โรงพยาบาลเอกชนเครือฮอไรซอน ชั้น 15 โซนห้องพักฟื้นระดับ VVIP
แสงจันทร์นวลตาสาดส่องผ่านม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องพักที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจและเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าสัญญาณชีพของผู้ป่วยบนเตียงยังคงปกติดี
ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมข้างเตียง ในมือถือชามใส่น้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็ก หลังจากที่คุณหญิงรำภากลับไปพักผ่อน หน้าที่เฝ้าไข้กะดึกก็ตกเป็นของผมโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งผมก็เต็มใจอย่างยิ่ง เพราะถ้าให้กลับไปนอนที่หอพักคนเดียว ผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าเขายังหายใจอยู่
ผมบิดผ้าขนหนูหมาดๆ แล้วค่อยๆ ซับลงบนท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ ไต้ฝุ่นในชุดผู้ป่วยสีฟ้าอ่อนดูแปลกตาไปมาก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เสมอ บัดนี้ดูผ่อนคลายและไร้พิษสง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอทำให้ผมเผลอระบายยิ้มออกมาบางๆ
“รีบๆ ตื่นขึ้นมาดุฉันได้แล้ว ท่านประธาน” ผมพึมพำเสียงเบา ขณะไล่เช็ดทำความสะอาดไปตามลำคอหนา
เมื่อเช็ดแขนเสร็จ ผมก็ต้องเผชิญกับด่านทดสอบความอดทนที่ยากที่สุด… การเช็ดตัวท่อนบน
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ มือสั่นเล็กน้อยขณะปลดกระดุมเสื้อผู้ป่วยออกทีละเม็ด เผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงตัวสวยงาม แม้จะมีรอยฟกช้ำจางๆ จากแรงกระแทก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย
“ท่องไว้ นาวี นี่คือคนป่วย นายเป็นแค่พยาบาลจำเป็น อย่าคิดอกุศลเด็ดขาด” ผมบ่นอุบอิบเตือนสติตัวเอง พยายามละสายตาจากกล้ามเนื้อแน่นๆ แล้วรีบใช้ผ้าเช็ดไปตามผิวเนื้ออุ่นจัดอย่างเบามือที่สุด
แต่ทว่า… ในจังหวะที่ผมกำลังเอื้อมมือไปเช็ดบริเวณหัวไหล่
มือหนาที่เคยวางนิ่งอยู่ข้างลำตัวก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือผมอย่างรวดเร็ว!
ผมสะดุ้งสุดตัว ก้อนเนื้อในอกเต้นกระหน่ำจนแทบจะหลุดออกมานอกบ่า เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็พบว่าดวงตาสีเทาคู่คมที่เคยหลับสนิท บัดนี้ได้ลืมขึ้นมาแล้ว
“ไต้ฝุ่น! ฟื้นแล้วเหรอ!” ผมร้องด้วยความดีใจ ปนตกใจที่ถูกจับข้อมือไว้แน่น “เดี๋ยวฉันกดกริ่งเรียกหมอให้นะ นายเจ็บตรงไหนมั้ย ปวดหัวหรือเปล่า?”
ผมรัวคำถามใส่เป็นชุด แต่คนบนเตียงกลับไม่ตอบอะไร เขาเพียงแค่จ้องมองหน้าผมด้วยแววตาที่… แปลกไป
มันไม่ใช่แววตาดุดัน เย็นชา หรือหยิ่งยโสแบบที่ท่านประธานคลาส S ควรจะมี แต่มันกลับดูฉ่ำเยิ้ม หวานเชื่อม และทอประกายระยิบระยับเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งตื่นนอนแล้วเจอของเล่นชิ้นโปรด
“นางฟ้า…” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ
“หา?” ผมชะงัก ชี้มือเข้าหาตัวเอง “นายหมายถึงฉันเหรอ? นางฟ้าอะไรกัน สมองกระทบกระเทือนจนเห็นภาพหลอนเหรอ?”
“นางฟ้าใจดี…” ไต้ฝุ่นไม่สนใจคำถามของผม เขายิ้มกว้าง… เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ้มจนตาหยีดูไร้เดียงสาสุดๆ “ตัวหอมจัง กำลังลูบตัวฉันอยู่ด้วย”
พูดจบ เขาก็ดึงข้อมือผมเข้าไปใกล้ ก่อนจะเอาแก้มสากๆ ของตัวเองถูไถกับฝ่ามือผมเบาๆ เหมือนแมวยักษ์ที่กำลังออดอ้อนเจ้าของ
“นะ… นี่ฉันเอง นาวีไง จำได้มั้ย เด็กห้อง F ที่นายชอบดุไงเล่า!” ผมเริ่มเลิ่กลั่ก พยายามขืนมือออก แต่แรงของคนป่วยกลับมีมหาศาลจนสู้ไม่ไหว
“นาวี…” เขาทวนชื่อผมช้าๆ ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง “จำได้สิ… เมียจ๋าของฉันไง”
“แค่กๆๆ!” ผมสำลักน้ำลายตัวเองหน้าดำหน้าแดง “เมีย!? เดี๋ยวนะไต้ฝุ่น! เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันเลยนะ! ไปเอาคำนี้มาจากไหนเนี่ย!”
“ทำไมจะไม่เป็น…” ไต้ฝุ่นเบะปากทำหน้างอแง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนเด็กถูกขัดใจ “เรากอดกันตั้งหลายรอบ จับมือกันก็แล้ว แม่ฉันก็ให้ของหมั้นแล้วด้วย… นาวีเป็นเมียฉันนะ ไม่เอา ไม่ให้ปฏิเสธ”
ไม่พูดเปล่า เขายังออกแรงกระตุกแขนผมเพียงครั้งเดียว ร่างของผมก็เสียหลักปลิวหวือลงไปเกยทับอยู่บนแผงอกกว้างบนเตียงคนป่วยทันที!
“เฮ้ย! ไต้ฝุ่น! ปล่อยก่อน! เดี๋ยวสายน้ำเกลือหลุด!” ผมร้องลั่น พยายามใช้มือยันอกเขาไว้เพื่อดันตัวออก
“ไม่เอา… จะกอด” วงแขนแกร่งรัดเอวผมแน่นหนายิ่งกว่าคีมเหล็ก เขากดศีรษะลงมาซุกที่ลาดไหล่ผม สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างเอาแต่ใจ “หอม… อยากกิน…”
“กินอะไรเล่า! ฉันไม่ใช่ขนมนะ! ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยไอ้บ้า!” ผมดิ้นขลุกขลัก ใบหน้าร้อนฉ่าจนแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์
แกร๊ก…
ในจังหวะชุลมุนนั้นเอง ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเข้ามา พร้อมกับคุณหมออลัน (ที่แฝงตัวมาเป็นหมอประจำโรงพยาบาลนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง) และพยาบาลสาวอีกสองคนที่เข้ามาตรวจดูอาการตามเวลา
ภาพที่ผู้มาเยือนเห็นคือ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นอนกอดรัดฟัดเหวี่ยงเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักอยู่บนเตียงคนไข้ โดยที่ใบหน้าของคนป่วยกำลังซุกไซ้ซอกคอของอีกฝ่ายอย่างเมามัน
“อะ… เอ่อ… ดูเหมือนคนป่วยจะฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คิดนะครับ” หมออลันกระแอมไอเบาๆ พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ ส่วนพยาบาลสาวสองคนรีบยกแฟ้มประวัติขึ้นมาปิดหน้า ซ่อนรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเอาไว้ไม่อยู่
“หมอครับ! ช่วยผมด้วย! เขาสมองเพี้ยนไปแล้ว!” ผมส่งสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ พยายามแกะมือปลาหมึกที่เกาะเอวผมหนึบ
หมออลันเดินเข้ามาใกล้เตียง ตรวจดูมอนิเตอร์สัญญาณชีพ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ไม่ต้องตกใจไปครับน้องนาวี อาการของเขาเรียกว่า ภาวะถดถอยทางอารมณ์ชั่วคราว หรือ Emotional Regression เป็นผลข้างเคียงจากการที่สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและตรรกะ ทำงานหนักเกินไปในตอนที่เขาระเบิดพลัง Singularity ครับ”
“แล้ว… แล้วมันจะหายมั้ยครับหมอ!?” ผมถามเสียงสั่น
“หายแน่นอนครับ พักผ่อนให้เพียงพอสักสองสามวัน สมองก็จะปรับตัวกลับมาเป็นปกติ” หมออลันขยับแว่นตา แววตาแฝงความขบขัน “แต่ในช่วงนี้… กำแพงเหตุผลของเขาจะต่ำมาก เขาจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองสุดๆ คิดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีฟอร์ม ไม่มีมาด เหมือนเด็กๆ นั่นแหละครับ”
หมออลันหันไปสั่งงานพยาบาลสองสามคำ ก่อนจะเดินออกไป แต่ไม่วายหันมาทิ้งท้าย
“ช่วงนี้คนเฝ้าไข้คงต้องรับมือหนักหน่อยนะครับ ดูท่าทางความรู้สึกเบื้องลึกของเขา… จะคลั่งรักน่าดูเลยล่ะ ขอตัวนะครับ”
ประตูห้องปิดลง ทิ้งผมไว้กับเด็กโข่งระดับ S-Class ที่ยังคงกอดเอวผมแน่นไม่ยอมปล่อย
“เมียจ๋า… หิวข้าว…” ไต้ฝุ่นเงยหน้าขึ้นมามองผม กระพริบตาปริบๆ ออดอ้อนเต็มที่
โอ๊ย… ตายแน่ไอ้นาวี จะกู้โลกยังไม่เหนื่อยเท่ารับมือกับคนป่วยขี้อ้อนคนนี้เลย! หัวใจทำงานหนักเกินไปแล้ว!



