HomeChapterบทที่ ๖ : มายาแห่งป่าหิมพานต์และบาปในใจคน

บทที่ ๖ : มายาแห่งป่าหิมพานต์และบาปในใจคน

รุ่งสางในป่าหิมพานต์มิได้เริ่มต้นด้วยแสงอาทิตย์สีทองอำไพเช่นโลกมนุษย์ หากแต่ท้องฟ้าเบื้องบนค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีน้ำเงินเข้มจัดเป็นสีม่วงระเรื่อ ไล่ระดับลงมาจนถึงขอบฟ้าที่เป็นสีชมพูหวานฉ่ำราวกับกลีบดอกบัวตูม หมอกจางๆ สีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ รูปร่างของมันบิดเบี้ยวเปลี่ยนทรงไปมาคล้ายเหล่าภูตพรายที่กำลังร่ายรำต้อนรับวันใหม่

ณ ปากถ้ำหลังม่านน้ำตก คณะเดินทางของพรานเข้มยืนตระเตรียมสัมภาระกันอย่างเงียบเชียบ ความชื้นเย็นจากละอองน้ำยังคงเกาะพราวอยู่ตามใบหน้าและเสื้อผ้า แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม มิใช่อากาศที่หนาวเหน็บ หากแต่เป็นสีหน้าของผู้นำทาง

นลิน ยืนกอดอกพิงโขดหิน สายตาจับจ้องไปทางทิศตะวันออกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนหวาดหวั่น ปีกคู่สวยที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นมากแล้วถูกหุบแนบสนิทไปกับแผ่นหลังราวกับต้องการซ่อนมันไว้จากสายตาใครบางคน

“พี่เข้ม… ดูท่าทางคุณนลินเขาจะไม่ค่อยอยากไปทางนี้นะพี่” จ้อยกระซิบกระซาบกับลูกพี่ ขณะกำลังเช็คดินปืนในกระบอก

พรานเข้มพยักหน้าเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของกินนรหนุ่มตั้งแต่ตื่นนอน นลินพูดน้อยลงและดูระแวดระวังตัวมากกว่าปกติ เข้มกระชับย่ามสะพายหลัง เดินตรงเข้าไปหาไกด์จำเป็นของพวกเขา

“ถ้าเจ้าลำบากใจ…” เข้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เราเลี่ยงไปทางอื่นได้ไหม?”

นลินหันกลับมามอง ดวงตาสีนิลคู่นั้นสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม “ทางอื่นต้องอ้อมไปทางหุบเขากินคน ใช้เวลาอีกสามวัน… อาการป่วยของเจ้านายเจ้าคงรอไม่ได้นานขนาดนั้น และป่าแถบนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่ข้าเองก็รับมือไม่ไหว ‘ดงกินรี’ คือทางลัดเดียวที่ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย… แต่ไม่ปลอดภัยจากกิเลส”

กินนรหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยมาดพญาหงส์ “ไปกันเถอะ อย่าให้สายกว่านี้ ยิ่งแดดแรง กลิ่นดอกไม้จะยิ่งแรง ฤทธิ์ของภาพมายาก็จะยิ่งแก่กล้า”

การเดินทางในช่วงเช้าดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เส้นทางที่นลินพาไปนั้นเริ่มเปลี่ยนสภาพจากป่าดงดิบทึบๆ กลายเป็นป่าโปร่งที่มีต้นไม้รูปทรงแปลกตามากขึ้น ลำต้นของพวกมันเรียวเล็กบิดเกลียวราวกับหญิงสาวกำลังฟ้อนรำ ใบไม้มีสีชมพูอ่อนและสีส้มแสด ส่งกลิ่นหอมหวานเอียนๆ ลอยมาตามลม

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงนกแก้วเสียงทองร้องเจื้อยแจ้วก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีแว่วหวาน… เสียงซออู้ เสียงขลุ่ยผิว และเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวที่ดังแว่วมาไกลๆ

“เสียงอะไรน่ะพี่… เพราะจัง” ลูกหาบคนหนึ่งในทีมทำตาเคลิ้ม หูผึ่งพยายามจับทิศทางเสียง

“อย่าฟัง!” นลินหันมาตวาดเสียงเขียว “อุดหูเอาไว้! หรือหาอะไรยัดหูซะ ถ้าไม่อยากกลายเป็นปุ๋ยต้นไม้”

เข้มรีบสั่งลูกน้องทำตามทันที เขาเองก็เริ่มรู้สึกมึนงงเล็กน้อยกับกลิ่นหอมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันหอมเหมือนแป้งร่ำผสมกลิ่นดอกราตรี รัญจวนใจจนทำให้เลือดในกายสูบฉีดแรงผิดปกติ เข้มต้องกัดปลายลิ้นตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ และเริ่มบริกรรมคาถาชินบัญชรในใจเพื่อสร้างเกราะป้องกันจิต

ในที่สุด พวกเขาก็เดินทะลุแนวป่าออกมาสู่ลานกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา… ‘ดงกินรี’

ภาพเบื้องหน้าช่างงดงามราวกับสวรรค์จำลอง สระน้ำขนาดใหญ่ใสดั่งกระจกเงาสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วง รอบสระเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่ออกดอกสะพรั่งแข่งกันอวดสีสัน ทั้งดอกบัวสวรรค์ ดอกมณฑาทิพย์ และดอกไม้รูปร่างคล้ายกระโปรงหญิงสาวที่ห้อยระย้าลงมา

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุด คือสิ่งมีชีวิตที่กำลังเริงร่าอยู่ริมสระน้ำ

ร่างของหญิงสาวนับสิบคน เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องอมชมพูและทรวงอกอวบอิ่มที่ประดับด้วยสังวาลย์ทองคำวูบวาบ เส้นผมยาวสยายประดับด้วยดอกไม้สด ท่อนล่างเป็นขนนกสีสันสดใส ทั้งสีแดงเพลิง สีเขียวมรกต และสีเหลืองทอง ท่อนขาเรียวยาวดุจนกฟลามิงโก้ก้าวเยื้องย่างร่ายรำอยู่บนผิวน้ำอย่างแช่มช้อย

“กินรี”

นางฟ้ากึ่งนกผู้เลอโฉม พวกนางกำลังเล่นน้ำ บ้างก็หวีผม บ้างก็ดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี เสียงหัวเราะต่อกระซิกดังระงมไปทั่ว เป็นภาพที่ชวนให้บุรุษเพศหลงใหลจนลืมหายใจ

“โธ่แม่คุณ… นางฟ้าชัดๆ” จ้อยพึมพำ ตาค้าง น้ำลายแทบหก เขาเผลอก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาพุ่มไม้ริมสระโดยไม่รู้ตัว ลูกทีมคนอื่นๆ ก็มีอาการไม่ต่างกัน ราวกับถูกมนต์สะกดดึงดูดเข้าไป

“หยุดนะพวกเอ็ง!” เข้มตะโกนเรียก แต่เสียงของเขาดูเหมือนจะส่งไปไม่ถึง

ทันใดนั้น เสียงดนตรีก็หยุดชะงัก เหล่ากินรีที่กำลังเล่นน้ำหันขวับมามองผู้มาเยือนเป็นตาเดียว รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏบนใบหน้าสวยสด พวกนางส่งเสียงร้องทักทายที่ไพเราะราวกับระฆังแก้ว

“มนุษย์… มีบุรุษหนุ่มมาเยือนพวกเราด้วยหรือนี่” กินรีนางหนึ่งที่มีปีกสีแดงเพลิงเอ่ยขึ้น นางเดินนวยนาดเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ดวงตาแพรวพราว “เข้ามาสิเจ้าคะ… น้ำกำลังเย็นสบาย มาให้พวกเราขัดตัวให้เถิด”

“อย่ามองตาพวกนาง!” นลินตะโกนแทรกขึ้นมา ร่างโปร่งก้าวออกมาบังหน้าคณะเดินทาง ปีกสีขาวหม่นกางออกเพื่อปกป้อง “ถอยไปซะ! พวกเราแค่จะขอผ่านทาง ไม่ได้มารบกวน!”

เมื่อเหล่ากินรีเห็นหน้านลินชัดๆ รอยยิ้มหวานเชื่อมเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ

“ตายจริง… ข้าก็นึกว่าใคร” กินรีปีกแดงนางเดิมจีบปากจีบคอพูด สายตาเหยียดหยามมองไปที่ปีกข้างขวาของนลิน “ที่แท้ก็ ‘ไอ้กาฝาก’ นี่เอง… นลิน ผู้มีปีกอัปมงคล ยังกล้าเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ?”

“ข้านึกว่ามันตายเป็นซากอยู่ในป่าชั้นนอกไปแล้วเสียอีก” กินรีอีกนางเสริม พลางหัวเราะคิกคัก “ดูสิ ปีกสีกระดำกระด่างนั่น น่าเกลียดน่ากลัวเสียจริง มิน่าล่ะถึงต้องไปคบค้าสมาคมกับพวกมนุษย์ตัวเหม็น”

นลินยืนตัวสั่นกำหมัดแน่น ใบหน้าที่เคยเชิดฉายบัดนี้ซีดเผือด เขาพยายามข่มอารมณ์โกรธและอับอายสุดขีด คำพูดเหล่านั้นเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงแผลใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้ดีว่าเขาแตกต่าง และความแตกต่างนั้นคือบาปในสายตาของเผ่าพันธุ์

“หลีกไป…” นลินกัดฟันพูดเสียงสั่น “ข้าไม่อยากมีเรื่อง”

“ไม่อยากมีเรื่อง? ฮ่าๆๆ” นางพญาแห่งดงกินรีหัวเราะร่า นางโบกมือวูบเดียว กลิ่นหอมประหลาดก็พุ่งเข้าใส่จ้อยและลูกทีมของเข้มอย่างรุนแรง จนพวกเขาล้มลงไปนอนดิ้นพราดๆ กับพื้น ภาพมายาเริ่มกัดกินสมอง ทำให้เห็นนางกินรีกลายเป็นนางในฝันที่กำลังกวักมือเรียก

“ถ้าอยากผ่าน ก็ทิ้งมนุษย์พวกนั้นไว้เป็นของเล่นพวกเราสิ” นางกินรียื่นข้อเสนอ “แล้วข้าจะปล่อยตัวกาลกิณีอย่างเจ้าไป… เห็นแก่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน (แม้จะน่ารังเกียจก็เถอะ)”

นลินลังเล เขาหันไปมองพวกจ้อยที่กำลังจะคลานลงน้ำไปเป็นอาหารของต้นไม้กินคนใต้น้ำ แล้วหันกลับมามองพรานเข้ม

เข้มยืนนิ่งหลับตา พนมมือบริกรรมคาถา เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้า เขาไม่ได้ถูกครอบงำโดยสมบูรณ์เหมือนคนอื่น เพราะจิตที่ฝึกมาดี แต่ภาพมายาก็กำลังรบกวนสมาธิเขาอย่างหนัก

“อย่าฟังพวกนาง…” เข้มส่งเสียงลอดไรฟัน “นลิน… เจ้าไม่ใช่กาลกิณี… จำคำข้าได้ไหม?”

คำพูดของเข้มเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ นลินเงยหน้าขึ้นมองพรานหนุ่ม ความทรงจำในถ้ำเมื่อคืนย้อนกลับมา ‘สีดำบนปีกเจ้า… งดงามและเข้มแข็ง’

ความกลัวในใจนลินมลายหายไป แทนที่ด้วยความกล้าหาญ เขาหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงกินรี สูดลมหายใจลึกเต็มปอด แล้วเริ่มเปล่งเสียง…

ไม่ใช่เสียงตะโกนด่าทอ แต่เป็น ‘เสียงเพลง’

ทำนองเพลงที่นลินขับขานนั้นมิใช่เพลงหวานหูชวนฝัน แต่เป็นท่วงทำนองที่ทรงพลัง หนักแน่น และก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกผสมกับเสียงฟ้าร้อง มันคือ ‘เพลงปราบมาร’ ที่เขาฝึกฝนมาเพียงลำพังในป่าอันโหดร้าย

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

คลื่นเสียงของนลินกระแทกออกไปเป็นระลอกคลื่น พัดพากลิ่นหอมเอียนและหมอกมายาให้แตกกระเจิง เหล่ากินรีที่กำลังยิ้มเยาะต่างกรีดร้อง ยกมือขึ้นอุดหูด้วยความเจ็บปวด เพราะคลื่นเสียงนี้มีผลเฉพาะกับผู้ที่มีจิตคิดร้าย

“โอ๊ย! หยุดนะ! เสียงอัปรีย์ของแก!” นางพญากินรีกรีดร้อง ปีกสีแดงสะบัดอย่างบ้าคลั่ง นางสั่งให้บริวารโจมตี “ฆ่ามัน! ฆ่าไอ้ตัวซวยนี่ซะ!”

เหล่ากินรีนับสิบกางกรงเล็บแหลมคม พุ่งตัวเข้าใส่นลินพร้อมกันราวกับฝูงแร้งรุมทึ้ง

“อย่ายุ่งกับคนของข้า!”

เสียงตวาดกึกก้องดังมาจากพรานเข้ม เขาหลุดพ้นจากภวังค์มายาได้ในที่สุด มือหนาคว้าปืนคาบศิลาขึ้นประทับบ่า เล็งไปที่ยอดไม้เหนือศีรษะนางพญากินรี แล้วลั่นไกทันที

เปรี้ยง!!

เสียงปืนดังกัมปนาทสะเทือนเลือนลั่น กระสุนดินดำผสมผงธูปศักดิ์สิทธิ์พุ่งไปชนกิ่งไม้ใหญ่จนหักโค่นลงมาขวางกั้นระหว่างนลินกับฝูงกินรี ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว น้ำในสระแตกกระเซ็น

เข้มวิ่งเข้าไปคว้าข้อมือนลิน แล้วหันไปตะโกนสั่งลูกน้องที่เริ่มได้สติเพราะเสียงปืน “วิ่ง! วิ่งไปทางทิศเหนือ! เดี๋ยวนี้!”

ความโกลาหลเกิดขึ้นท่ามกลางดงดอกไม้งาม เหล่ากินรีที่ตกใจเสียงปืนบินหนีแตกฮือ พรานเข้มใช้วิชา ‘บังไพร’ พรางตากลุ่มของตน พร้อมกับลากนลินและลูกทีมวิ่งฝ่าดงไม้ออกไปอย่างไม่คิดชีวิต

พวกเขาใช้เวลาวิ่งอยู่นานนับชั่วโมง จนกระทั่งเสียงดนตรีและกลิ่นหอมเอียนนั้นจางหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรง

เมื่อแน่ใจว่าพ้นเขตแดนแล้ว เข้มปล่อยมือนลิน ทั้งคู่ทรุดตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ หอบฮั่กๆ เหงื่อท่วมตัว

เข้มหันมามองกินนรหนุ่มข้างกาย เห็นนลินนั่งก้มหน้า นิ่งเงียบ ไหล่สั่นเทาเล็กน้อย

“เจ้าทำได้ดีมาก…” เข้มเอ่ยชมจากใจจริง เอื้อมมือไปแตะไหล่บางเบาๆ “เสียงของเจ้า… ทรงพลังกว่าพวกนางนับร้อยเท่า”

นลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยแดงก่ำมีน้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความอัดอั้นตันใจที่ถูกระบายออกมา “พวกนางพูดถูก… ข้ามันตัวซวย”

“พวกนางพูดผิด” เข้มเถียงทันควัน เขาขยับเข้าไปใกล้ จ้องตานลินเขม็ง “คนที่มีจิตใจคับแคบ ตัดสินคนอื่นแค่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างพวกนางต่างหากที่น่ารังเกียจ… เจ้าช่วยพวกข้าไว้ เจ้าช่วยชีวิตพวกจ้อย… นั่นต่างหากคือความจริง”

เข้มใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาที่แก้มของนลินออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสหยาบกระด้างของนิ้วพรานป่ากลับสร้างความอบอุ่นที่ลึกซึ้งให้กับหัวใจดวงน้อยของกินนร

“จำไว้นลิน… ปีกของเจ้าอาจจะมีตำหนิในสายตาพวกมัน แต่สำหรับข้า… มันคือปีกของผู้พิทักษ์”

นลินมองมนุษย์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมีใครมายืนหยัดปกป้องและเห็นคุณค่าของเขามากขนาดนี้… โดยเฉพาะมนุษย์

“ขอบใจ… พี่เข้ม”

เป็นครั้งแรกที่นลินเรียกชื่อเขาด้วยคำนำหน้าแบบสนิทใจ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่านางกินรีทั้งฝูงรวมกัน

“พักกันเถอะ… พรุ่งนี้เราต้องเจอของจริงยิ่งกว่านี้” เข้มยิ้มตอบ ก่อนจะผละออกไปดูอาการลูกน้อง

แต่ในใจของพรานหนุ่มรู้ดีว่า… ด่านต่อไปที่ต้องเจอ อาจจะไม่ใช่แค่สัตว์ร้าย แต่คือความผูกพันที่เริ่มถักทอแน่นแฟ้นจนเขาเริ่มกลัวว่า… เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากลา เขาจะตัดใจเดินจากกินนรตนนี้ไปได้อย่างไร

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments