HomeChapterบทที่ 15: เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ (The Parallel Lines That Never Meet)

บทที่ 15: เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ (The Parallel Lines That Never Meet)

ความเงียบ… คือเสียงที่ดังที่สุดในโลก ผมเพิ่งเข้าใจความหมายของประโยคนี้ ก็ในเช้าวันที่ตื่นมาแล้วพบว่า… โลกทั้งใบของผมหายไป

แสงแดดอ่อนๆ ส่องเข้ามาในห้อง 404 เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ “ความเย็น” ที่คุ้นเคย… มันหายไป เตียงชั้นบนว่างเปล่า ผ้าห่มพับเก็บเรียบร้อยเป็นระเบียบจนน่าใจหาย ไม่มีกลิ่นกาแฟดำขมๆ ไม่มีเสียงเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่มีเงาร่างสูงโปร่งในชุดสีดำที่ชอบยืนเก๊กหล่ออยู่ริมหน้าต่าง

“กาล?” ผมเรียกชื่อเขา… เสียงของผมสะท้อนกลับมาในห้องที่ดูว่างเปล่ากว่าปกติ “ไปซื้อข้าวเหรอ? หรือไปห้องน้ำ?”

ผมลุกจากเตียง เดินไปดูที่โต๊ะเขียนหนังสือของเขา ไม่มี… ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ของเขาเหลืออยู่เลยสักชิ้น ตุ๊กตายมทูตจิ๋วที่ผมคีบให้… หายไป แก้วกาแฟ… หายไป แม้แต่รอยชอล์กที่เขาเคยขีดแบ่งเขตห้องในวันแรก… ก็ถูกลบจนสะอาดเอี่ยม

หัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าเกาะกุมหัวใจ “ไม่นะ… ไม่จริงใช่ไหม…”

ผมวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้า ว่างเปล่า

ผมวิ่งไปดูในห้องน้ำ ว่างเปล่า

“กาล! ออกมานะเว้ย! ไม่ตลกนะ! เล่นซ่อนแอบเหรอ!” ผมตะโกนลั่นห้อง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า มือไม้สั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก …เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…

แน่นอนสิ… เบอร์ยมทูตจะไปติดได้ยังไง

ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง พิงเตียงอย่างคนหมดแรง สายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างวางอยู่บนหมอนของผม มันคือ สร้อยคอเงินที่มีจี้รูปนาฬิกาทราย ขนาดเล็ก ข้างในนาฬิกาทราย… ไม่ใช่ทรายสีทอง แต่เป็น เถ้าสีเงิน ที่ส่องแสงระยิบระยับ

ใต้สร้อยคอนั้น มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ วางอยู่ ลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลัง เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท

ถึง วิน,

ขอโทษที่ต้องไปโดยไม่บอกลา การคงอยู่ของข้า นำพาอันตรายมาสู่เจ้าและคนที่เจ้ารัก พลังของข้าถดถอยลงจนไม่สามารถปกป้องใครได้อีก หากข้ายังฝืนอยู่ต่อ… คนที่จะตายคนต่อไปอาจจะเป็นเจ้า

ข้าขอคืนเวลาทั้งหมดให้เจ้า… จงใช้มันให้คุ้มค่า มีความสุข ยิ้มให้เยอะๆ และลืมเรื่องราวของยมทูตตนนี้ไปซะ คิดเสียว่า… ข้าเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง

สร้อยเส้นนี้จะคุ้มครองเจ้าจากภูตผี… เก็บมันไว้

ลาก่อน… – กาล –

“ลาก่อนบ้านนายสิ!” ผมขยำกระดาษโน้ตในมือจนยับยู่ยี่ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม “ใครใช้ให้ไป! ใครอนุญาตให้ไป! ไอ้คนเห็นแก่ตัว! ไอ้คนขี้ขลาด!”

ผมกำสร้อยนาฬิกาทรายไว้แน่น แล้ววิ่งออกจากห้องทั้งชุดนอน ผมวิ่ง… วิ่งไปทั่วคณะสถาปัตย์ฯ ไปที่โรงอาหาร… ไม่เจอ ไปที่ห้องสตูดิโอ… ไม่เจอ ไปที่ลานเกียร์… ที่ที่เราเจอกันครั้งแรก

“กาล!!!!” ผมตะโกนสุดเสียงกลางลานเกียร์ ท่ามกลางสายตาของรุ่นน้องปี 1 ที่มองมาอย่างตกใจ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ… มีเพียงลมร้อนๆ ที่พัดผ่านใบหน้า

ผมวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกคณะ… จุดที่เขาชอบไปยืนเก๊ก ประตูเหล็กเปิดอ้าอยู่ ผมมีความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง รีบผลักประตูออกไป

“นาย…”

ความว่างเปล่า… มีเพียงท้องฟ้าสีคราม และนกพิราบที่บินผ่านไป เขาทิ้งผมไปแล้วจริงๆ…

ผมเดินโซเซไปเกาะราวระเบียง มองลงไปข้างล่าง ความเจ็บปวดที่อกข้างซ้ายมันรุนแรงจนหายใจไม่ออก เหมือนมีใครมากระชากหัวใจออกไป นี่สินะ… อาการใจสลาย

ผมยกข้อมือขวาขึ้นมาดู ด้ายแดง ยังคงผูกอยู่ที่ข้อมือผม มันยังคงสีสด… แต่มันไม่เรืองแสง ไม่มีความอุ่นวาบเหมือนเคย มันนิ่งสนิท… เหมือนเจ้าของปลายด้ายอีกฝั่ง ได้ตัดขาดการเชื่อมต่อไปแล้ว

“นายบอกว่าจะอยู่กับผม…” ผมสะอื้น ฮึกฮักเหมือนเด็กหลงทาง “นายสัญญากับผมแล้วนะ… นายโกหก! ยมทูตโกหก!”

ผมทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนดาดฟ้า ปล่อยให้แดดเผาผิว ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมาน วินาทีที่ไม่มีเขา… มันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์

ในขณะเดียวกัน… บนยอดตึกตระหง่านฝั่งตรงข้าม

ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท ยืนมองภาพเด็กหนุ่มที่ร้องไห้อยู่บนดาดฟ้าตึกคณะ ผมสีดำขลับของเขา… บัดนี้กลายเป็น สีขาวโพลน ทั้งศีรษะ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก เลือดสีดำไหลซึมออกมาจากจมูกหยดลงบนพื้น

กาลยกมือขึ้นทาบกระจก… ตรงตำแหน่งที่วินนั่งอยู่ไกลๆ แววตาของยมทูตผู้เย็นชา เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

“ขอโทษ…” กาลกระซิบเสียงแหบพร่า “ข้าไม่ได้โกหก… ข้ายังอยู่กับเจ้าเสมอ” “แต่ข้า… อยู่ใกล้กว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ตุบ! กาลทรุดลงข้างกำแพงตึก เรี่ยวแรงมหาศาลที่เคยมี หายไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเขาเริ่มมีรอยร้าวเหมือนกระเบื้องแตก แสงสีทองรั่วไหลออกมาตามรอยแตกนั้น สัญญาณเตือนว่า… ร่างกายเนื้อนี้กำลังจะพังทลาย

“เวลาของข้า… เหลืออีกไม่มาก” กาลมองด้ายแดงที่ข้อมือตัวเอง… ปลายด้ายขาดสะบั้น (เขาเป็นคนตัดมันเองทางจิต เพื่อไม่ให้ศิวะตามรอยวินได้) “ข้าต้องรีบ… จัดการไอ้ปีศาจนั่น… ก่อนที่ร่างนี้จะสลายไป”

กาลกัดฟันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเดินโซซัดโซเซหายเข้าไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดสีดำ… และความรักที่ยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลา

1 สัปดาห์ผ่านไป

ชีวิตของผมกลายเป็นหุ่นยนต์ ตื่นนอน… เรียน… ทำงาน… นอน ผมไม่พูดกับใคร ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ เพื่อนๆ พยายามเข้ามาคุย เจกับมินนี่ (ที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วอย่างปาฏิหาริย์) พยายามชวนไปกินหมูกระทะ แต่ผมปฏิเสธหมด… เพราะหมูกระทะ ทำให้ผมนึกถึงเขา

“วิน… แกจะซึมแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย” เจเขย่าไหล่ผมในห้องเลคเชอร์ “กาลแกย้ายออกไปเฉยๆ เขาอาจจะมีธุระ…”

“เลิกพูดชื่อเขาเถอะ” ผมพูดเสียงเรียบ “คนคนนั้น… ตายไปแล้วสำหรับกู”

ผมพูดโกหก… ในใจผมยังคงรอ… ทุกครั้งที่ประตูห้องเปิด ผมยังหวังให้เป็นเขา ทุกครั้งที่เห็นคนใส่ชุดดำ ผมยังเผลอหันไปมอง

เย็นวันศุกร์ ผมเดินกลับหอพักคนเดียว ผ่านสนามบาสเกตบอล ที่นั่น… มีกลุ่มนักศึกษากำลังมุงดูอะไรบางอย่าง

“เฮ้ย! หล่อว่ะ! เดือนคณะแพทย์คนใหม่นี่หว่า!” “พี่หมอศิวะเวอร์ชั่นหนุ่มน้อยชัดๆ!”

ผมชะงัก… ชื่อนั้นทำให้ผมสนใจ ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

กลางวงล้อม… มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสูง หล่อ ผิวขาวจัด ใส่แว่นตา เขากำลังแจกใบปลิวชมรม “อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย”

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม รอยยิ้มมุมปากที่คุ้นเคย… แววตาที่ซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ ไม่ใช่หมอศิวะ… แต่เป็นเด็กปี 1 รุ่นเดียวกับผม ที่หน้าตาเหมือนศิวะราวกับแกะ! หรือนี่คือร่างโคลน? หรือลูกสมุน?

เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาหาผม ยื่นใบปลิวให้ “สนใจเข้าร่วมชมรมไหมครับ? เราต้องการคนที่มีประสบการณ์… เกี่ยวกับความตาย”

ผมรับใบปลิวมาดู… ตัวอักษรบนกระดาษไม่ได้เขียนรายละเอียดชมรม แต่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า

อยากเจอ ‘ยมทูต’ ของนายไหม? มาหาฉันสิ… ที่ตึกร้างหลังมอ คืนนี้เที่ยงคืน ถ้ามาช้า… เขาอาจจะสลายไปก่อนนะ

ผมเงยหน้ามอง… ชายคนนั้นหายไปแล้วราวกับภูตผี ผมกำใบปลิวแน่น… หัวใจที่เหี่ยวเฉา กลับมาเต้นแรงด้วยความโกรธและความหวัง

“ได้…” ผมกัดฟัน “ถ้าจะเล่นเกมนี้… กูจะเล่นให้จบ”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments