ณ หุบเขาเมฆา (ทิศตะวันตกของเขาไกรลาส – เส้นทางลับที่คนทั่วไปไม่รู้)
ท่ามกลางทะเลหมอกที่หนาทึบจนมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีเมืองขนาดใหญ่เมืองหนึ่งซ่อนตัวอยู่ สิ่งก่อสร้างในเมืองนี้มิได้สร้างจากไม้หรือหินธรรมดา แต่สร้างจากโลหะสำริดและทองเหลืองที่สลักลวดลายไทยวิจิตรบรรจง เฟืองยักษ์ขนาดมหึมาหมุนขบกันส่งเสียงดังกึกก้องแผ่วเบาไปทั่วเมือง ท่อส่งไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาตามซอกตึก ราวกับเมืองนี้มีลมหายใจ
นี่คือ ‘นครมัตตรา’ เมืองแห่งผู้ใช้อาคมควบคุมวัตถุ ที่ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกมานับพันปี
ในท้องพระโรงทองเหลือง
‘พญาจันทรคราส’ เจ้าเมืองผู้มีใบหน้าซีกซ้ายเป็นเนื้อหนังมนุษย์ แต่ซีกขวาถูกแทนที่ด้วยหน้ากากทองคำและกลไกจักรกล นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เชื่อมต่อกับท่อลำเลียงพลังงาน ร่างกายของพระองค์ดูอ่อนแอและโรยรา เสียงไอโขลกดังก้อง
“เวลาของข้า… เหลืออีกไม่มากแล้วใช่ไหม… ท่านโหร” พญาจันทรคราสเอ่ยถามเสียงแหบพร่า ดวงตาข้างที่เป็นมนุษย์ฉายแววหวาดกลัวความตาย
เบื้องล่างบัลลังก์ ชายร่างสูงในชุดคลุมสีม่วงเข้มยืนสงบนิ่ง เขาคือ ‘โหรวิษณุ’ พ่อมดเอกและนักเล่นแร่แปรธาตุผู้ทะเยอทะยาน ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงความเย็นชา มือถือไม้เท้าที่มีหัวเป็นกะโหลกแก้วซึ่งภายในมีฟันเฟืองหมุนวนอยู่
“พระอาญามิพ้นเกล้า…” โหรวิษณุเอ่ยเสียงทุ้ม “หัวใจกลไกของฝ่าบาทกำลังเสื่อมสภาพ พลังวิญญาณที่ใช้หล่อเลี้ยงเมืองนี้ก็ใกล้จะมอดดับ… มีเพียงสิ่งเดียวที่จะชุบชีวิตฝ่าบาทและนครมัตตราให้กลับมารุ่งโรจน์ได้”
“บุปผาเทวา…” เจ้าเมืองพึมพำ
“ถูกต้องพะย่ะค่ะ” โหรวิษณุแสยะยิ้ม “และบัดนี้… นิมิตในกะโหลกแก้วของข้าแจ้งว่า ‘กุญแจ’ ที่จะไขเอาดอกไม้นั้นมา ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วที่สระอโนดาต… กินนรสายเลือดนิลพัท และมนุษย์ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า”
“ส่งกองทัพหุ่นพยนต์ไป…” เจ้าเมืองสั่งเสียงสั่น “เอาตัวพวกมันมา! เอาเลือดของกินนรมาปลุกเสกดอกไม้ แล้วข้าจะเป็นอมตะ!”
ณ ระเบียงลับเหนือท้องพระโรง
เงาร่างเล็กๆ ของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งแอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ เขาคือ ‘เจ้าชายคีรี’ โอรสองค์เดียวของพญาจันทรคราส เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ปี ผู้มีดวงตาสุกใสและจิตใจที่รักความยุติธรรม เขาเกลียดชังการใช้อาคมมืดและการสร้างหุ่นพยนต์ที่ต้องกักขังวิญญาณสัตว์ป่ามาเป็นพลังงาน
คีรีได้ยินแผนการชั่วร้ายทั้งหมด เขาไม่อาจปล่อยให้พ่อของเขาทำบาปมหันต์ และไม่อาจปล่อยให้เมืองนี้ล่มสลายเพราะความบ้าคลั่งของโหรวิษณุ
“ข้าต้องไปเตือนพวกเขา…” เจ้าชายหนุ่มกระซิบกับตัวเอง
คีรีรีบวิ่งกลับไปที่ห้องทดลองส่วนตัว เขาหยิบเป้สัมภาระที่บรรจุเครื่องมือช่างและสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ ใส่หลัง ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่ ‘ปักษาวายุ’ หุ่นยนต์นกยักษ์ที่เขาสร้างขึ้นเองจากเศษเหล็กและไม้
“ไปกันเถอะเจ้าวายุ… ไปที่สระอโนดาต ก่อนที่กองทัพจักรกลของท่านพ่อจะไปถึง!”
ตัดกลับมาที่ สระอโนดาต (ปัจจุบัน)
ความรู้สึกเย็นวาบซึมผ่านริมฝีปากของพรานเข้ม ไหลลงสู่ลำคอและแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความร้อนดั่งไฟนรกที่แผดเผาอวัยวะภายในค่อยๆ มอดดับลงราวกับมีน้ำทิพย์มาชโลมใจ
เข้มค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าสวยหวานของนลินที่อยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น หยดน้ำใสๆ ยังเกาะพราวอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มของกินนรหนุ่ม
“นลิน…” เข้มเรียกเสียงแผ่ว
นลินสะดุ้ง ผละใบหน้าออกทันที ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู เขารีบเช็ดปากตัวเองแก้เขิน “ท่าน… ฟื้นแล้วหรือ? ข้า… ข้าแค่ป้อนน้ำทิพย์ให้ท่าน มันไม่มีวิธีอื่น…”
เข้มพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง รู้สึกถึงพละกำลังที่กลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ บาดแผลภายนอกเริ่มสมานตัวจนเหลือเพียงรอยจางๆ แต่สิ่งที่แปลกไปคือ เขารู้สึกถึง ‘พลังงานบางอย่าง’ ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด… พลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจกว่าอาคมใดๆ ที่เขาเคยเรียนมา
“ขอบใจเจ้ามาก…” เข้มมองตานลินสื่อความหมายลึกซึ้ง “เจ้าช่วยชีวิตข้าอีกแล้ว”
“อย่าเพิ่งพูดมากเลย” นลินหลบสายตา ชี้มือไปที่กลางสระ “ดูนั่น… บุปผาเทวา”
เข้มหันไปมอง ต้นไม้แก้วที่มีดอกไม้ดอกเดียวส่องสว่างอยู่ท่ามกลางสระน้ำ มันดูสงบนิ่งและเชื้อเชิญ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูสูงส่งจนไม่กล้าแตะต้อง
“เราต้องไปเด็ดมันมา” เข้มกล่าว “แต่ข้ายังจำคำแม่เฒ่าได้… เรื่องสิ่งแลกเปลี่ยน”
ทั้งสองลุกขึ้น เดินไปหยุดอยู่ที่ริมตลิ่ง ทันใดนั้น ผิวน้ำในสระก็กระเพื่อมไหว หมอกสีขาวก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของชายชราหนวดยาวเฟื้อยในชุดขาว ผู้มีใบหน้าเมตตาแต่แฝงความเด็ดขาด
‘พระฤาษีกไลโกฏิ’ ผู้เฝ้าสวนเทวะ (ผู้เฝ้าสวนคนสุดท้าย)
“หยุดก่อน… มนุษย์และกินนร” เสียงของพระฤาษีกังวานก้องในจิต “พวกเจ้าฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย ข้าขอชื่นชมในความกล้าหาญ… แต่จงตอบคำถามข้าก่อนที่จะก้าวเท้าลงน้ำ”
พระฤาษีจ้องมองเข้ม “เจ้าต้องการดอกไม้นี้ไปเพื่ออะไร? เพื่อรักษา… หรือเพื่อครอบครอง?”
“เพื่อรักษานายจ้างของข้า ขอรับ” เข้มตอบเสียงหนักแน่น
“แม้รู้ว่าต้องแลกด้วยชีวิต?” พระฤาษีย้อนถาม
“ข้า…” เข้มลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ข้าจะไม่แลกชีวิตใคร ข้าจะขอร้องท่าน… มีหนทางอื่นหรือไม่? ข้ายินดีบำเพ็ญเพียรแลก หรือทำภารกิจใดๆ ก็ได้ เพื่อแลกกับยาวิเศษนี้ โดยไม่ต้องสังเวยชีวิต”
พระฤาษียิ้มมุมปาก “จิตใจเจ้าน่านับถือ… แต่กฎแห่งกรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ชีวิตแลกชีวิต คือกฎของบุปผาเทวา… เว้นเสียแต่ว่า…”
“เว้นแต่ว่าอะไรขอรับ?” นลินถามสวนขึ้นมา
“เว้นแต่ว่า… เจ้าจะสามารถนำ ‘หัวใจแห่งจักรกล’ จากนครมัตตรา มาแลกเปลี่ยนแทนได้”
“นครมัตตรา?” เข้มและนลินทวนคำพร้อมกัน
“เมืองแห่งคนบาปที่พยายามฝืนกฎธรรมชาติด้วยเครื่องจักร” พระฤาษีชี้ไม้เท้าไปทางทิศตะวันตก “ที่นั่นมีพลังชีวิตสังเคราะห์ที่มากพอจะทดแทนชีวิตมนุษย์ได้ หากเจ้านำมันมาให้ข้า ข้าจะมอบเกสรบุปผาเทวาให้เจ้าโดยไม่ต้องฆ่าใคร”
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตัดสินใจ เสียงเครื่องยนต์ประหลาดก็ดังกระหึ่มมาจากฟากฟ้า
หวีดดดด!!
เงาดำขนาดใหญ่พุ่งแหวกม่านเมฆลงมา มันคือนกยักษ์ที่สร้างจากโลหะ ขี่โดยเด็กหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนก
ตึง!
นกโลหะร่อนลงจอดกระแทกพื้นหินอย่างแรง เด็กหนุ่มกระโดดลงมา กลิ้งตัวหลบลูกธนูไฟที่พุ่งตามหลังมาติดๆ
“หนีไป! พวกเจ้าต้องหนีไป!” เด็กหนุ่มตะโกนลั่น “กองทัพหุ่นพยนต์กำลังมา!”
เข้มรีบชักมีดหมอออกมาบังหน้านลินและเด็กหนุ่มแปลกหน้า “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าชื่อ คีรี” เจ้าชายหนุ่มหอบหายใจ “ข้ามาจากนครมัตตรา… พ่อข้ากำลังส่งกองทัพมาจับตัวพวกเจ้า!”
สิ้นเสียงคำเตือน ท้องฟ้าทิศตะวันตกก็มืดครึ้มไปด้วยฝูง ‘แมลงปอเหล็ก’ และ ‘ยักษ์หุ่นพยนต์’ ที่บินว่อนเต็มท้องฟ้า เสียงเฟืองหมุนและเสียงไอน้ำดังระงมไปทั่วสระอโนดาต
ภารกิจที่คิดว่าจบสิ้นแล้ว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใ



