HomeChapterบทที่ 29: ปาฏิหาริย์แห่งความธรรมดา (The Miracle of Ordinariness)

บทที่ 29: ปาฏิหาริย์แห่งความธรรมดา (The Miracle of Ordinariness)

“ตื่นได้แล้วนาย… สายแล้วนะเว้ย”

ผมใช้นิ้วจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของคนที่นอนหลับอุตุอยู่บนเตียงครับ (เตียงล่างของผม ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเตียงคู่ไปโดยปริยาย) กาลขยับตัวยุกยิก ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงหนีแสงแดดที่ลอดผ้าม่านเข้ามา “ขอนอนต่ออีกห้านาที… เมื่อคืนผมดูซีรีส์ดึก…” (ในที่สุดศัพท์แสงก็เหมือนคนธรรมดาสักทีนะ)

ผมหลุดขำออกมาเลยครับ เชื่อเขาเลย… จากยมทูตที่ไม่เคยหลับไหล ยืนเฝ้าผมทั้งคืนเหมือนรูปปั้น ตอนนี้กลายเป็น “ไอ้ต้าวขี้เซา” ที่ติดซีรีส์เกาหลีงอมแงม แถมยังขี้เกียจตื่นไปเรียนยิ่งกว่าผมซะอีก

“ไม่ได้! วันนี้มีควิซวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์นะ! ลุกเดี๋ยวนี้!” ผมกระชากผ้าห่มออก

กาลลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง ทำหน้ามุ่ยใส่ผม “มนุษย์นี่วุ่นวายจริง… ต้องตื่น ต้องกิน ต้องขับถ่าย… แล้วยังต้องไปสอบอีก เป็นยมทูตสบายกว่าเยอะเลย”

“บ่นมากเดี๋ยวอดกินหมูกระทะเย็นนี้นะ” ผมงัดไม้ตายออกมา

“ลุกแล้วครับ!” กาลดีดตัวผึงขึ้นจากเตียงทันทีเลยครับ ของกินชนะทุกสิ่งจริงๆ สำหรับมันในตอนนี้

ณ โรงอาหารคณะสถาปัตย์ฯ

การปรากฏตัวของกาลในลุคนักศึกษาปี 1 เต็มยศ (เสื้อเชิ้ตขาวพับแขน กางเกงสแล็คเข้ารูป ผมเซตเปิดหน้าผาก) สร้างปรากฏการณ์ “ไทยมุง” ได้เสมอครับ สาวๆ จากต่างคณะแห่กันมาเพียงเพื่อจะได้แอบมอง “เดือนคณะในตำนาน” ที่เพิ่งกลับมาเรียนหลังจากหายไปรักษาตัว (ข้ออ้างที่ลุงยอดช่วยเต้าข่าวให้ครับ)

“กาลคะ! ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ!” “กาล! ขอถ่ายรูปหน่อย!”

กาลนั่งกินข้าวขาหมูด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย (แม้ปากจะมันแผล็บ) นายคนนี้หันไปยิ้มโปรยเสน่ห์ให้แฟนคลับอย่างเป็นธรรมชาติครับ “ขอบคุณครับ… แต่ระวังน้ำตาลในเลือดด้วยนะครับ การบริโภคน้ำตาลเกินวันละหกช้อนชา เสี่ยงต่อโรคเบาหวานนะ”

สาวๆ กรี๊ดสลบ “อร๊ายยย! หล่อแถมยังห่วงสุขภาพ! พ่อของลูกชัดๆ!”

ผมนั่งเขี่ยข้าวมันไก่อยู่ข้างๆ ด้วยความหมั่นไส้ครับ “แหม… พ่อเทพบุตร แจกยิ้มเรี่ยราดระวังปากฉีกนะนาย”

กาลหันมามองผม แล้วแอบเอามือมาจับเข่าผมใต้โต๊ะครับ “หึงเหรอวิน?”

“ใครหึง! บ้าบอ!” ผมหน้าแดง รีบตักไก่เข้าปากแก้เขิน “แค่รำคาญเสียงกรี๊ดต่างหาก”

“ไม่ต้องห่วง…” กาลกระซิบข้างหูผม “ถึงเราจะยิ้มให้ทุกคน… แต่หัวใจเราเต้นเพื่อนายคนเดียว”

“แค่กๆๆ!” ผมสำลักข้าวมันไก่ทันทีเลยครับ ไอ้บ้านี่ไปจำมุกเสี่ยวๆ แบบนี้มาจากซีรีส์เรื่องไหนฟะเนี่ย!

ในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์

กาลนั่งเท้าคางมองกระดานที่อาจารย์กำลังบรรยายเรื่อง “ยุคเรเนซองส์”
อาจารย์: “ศิลปินยุคนั้นเชื่อว่าความตายคือการหลุดพ้น…”

กาลยกมือขึ้นทันทีเลยครับ “ขออนุญาตแย้งครับอาจารย์… จริงๆ แล้วดาวินชีไม่ได้คิดแบบนั้น ตอนที่เขาใกล้ตาย เขาบ่นกับผม… เอ้ย บ่นกับคนสนิทว่า ‘เสียดาย ยังวาดโมนาลิซ่าไม่เสร็จดีเลย คิ้วยังไม่ได้เติม'”

ทั้งห้องเงียบกริบเลยครับ… อาจารย์ดันแว่นมอง “คุณกาล… คุณพูดเหมือนอยู่ในเหตุการณ์เลยนะครับ”

“ก็…” กาลยักไหล่ “ผมอ่านมาเยอะครับ”

ผมนั่งกุมขมับอยู่ข้างๆ เลยครับ สกิล “รู้ลึกรู้จริง” ของอดีตยมทูตที่อยูมา 3,000 ปี มันปิดไม่มิดจริงๆ แถมบางทียังเผลอใช้พลังเก่าๆ ด้วยความเคยชินครับ เช่นตอนปากกาตก… นายคนนี้เผลอดีดนิ้วจะให้ปากกาลอยขึ้นมา แต่… กริบ ปากกานิ่งสนิทครับ

กาลถอนหายใจ ก้มลงเก็บปากกาด้วยมือตัวเอง “เฮ้อ… ลืมไปว่าแบตหมด”

“สมน้ำหน้า” ผมกระซิบ “หัดก้มบ้างเถอะนาย หลังจะได้ยืดหยุ่น”

ตกเย็น ณ ดาดฟ้าหอพัก (ที่เดิม)

เราสองคนขึ้นมานั่งรับลมเย็นๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินครับ กาลพิงไหล่ผม ส่วนผมนั่งวาดรูปเล่นในสมุดสเก็ตช์

“วิน…” กาลเรียกเบาๆ

“ครับ?”

“ผมมีความสุขจัง” กาลมองมือตัวเอง… มือที่มีเส้นเลือดและรอยย่นจางๆ ตามธรรมชาติ “เมื่อก่อน… ผมมองเวลาเป็นแค่ตัวเลขที่ต้องนับถอยหลัง แต่ตอนนี้… ทุกวินาทีมันมีความหมาย เพราะเรารู้ว่ามันมีวันหมด”

“กลัวตายไหม?” ผมถาม

“กลัวสิ” กาลตอบตรงๆ “กลัวว่าจะไม่ได้กินของอร่อย กลัวว่าจะไม่ได้ดูซีรีส์ตอนจบ… และที่กลัวที่สุดคือ กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้านาย”

ผมวางสมุดลง แล้วกุมมือมันแน่นครับ “ไม่ต้องกลัว… เราจะรักษาสุขภาพ กินผักเยอะๆ แล้วอยู่เป็นตาแก่หนังเหี่ยวไปด้วยกันนะ”

กาลหัวเราะ “ตาแก่หนังเหี่ยว… ฟังดูสยองพิลึก แต่ถ้าเป็นกับนาย… ก็คงโรแมนติกดี”

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของกาลก็ดังขึ้นครับ สายจาก ไอ้เจ “ฮัลโหลเจ… ว่าไง?” กาลรับสาย

(ไอ้กาล! ช่วยด้วย! คอมกูพัง! ไฟล์ทีสิสหายเกลี้ยง! มึงเสกให้มันกลับมาได้ไหมวะ!)

กาลเปิดลำโพงให้ผมได้ยินด้วย ผมส่ายหน้าขำๆ เลยครับ “บอกมันไปนาย… ว่ายมทูตซ่อมคอมไม่เป็น”

“เสียใจด้วยนะเจ…” กาลตอบเสียงนุ่ม “เราเสกไม่ได้แล้ว… แต่นายลองไปร้านพี่เอกหน้ามอนะ บอกว่าวินแนะนำมา เดี๋ยวพี่เขาลดให้”

(โห่… หมดกันท่านยมทูตของกู… โอเคมึง ขอบคุณมาก!)

กาลวางสายแล้วหันมามองหน้าผมครับ “เห็นไหม… เป็นมนุษย์ก็มีประโยชน์แบบมนุษย์ๆ เหมือนกันนะ”

“ครับๆ พ่อคนเก่ง” ผมเอนหัวซบไหล่มัน “ขอบคุณนะกาล… ที่ยอมทิ้งความเป็นนิรันดร์มาเพื่อเรา”

กาลจูบหน้าผากผมเบาๆ “ผมไม่ได้ทิ้ง… เราแค่แลกมันมา กับสิ่งที่คุ้มค่ากว่านิรันดร์ต่างหาก”

แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า… ดวงดาวเริ่มปรากฏ แต่คืนนี้ ดาวบนฟ้าดูไม่สวยเท่ากับคนข้างๆ ผมเลยครับ ชีวิตธรรมดาๆ ที่ตื่นมาเจอหน้ากัน ทะเลาะกันเรื่องของกิน มันคือ ปาฏิหาริย์ ที่ผมจะรักษาไว้ยิ่งชีพเลยครับ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments