รถกระบะแล่นเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน แสงไฟนีออนของเมืองหลวงสาดส่องเข้ามาในรถ แต่กลับไม่สามารถขับไล่ความหมองหม่นที่ปกคลุมบรรยากาศภายในห้องโดยสารได้
กานต์ นั่งเงียบมาตลอดทาง ร่างกายของเขาดูโปร่งแสงและจางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผิวขาวซีดเริ่มมีรอยร้าวเหมือนแก้วที่ใกล้แตก ซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้พลังเกินขีดจำกัดและการอยู่ใกล้ กริชเขี้ยวหนุมาน นานเกินไป
ริว เลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของคอนโดร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่เงียบสงบและปลอดภัยพอที่จะพักหายใจก่อนบุกรังมาดาม ริวดับเครื่องยนต์ แล้วหันมามองคนรักด้วยความเป็นห่วง
“นายไหวไหม? ตัวนายซีดมากเลย” ริวเอื้อมมือไปแตะแก้มกานต์… มือของเขาทะลุผ่านแก้มกานต์ไปเล็กน้อยก่อนจะสัมผัสโดนเนื้อเย็นๆ
กานต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะจับมือริวไว้แน่น บังคับให้สัมผัสที่จับต้องได้กลับคืนมา “ผมไม่เป็นไร… แค่พลังงานเหลือน้อย” กานต์ฝืนยิ้ม “ริว… เราต้องคุยกัน”
น้ำเสียงจริงจังของกานต์ทำให้ใจของริวกระตุกวูบ “คุยอะไร? เรื่องแผนบุกเหรอ?”
“เรื่อง… จุดจบ ของเรื่องนี้”
กานต์มองออกไปที่แม่น้ำสีดำทมิฬที่ไหลเอื่อย “คุณจำที่มาดามบอกได้ไหม? ว่าถ้าไขกุญแจโดยไม่มีกริช โหลจะระเบิดและวิญญาณจะสลาย”
“จำได้สิ” ริวพยักหน้า หยิบกริชในปลอกหนังออกมา “แต่ตอนนี้เรามีกริชแล้วนี่นา เราจะตัดพันธะสัญญา พี่ก็จะหลุดพ้น แล้วเราก็…” ริวชะงักเมื่อเห็นแววตาที่เจ็บปวดของกานต์
“แล้วเราก็… จะได้อยู่ด้วยกันใช่ไหม?” ริวถามเสียงแผ่ว
กานต์ส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากดวงตาที่แดงช้ำ “กริชเขี้ยวหนุมาน… มันไม่ได้แค่ทำลายสัญญา แต่มันมีอำนาจ ‘ตัดกรรม’” กานต์อธิบายเสียงสั่น “วิญญาณที่ถูกตัดกรรม… จะไม่สามารถคงสภาพอยู่ในโลกมนุษย์ได้อีกต่อไป”
“หมายความว่า…” ริวหน้าซีดเผือด มือไม้เย็นเฉียบ
“ทันทีที่คุณแทงกริชลงไปที่โหลวิญญาณของผม… พันธนาการจะขาดสะบั้น มาดามจะควบคุมผมไม่ได้อีก แต่…” กานต์กลืนก้อนสะอื้น “ผมก็จะหายไปทันที… หายไปจากโลกนี้ ไม่สามารถอยู่เคียงข้างคุณได้อีก ไม่ว่าในฐานะผีหรืออะไรก็ตาม”
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจริว เขาดิ้นรนแทบตาย เสี่ยงชีวิตไปบุกดงปอบ ฝ่าดงกระสุน เพียงเพื่อจะมารู้ว่า… ปลายทางคือการจากลาอยู่ดี
“ไม่เอา…” ริวเริ่มร้องไห้ เขย่าแขนกานต์ “งั้นเราไม่ทำลายโหลได้ไหม? เราแค่ฆ่ามาดาม เราขู่บังคับให้นางแก้สัญญา…”
“มาดามไม่มีวันยอมหรอกครับ นางยอมตายดีกว่าปล่อยทาสของนางไป และถ้าเราไม่ทำลายโหล… ผมก็ต้องกลับไปเป็นทาสนาง ต้องทนเห็นคุณถูกตามล่าไปตลอดชีวิต”
กานต์ดึงร่างที่สั่นเทาของริวเข้ามากอดแน่น ซุกหน้าลงกับไหล่เล็ก “ริว… การที่ผมได้รักคุณ คือปาฏิหาริย์ที่สุดในชีวิตหลังความตายของผมแล้ว อย่าให้ผมต้องเห็นคุณทนทุกข์เพราะผมอีกเลย… ปลดปล่อยผมเถอะนะครับ”
คำขอร้องนั้นกรีดแทงหัวใจริวจนยับเยิน ริวกอดตอบแน่น ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ท่ามกลางความเงียบของตึกร้าง มีเพียงเสียงสะอื้นของคนกับผีที่กอดกันกลม
“คืนนี้…” ริวพูดเสียงอู้อี้ทั้งน้ำตา เงยหน้ามองกานต์ “คืนนี้อย่าเพิ่งหายไปนะ… อยู่กับผมก่อน… รักผมก่อน”
กานต์ยิ้มทั้งน้ำตา จูบซับหยดน้ำตาบนแก้มริวอย่างอ่อนโยน “คืนนี้ผมเป็นของคุณ… ทุกวินาที”
…
ภายในรถกระบะที่คับแคบ เบาะนั่งถูกปรับเอนลงจนสุด บทรักครั้งสุดท้ายดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด ไม่มีความรุนแรงดิบเถื่อนเหมือนครั้งก่อนๆ มีเพียงสัมผัสที่ทะนุถนอมและโหยหา
กานต์จูบพรมไปทั่วใบหน้าของริว ราวกับต้องการจดจำทุกตารางนิ้ว ทุกรอยตำหนิ ทุกไฝฝ้า ริวเองก็ลูบไล้ผิวเย็นเฉียบของกานต์ พยายามส่งผ่านความอบอุ่นทั้งหมดที่มีไปให้อีกฝ่าย
“อึก… กานต์…” ริวครางแผ่วเมื่อกานต์แทรกกายเข้ามา ความเย็นของกานต์ในคืนนี้ช่างบาดลึก แต่มันกลับทำให้ริวรู้สึกอบอุ่นที่หัวใจอย่างประหลาด
“มองผม… ริว… มองผม” กานต์กระซิบ ประสานนิ้วมือเข้ากับริวแน่น “จดจำหน้าผมไว้… อย่าลืมผมนะ”
“ไม่ลืม… ชาตินี้ทั้งชาติ… ฮึก… ผมจะไม่มีวันลืม”
พวกเขารักกันท่ามกลางคราบน้ำตา ทุกจังหวะที่เคลื่อนไหวคือการบอกรักและบอกลาไปพร้อมกัน กานต์ตักตวงความสุขสุดท้ายอย่างละโมบ แต่ก็อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผีตนหนึ่งจะทำได้ เขาถ่ายเทพลังวิญญาณที่เหลืออยู่บางส่วนกลับคืนให้ริว… เพื่อให้ริวแข็งแรงพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในวันที่ไม่มีเขา
เมื่อบทเพลงรักจบลง… ริวนอนซบออยู่บนอกกว้างของกานต์ ฟังเสียงหัวใจที่ไม่มีวันเต้นของอีกฝ่าย ภายนอกรถ แสงแรกของวันใหม่เริ่มจับขอบฟ้า
“ได้เวลาแล้วครับ…” กานต์เอ่ยทำลายความเงียบ
ริวหลับตาลงแน่น ซึมซับสัมผัสสุดท้าย ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเช็ดน้ำตา แววตาของริวเปลี่ยนไป… จากเด็กหนุ่มขี้แย กลายเป็นคนที่ยอมรับความจริงและพร้อมจะทำหน้าที่สุดท้ายเพื่อคนรัก
“ไปกันเถอะ” ริวหยิบกริชขึ้นมา แววตามุ่งมั่น “ไปส่งนาย… ให้เป็นอิสระ”
รถกระบะสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง สู่ The Limbo ที่ซึ่งโหลวิญญาณ มาดาม และจุดจบของเรื่องราวทั้งหมดรอคอยอยู่



