“ขม…” กาลวางแก้วเซรามิกสีขาวลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟอเมริกาโน่ร้อนลอยคลุ้งเตะจมูก
“ขมสิ ก็เล่นสั่งไม่ใส่น้ำตาลเลย” ผมนั่งเท้าคางมองเขาอยู่ฝั่งตรงข้าม “แล้วกินทำไมถ้ามันขม?”
กาลหมุนแก้วเล่น นิ้วเรียวยาวสัมผัสไอร้อน “เมื่อก่อน… ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงชอบดื่มน้ำสีดำรสชาติเหมือนยาพิษนี่” เขาหยุดพูด แล้วยกแก้วขึ้นจิบอีกครั้ง หลับตาพริ้ม “แต่ตอนนี้ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว… ความขมที่ปลายลิ้น มันทำให้เรารู้สึกตื่นตัว… ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมี ‘ความรู้สึก’ อยู่”
ผมมองหน้าเขา… ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย (อาจจะเพราะคาเฟอีนหรือเพราะแดดยามบ่าย) หลังจากที่รู้ความจริงว่าการใช้ชีวิตบนโลกนี้กัดกินอายุขัยของกาล ผมก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ให้เขาใช้พลังพร่ำเพรื่ออีก และจะพาเขาไปเก็บเกี่ยวความสุขแบบมนุษย์ให้คุ้มค่าที่สุด
“วันนี้ว่างใช่ไหม?” ผมถาม
“สำหรับเจ้า… ข้าว่างเสมอ” กาลตอบหน้านิ่ง (แต่ทำเอาผมเขินจนแทบสำลักโกโก้เย็น)
“งั้น… ไปเดทกัน” ผมพูดออกไปแล้ว! พูดคำว่า ‘เดท’ ออกไปเต็มปากเต็มคำ! กาลเลิกคิ้ว “เดท? พิธีกรรมจับคู่ผสมพันธุ์ของมนุษย์น่ะหรือ?”
“โว้ย! นายก็พูดซะเสียบรรยากาศ! หมายถึงไปเที่ยว! ไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง แบบที่แฟน… เอ้ย แบบที่คนทั่วไปเขาทำกัน!”
กาลยิ้มมุมปาก… รอยยิ้มที่สว่างไสวยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ “ย่อมได้… นำทางไปสิ เจ้ามนุษย์ผู้นำทาง”
…
ณ โรงภาพยนตร์ (Cineplex)
“ตั๋วสองใบครับ เรื่อง ‘วิญญาณอาฆาตทวงคืน'” ผมสั่งตั๋วหนังผีที่กำลังดังที่สุดตอนนี้ กะว่าจะให้กาลดูแล้ววิจารณ์ขำๆ
เมื่อเข้าไปในโรงหนัง ความมืดและความเย็นทำให้กาลดูผ่อนคลาย (สงสัยจะคิดถึงบ้าน) แต่พอหนังเริ่มฉายไปได้ 15 นาที… ความบรรลัยก็บังเกิด
ฉากในหนัง: ผีสาวชุดแดงโผล่ออกมาจากตู้เสื้อผ้า หน้าตาเละเทะ เลือดสีเขียวไหลย้อย กาล (กระซิบเสียงดัง): “ผิดหลักการ… วิญญาณที่จิตแตกสลายจะไม่มีรูปกายเนื้อที่ชัดเจนขนาดนั้น และเลือดวิญญาณไม่มีสีเขียว มันคือสสารอีโคพลาสซึมสีขาวขุ่น”
คนข้างหน้าเริ่มหันมามองค้อน
ฉากในหนัง: หมอผีท่องคาถาไล่ผีด้วยภาษาแปลกๆ กาล: “นั่นมันภาษาสันสกฤตผสมภาษาละตินที่มั่วไวยากรณ์สิ้นดี… ท่องแบบนั้นผีไม่ไปหรอก มีแต่จะหัวเราะจนฟันร่วง”
คนข้างๆ: “ชู่!!!”
ผมรีบเอามืออุดปากกาล “นาย! เงียบๆ! ดูหนังเอาสนุก ไม่ได้มาจับผิด!” กาลดึงมือผมออก “ก็มันหงุดหงิด… เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิญญาณศาสตร์”
สุดท้าย… ผมต้องยัดป๊อปคอร์นใส่ปากกาลทีละกำมือเพื่อให้เขาหยุดพูด กาลเคี้ยวป๊อปคอร์นแก้มตุ่ย พลางมองจอด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่พอมือเราชนกันในถังป๊อปคอร์น… เขากลับจับมือผมไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยจนหนังจบ
…
ณ ห้างสรรพสินค้า (โซนตู้เกม)
“แข่งกันเปล่า?” ผมท้าทายกาลที่หน้าตู้เกมยิงซอมบี้ “ข้าคือมือแม่นปืนอันดับหนึ่งแห่งนรกภูมิ” กาลหยิบปืนพลาสติกขึ้นมาด้วยท่าทางโปรเฟสชั่นแนล
เริ่มเกม! ซอมบี้แห่กันมาเป็นโขยง ผมกราดยิงมั่วซั่ว “ตายซะ! ตายซะ!” ส่วนกาล… ปัง! ปัง! ปัง! ยิงนัดเดียวนัดละตัว เข้าหัวทุกนัด (Headshot 100%) เขาเหนี่ยวไกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความปรานี
“Game Over… Player 2 Wins” คะแนนของกาลทะลุหลอด ทำลายสถิติตู้ เด็กๆ แถวนั้นมายืนมุงดูด้วยความทึ่ง “พี่ชายคนนี้โคตรเทพ!”
กาลวางปืนลง แล้วหันมาหาผม “พวกมันช้ากว่าวิญญาณร้ายที่ข้าเคยเจอ 3 เท่า… ไม่ท้าทายเอาเสียเลย”
“จ้า… พ่อเทพบุตร พ่อคนเก่ง” ผมหมั่นไส้เลยยื่นตุ๊กตาที่คีบได้จากตู้ข้างๆ (ที่ผมแอบไปคีบตอนเขาเล่น) ให้ มันคือตุ๊กตา “ยมทูตจิ๋ว” ตัวกลมๆ ถือเคียวอันเล็กๆ
กาลรับไปมอง… คิ้วขมวด “นี่คือ… ข้า?”
“อือ… น่ารักเหมือนนายเลย”
กาลมองตุ๊กตา แล้วมองหน้าผม แก้มเขาขึ้นสีระเรื่อ “ข้าไม่ได้ตัวกลมขนาดนี้… แต่ก็… ขอบใจ” เขาเก็บตุ๊กตาใส่กระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
…
ตัดภาพมาที่มุมเสา (ระยะ 50 เมตร)
เจ และ มินนี่ (เพื่อนสาววาย) กำลังใส่แว่นดำและหมวกแก๊ป ยืนแอบดูพฤติกรรมของเพื่อนรักกับรูมเมทปริศนา
“กูว่าชัดแล้วล่ะ…” มินนี่กระซิบ มือจิกแขนเจแน่น “มึงดูสายตากาลดิ… มองไอ้วินเหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว นั่นไม่ใช่สายตาเพื่อนร่วมห้องโว้ย! นั่นมันสายตาคนคลั่งรัก!”
“เออ… กูเห็นด้วย” เจพยักหน้า “แต่กูสงสัยอย่างหนึ่งว่ะมินนี่”
“ไร?”
“ไอ้กาลมันเป็นใครวะ? ประวัติโคตรลึกลับ กูไปสืบที่ทะเบียนคณะ หาชื่อนามสกุลไม่เจอเลย แถมวันก่อนกูเห็นแกคุยคนเดียวที่โรงอาหาร… เหมือนคุยกับอากาศ”
“แกอาจจะมีเซ้นส์ป่ะ? เห็นวินบอกว่าแกชอบเรื่องลี้ลับ”
ทันใดนั้น… เงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนก็มายืนซ้อนหลังทั้งคู่ “มาทำอะไรกันตรงนี้ครับเด็กๆ?”
เจกับมินนี่สะดุ้งโหยง หันขวับไปเจอ… หมอศิวะ หมอหนุ่มยิ้มหวานภายใต้กรอบแว่น ในมือถือแก้วกาแฟเย็น
“อะ… อ้าว พี่หมอศิวะ! มาเดินห้างเหรอครับ?” เจทักแก้เก้อ
“ครับ… มาหาซื้อของนิดหน่อย” ศิวะมองไปทางกาลกับวินที่กำลังเดินหัวเราะกันอยู่ไกลๆ แววตาของศิวะเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง… เป็นแววตาที่เย็นชาและน่ากลัว จนมินนี่รู้สึกขนลุกซู่
“เพื่อนเรา… ดูมีความสุขดีนะ” ศิวะพูดเสียงเรียบ “ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็ว… จริงไหมครับ?”
“คะ… ครับ?” เจงง
“ระวังเพื่อนไว้หน่อยก็ดีนะ…” ศิวะก้มลงมากระซิบ “คนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า… บางทีอาจจะพาสิ่งอันตรายมาด้วย”
พูดจบ ศิวะก็เดินจากไป ทิ้งให้เจกับมินนี่ยืนงง “มินนี่…” เจกลืนน้ำลาย “เมื่อกี้… กูรู้สึกเหมือนโดนงูจ้องเลยว่ะ” “กูก็เหมือนกัน…” มินนี่หน้าซีด “กูว่าหมอคนนี้… แปลกๆ ว่ะ”
…
ยามเย็น ณ สวนสาธารณะ
พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ผมกับกาลนั่งอยู่บนม้านั่งริมบึงน้ำ นั่งดูเป็ดว่ายน้ำไปมา
“วันนี้สนุกไหม?” ผมถาม
“อืม…” กาลเอนหลังพิงพนัก หลับตาลง “ข้าไม่เคยคิดเลยว่า… การทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ จะทำให้หัวใจข้าอิ่มเอิบได้ขนาดนี้”
“มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอก…” ผมขยับไปนั่งชิดเขา “มันคือการใช้ชีวิต”
กาลลืมตามองผม แล้วเอื้อมมือมาจับมือผมไว้ มือของเขา… วันนี้อุ่นกว่าทุกวัน “วิน…”
“ครับ?”
“ข้าเคยคิดว่าความเป็นอมตะคือพรวิเศษ… แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า มันคือคำสาป” กาลมองเข้าไปในตาผม “เพราะมันทำให้เราเฉยชากับทุกสิ่ง… จนกระทั่งข้าได้มาเป็นมนุษย์ที่มีเวลาจำกัด ข้าถึงได้รู้ว่า… ดอกไม้สวยงามเพราะมันเหี่ยวเฉาได้ และช่วงเวลานี้งดงาม… เพราะมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย”
คำพูดของเขาทำเอาผมน้ำตาซึม ผมบีบมือเขาแน่น “มันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย… เราจะมีพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า… เราจะหาทางแก้คำสาปบ้าบอนั่น”
กาลยิ้มบางๆ แล้วค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามาหาผม ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ จนจมูกเราชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้า บรรยากาศเป็นใจ… แสงอาทิตย์สุดท้ายสะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย
นี่เรา… กำลังจะจูบกันเหรอ? ผมหลับตาลง หัวใจเต้นแรงแทบระเบิด
เพล้ง!
เสียงกระจกแตกดังสนั่นมาจากตึกแถวนั้น! ตามด้วยเสียงไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลที่ดังแว่วมาแต่ไกล
กาลลืมตาโพลง ผละออกจากผมทันที สัญชาตญาณยมทูตทำงาน “กลิ่นคาวเลือด…” เขาพูดเสียงเครียด “แรงมาก… และมีกลิ่นของอสุรกาลปนอยู่”
ผมลืมตาขึ้นมาอย่างเสียดาย (นิดหน่อย) แต่ก็ตกใจกับท่าทีของเขา “เกิดอะไรขึ้น?”
“เกมเริ่มแล้ว…” กาลลุกขึ้นยืนมองไปทางต้นเสียง “มันไม่ได้จ้องเล่นงานแค่เจ้าแล้ววิน… มันเริ่มล่าคนอื่นเพื่อสะสมพลัง”
มือถือผมดังขึ้นทันที เป็นสายจาก เจ “ฮัลโหล เจ? ว่าไง?”
“วิน! มึงอยู่ไหน! รีบมาโรงพยาบาลด่วน! มินนี่… มินนี่โดนรถชน! อาการสาหัสมาก!”
โลกทั้งใบของผมหมุนติ้ว… มินนี่… เพื่อนรักของผม…
กาลหันมามองผม แววตาเขารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น “ไปกันเถอะวิน…” เขาจับมือผมแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้ยมทูตตนอื่น… มาแตะต้องเพื่อนของเจ้า แม้แต่ปลายเล็บ”



