขาออกไปคุยโทรศัพท์ครับ” ศิวะขยับแว่น “แต่น่าแปลกนะ… ตอนเขาอุ้มเรามาส่ง…” ศิวะโน้มหน้าลงมาใกล้ผม จนผมได้กลิ่นน้ำหอม… กลิ่นเดียวกับในฝัน กลิ่นดอกไม้เน่า

“หมอได้กลิ่น… ‘ไหม้’ มาจากตัวเขา” ศิวะแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาหลังกรอบแว่นวาวโรจน์ “เหมือนกับว่า… วิญญาณของเขากำลังถูกเผาไหม้ เพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง”

ประตูดัง ปัง! กาลเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าถมึงทึง เขาเดินแทรกกลางระหว่างผมกับศิวะทันที

“ขอบคุณที่ดูแล… คุณหมอ” กาลเน้นเสียงคำว่า ‘หมอ’ อย่างกระแทกกระทั้น “แต่ตอนนี้คนไข้ต้องการพักผ่อน… เป็นการส่วนตัว

ศิวะหัวเราะในลำคอ “ครับ… งั้นหมอไม่กวนแล้ว” เขาเดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะออกไป เขาหันมามองกาล แล้วขยับปากแบบไม่มีเสียง ผมอ่านปากได้ว่า… ‘เจอกัน… เร็วๆ นี้’

กาลกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาหันมาหาผม สำรวจตามร่างกายผมด้วยความเป็นห่วง “เจ็บตรงไหนไหม? มันทำอะไรเจ้าหรือเปล่า?”

“ผมไม่เป็นไร…” ผมจับมือเขาที่สั่นเทา “แต่นาย… โอเคไหม? หมอบอกว่า…”

“อย่าไปฟังมัน” กาลตัดบท เขานั่งลงข้างเตียง ท่าทางดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดเซียว และที่มุมปากมีรอยเลือดจางๆ ที่เช็ดไม่หมด

“กาล…” ผมถามเสียงเครียด “เมื่อกี้… นายสู้กับหมาตัวนั้น แล้วนายบาดเจ็บใช่ไหม? ไม่ใช่เจ็บกาย… แต่เจ็บข้างใน?”

กาลนิ่งเงียบ… หลบสายตา “การใช้พลังยมทูตในร่างมนุษย์… มีราคาที่ต้องจ่าย”

“ราคาอะไร?”

“อายุขัยของร่างนี้…” กาลตอบเสียงเบาหวิว “ทุกครั้งที่ข้าใช้พลัง… เวลาของร่างมนุษย์นี้จะลดลง… และเมื่อมันหมดลง ข้าจะต้องกลับปรโลก… และอาจจะกลับมาที่นี่ไม่ได้อีก”

ผมชาไปทั้งตัว นั่นหมายความว่า… ยิ่งเขาปกป้องผม… เขาก็ยิ่งหายไปจากผมเร็วขึ้นงั้นเหรอ?

“งั้นนายไม่ต้องใช้แล้ว!” ผมตะโกน น้ำตาคลอ “ช่างหัวปีศาจสิ! ผมดูแลตัวเองได้! ผมไม่อยากให้นายหายไป!”

“ข้าทำไม่ได้…” กาลเงยหน้ามองผม แววตามั่นคง “เพราะสำหรับข้า… การมีชีวิตอยู่โดยไม่มีเจ้า… มันทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก วิน”

ผมนิ่งอึ้ง… คำสารภาพรักฉบับยมทูต ที่ทำเอาหัวใจคนฟังแทบหยุดเต้น

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted