การเดินทางออกจากดงกินรีเปรียบเสมือนการเดินออกจากความฝันอันหวานเลี่ยน เข้าสู่ความเป็นจริงที่หนาวเหน็บและเวิ้งว้าง
คณะเดินทางของพรานเข้มลัดเลาะไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ทิวเขาเบื้องหน้า สภาพภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ที่มีสีสันฉูดฉาดและรูปทรงบิดเบี้ยวเริ่มหายไป แทนที่ด้วยป่าสนดึกดำบรรพ์ที่มีลำต้นสูงเสียดฟ้า ใบสนสีเขียวอมเทาลู่ลมส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณ หมอกหนาทึบสีเทาหม่นปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทำให้ทัศนวิสัยเหลือเพียงระยะไม่กี่ก้าว
อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็วจนปากสั่น ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาทุกครั้งที่หายใจ จ้อยและลูกทีมต้องกระชับผ้าขาวม้าและเสื้อผ้าให้แน่นหนาขึ้นเพื่อต้านทานความหนาวที่กัดกินไปถึงกระดูก
“อีกไกลไหมนลิน…” พรานเข้มเอ่ยถามเสียงเบา ขณะใช้มีดเดินป่าฟันกิ่งไม้ที่ขวางทาง
นลินเดินนำหน้าด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาบนพื้นหิมะโปรยปราย ปีกสีขาวหม่นของเขาถูกพับเก็บแนบชิดแผ่นหลังเพื่อสร้างความอบอุ่น กินนรหนุ่มหยุดเดิน ชี้มือไปที่หน้าผาสูงชันเบื้องหน้า ซึ่งมีสะพานไม้เก่าคร่ำคร่าทอดข้ามเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งไปยังอีกฝั่ง
“นั่นคือ ‘สะพานสายหมอก’…” นลินตอบ น้ำเสียงเจือความกังวล “ข้ามสะพานนี้ไปได้ ก็จะเข้าสู่ป่าชั้นกลาง… แต่ปัญหาคือ คนเฝ้าสะพานไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานที่เราจะใช้กำลังสู้ได้ง่ายๆ”
“ใคร?” เข้มถามพลางขมวดคิ้ว
ยังไม่ทันที่นลินจะตอบ เสียงดนตรีก็ดังแว่วมาตามสายลม
มันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ยั่วยวนชวนหลงใหลเหมือนของพวกกินรี แต่มันคือเสียง ‘ขลุ่ยผิว’ ที่กังวาน ใสกระจ่าง และทรงพลังราวกับจะกรีดแทงหัวใจให้ขาดสะบั้น ท่วงทำนองนั้นแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้า ความหยิ่งทะนง และอำนาจที่เหนือธรรมชาติ
ทันทีที่เสียงขลุ่ยดังขึ้น หมอกรอบกายก็เริ่มหมุนวน ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายทหารยามถือหอกดาบขวางทางสะพานเอาไว้
“คนธรรพ์…” นลินกระซิบ “พวกชาวสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ผู้เชี่ยวชาญดนตรีและศิลปะ… และอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพายุ”
ร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอกที่ปลายสะพานฝั่งนี้
บุรุษรูปงามราวกับเทพบุตรจุติ ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองทา สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวปีกแมลงทับที่พลิ้วไหวตามแรงลม ที่เอวคาดด้วยผ้าตาดทอง บนศีรษะสวมชฎาเทริดอันย่อมๆ บ่งบอกยศศักดิ์ ในมือถือขลุ่ยไม้ไผ่สีดำสนิทเลี่ยมทอง
ดวงตาของคนธรรพ์ผู้นั้นคมกริบและเย็นชา กวาดมองกลุ่มมนุษย์ที่ยืนตัวสั่นด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะมาหยุดที่นลิน
“กลิ่นสาบมนุษย์เหม็นคลุ้งไปทั่วหุบเขา…” คนธรรพ์เอ่ยขึ้น เสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่น่าเกรงขาม “แล้วนั่น… กินนรปีกหักผู้ถูกขับไล่ ช่างเป็นการจับคู่ที่น่าสมเพชเสียจริง”
พรานเข้มขยับตัวก้าวขึ้นมาบังนลินไว้ มือจับที่ด้ามมีดหมอโดยสัญชาตญาณ “พวกข้ามาดี เพียงต้องการขอผ่านทางเพื่อไปทำภารกิจสำคัญ”
“ภารกิจ?” คนธรรพ์หัวเราะในลำคอ “ความโลภของมนุษย์น่ะหรือคือภารกิจ? กลับไปซะ… สะพานนี้มีไว้สำหรับผู้มีอารยะเท่านั้น สัตว์ป่าอย่างพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ย่ำกราย”
สิ้นคำพูด คนธรรพ์จรดขลุ่ยขึ้นเป่าอีกครั้ง คราวนี้ท่วงทำนองเปลี่ยนไปเป็นเกรี้ยวกราด คลื่นเสียงอัดกระแทกเข้ามาจนเข้มและลูกทีมต้องยกมือขึ้นป้องหู ต้นไม้รอบข้างสั่นสะเทือน หิมะบนพื้นฟุ้งกระจายกลายเป็นพายุย่อมๆ ที่พร้อมจะพัดพาทุกคนให้ตกลงไปในเหว
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เข้มตะโกน พยายามทรงตัวต้านแรงลม
“พี่เข้ม! ยิงมันเลยไหมพี่!” จ้อยตะโกนถาม มือสั่นเทาเล็งปืนไปที่คนธรรพ์
“อย่ายิง!” นลินร้องห้ามเสียงหลง “อาวุธมนุษย์ทำอะไรเขาไม่ได้! มีแต่จะทำให้เขาโกรธจนฆ่าพวกเราตายกันหมด!”
นลินรู้ดีว่าการต่อสู้ด้วยกำลังกับเทพชั้นต้นอย่างคนธรรพ์คือการฆ่าตัวตาย ทางรอดเดียวคือการต่อสู้ในแบบที่อีกฝ่ายยอมรับ
กินนรหนุ่มสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้า ก้าวเดินฝ่าพายุเสียงเพลงออกมาข้างหน้าพรานเข้ม
“ท่านผู้เจริญ…” นลินเอ่ยเสียงกังวานแข่งกับเสียงลม “ท่านกล่าวว่าสะพานนี้สำหรับผู้มีอารยะ… หากข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเรามิใช่สัตว์ป่าไร้สมอง ท่านจะยอมเปิดทางให้หรือไม่?”
เสียงขลุ่ยหยุดลงกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คนธรรพ์ลดขลุ่ยลง เลิกคิ้วมองกินนรปีกตำหนิด้วยความสนใจ
“น่าขัน… กินนรชั้นต่ำอย่างเจ้าจะใช้อะไรมาพิสูจน์?”
“ด้วยเสียงของข้า” นลินตอบอย่างมั่นใจ “และจิตวิญญาณของข้า”
คนธรรพ์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่านยาก “ย่อมได้… หากบทเพลงของเจ้าสามารถทำให้ ‘น้ำค้างแข็ง’ บนยอดสนละลายได้ ข้าจะถือว่าเจ้ามีสุนทรียะมากพอที่จะผ่านทาง… แต่หากไม่… พวกเจ้าทั้งหมดต้องกระโดดลงเหวนี้ไปซะ”
เงื่อนไขนั้นโหดหินจนพรานเข้มต้องกำหมัดแน่น เขาอยากจะพุ่งเข้าไปจัดการด้วยตัวเอง แต่สายตาของนลินที่หันมามองบอกเขาว่า ‘เชื่อใจข้า’
นลินหลับตาลง ยืนนิ่งอยู่กลางสะพาน ลมหนาวพัดผ่านร่างบางจนเสื้อผ้าแนบเนื้อ เขานึกย้อนไปถึงชีวิตที่ผ่านมา… ความโดดเดี่ยว การถูกเหยียดหยาม ความเจ็บปวด และความอบอุ่นแรกที่ได้รับจากมือหยาบๆ ของนายพรานคนนี้
ริมฝีปากอิ่มเริ่มขยับ เปล่งเสียงขับขานบทเพลงออกมา…
มันไม่มีเนื้อร้อง เป็นเพียงการเอื้อนเอ่ยท่วงทำนองที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เสียงของนลินในครานี้มิได้ทรงพลังเกรี้ยวกราดเหมือนตอนสู้กับกินรี แต่มันแผ่วเบา หวานเศร้า และลึกซึ้งกินใจ
เสียงนั้นล่องลอยไปในอากาศ ราวกับสายน้ำอุ่นที่ไหลรินรดลงบนความหนาวเหน็บ มันเล่าเรื่องราวของความรักที่บริสุทธิ์ท่ามกลางความโหดร้าย ของความหวังที่ริบหรี่แต่ไม่เคยดับมอด
เข้มยืนฟังด้วยหัวใจที่เต้นแรง เขาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรที่ไพเราะขนาดนี้มาก่อน มันไม่ใช่แค่เสียงเพลง แต่มันคือการเปิดเปลือยวิญญาณ เขามองแผ่นหลังของนลินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… จากความเอ็นดู กลายเป็นความหลงใหล และเทิดทูน
บทเพลงค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงหวานใสกังวานสะท้อนก้องหุบเขา และสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น…
เกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามยอดสนและราวจับสะพานเริ่มสั่นไหวและละลายกลายเป็นหยดน้ำ หยดน้ำเหล่านั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นและแตกตัวเป็นไอหมอกจางๆ ที่อบอุ่น ดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ใต้หิมะค่อยๆ แย้มกลีบผลิบานขึ้นมารับเสียงเพลง
เมื่อโน้ตตัวสุดท้ายจบลง ความเงียบงันที่งดงามก็เข้าปกคลุมพื้นที่
คนธรรพ์หนุ่มยืนนิ่งค้าง แววตาที่เคยดูแคลนเลือนหายไป เหลือเพียงความตะลึงงัน เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะที่แก้มตัวเอง… พบว่ามีน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ข้า…” คนธรรพ์พึมพำเสียงสั่นพร่า “ข้าไม่ได้ยินบทเพลงที่ ‘จริงใจ’ เช่นนี้มานานนับร้อยปีแล้ว… ตั้งแต่วันที่ข้าทิ้งหัวใจตัวเองไว้เบื้องหลัง”
คนธรรพ์ถอนหายใจยาว ก่อนจะสะบัดมือวูบหนึ่ง ทหารยามหมอกสลายตัวไป ประตูทางผ่านเปิดออก
“เจ้าชนะ… เจ้ากินนรน้อย” คนธรรพ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “และเจ้ามนุษย์… จงภูมิใจเถิดที่มีเพื่อนร่วมทางเช่นนี้ ดูแลเขาให้ดี เพราะเสียงของเขาคือสมบัติที่ล้ำค่ายิ่งกว่าบุปผาเทวาที่เจ้าตามหา”
เข้มพยักหน้าหนักแน่น ยกมือไหว้คนธรรพ์อย่างนอบน้อมในฐานะครูผู้ทรงภูมิ “ข้าสัญญา… ด้วยชีวิต”
นลินทรุดตัวลงนั่งหอบด้วยความเหนื่อยอ่อน การใช้พลังเสียงขับขานจิตวิญญาณกินแรงกายมหาศาล เข้มรีบวิ่งเข้าไปประคองร่างบางนั้นไว้
“ไหวไหม?” เข้มถามด้วยความห่วงใย
นลินเงยหน้าขึ้นมอง สบตาเข้มแล้วยิ้มบางๆ “แค่หมดแรง… แต่ข้าทำได้เห็นไหม?”
“เจ้าเก่งมาก… เก่งที่สุด” เข้มกระซิบข้างหู กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของนลินผสมกับกลิ่นไอหมอกทำให้เขารู้สึกอยากจะกอดร่างนี้ไว้แน่นๆ แต่ต้องหักห้ามใจไว้
คณะเดินทางค่อยๆ ข้ามสะพานสายหมอกไปสู่ฝั่งตรงข้าม ทิ้งคนธรรพ์ผู้โดดเดี่ยวให้ยืนเป่าขลุ่ยส่งท้ายด้วยท่วงทำนองที่แสนเศร้าสร้อยแต่เจือด้วยความหวัง
เมื่อข้ามมาถึงอีกฝั่ง สภาพป่าเปลี่ยนไปอีกครั้ง ต้นไม้ใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าเดิม รากไม้ขดเลี้ยวราวกับพญานาค และที่สำคัญ… บรรยากาศเริ่มมีความกดดันของ ‘สงคราม’ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ
“เราเข้าสู่เขตแดนรอยต่อระหว่างฉิมพลีนครและบาดาลนครแล้ว” นลินเอ่ยขึ้นหลังจากดื่มน้ำที่จ้อยยื่นให้ “จากนี้ไป… เราจะไม่ได้สู้กับแค่สัตว์อสูร แต่เราต้องระวังลูกหลงจากสงครามระหว่างพญาครุฑและพญานาค”
เข้มมองไปที่ท้องฟ้าเบื้องหน้า ซึ่งแบ่งครึ่งออกเป็นสองสี… ฝั่งหนึ่งมืดครึ้มด้วยเมฆฝนฟ้าคะนองรุนแรง อีกฝั่งหนึ่งสว่างจ้าด้วยแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์
“สงคราม…” เข้มพึมพำ “มันรุนแรงขนาดไหนกัน?”
นลินหันมามองเข้ม แววตาฉายแววหวาดกลัวลึกๆ “รุนแรงขนาดที่ว่า… แม้แต่ยักษ์มารยังต้องหลบหนี เตรียมตัวให้ดีเถิดพรานเข้ม การทดสอบที่แท้จริง… เพิ่งจะเริ่มขึ้น”



