บันไดไม้เก่าคร่ำคร่าส่งเสียงร้องเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่พวกผมเหยียบย่างขึ้นไปครับ หอระฆังแห่งนี้สูงเสียดฟ้า มองจากข้างล่างดูเหมือนยอดเจดีย์ที่ทะลุเข้าไปในม่านหมอกสีดำเลยทีเดียว
“แฮ่ก… แฮ่ก… บันไดจะเยอะไปไหนวะเนี่ย…” ไอ้เจบ่นอุบอิบ มือเกาะราวจับแน่น “ถ้ารู้ว่าจะต้องมาปีนเขา กูจะไปฟิตเนสเตรียมตัวสักเดือน”
“เงียบเถอะน่าเจ อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว” มินนี่หอบหายใจไม่แพ้กัน “วิน… มึงไหวไหม?”
ผมเดินนำหน้าสุด เหงื่อไหลซึมตามไรผม แต่ขาผมไม่หยุดก้าวครับ “ไหว… ต่อให้ต้องปีนไปถึงดวงจันทร์กูก็ไหว”
ในที่สุด พวกผมก็พาร่างอันอ่อนล้าขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของหอระฆังครับ ที่นี่เป็นโถงโล่งกว้าง ลมกรรโชกแรงจนหนาวสะท้าน ตรงกลางโถงมี ระฆังสำริดโบราณ ขนาดมหึมาแขวนอยู่ มันใหญ่กว่าตัวคนสองคนโอบเลยครับ ผิวระฆังเต็มไปด้วยคราบสนิมเขียวและลวดลายอักขระขอมที่ส่องแสงเรืองรองจางๆ
“ไหนกุญแจ?” ไอ้เจสอดส่ายสายตาหา “ไม่เห็นมีหีบสมบัติหรืออะไรเลย มีแต่ระฆังเน่าๆ ใบเดียว”
ผมเดินเข้าไปสำรวจระฆังใกล้ๆ ครับ แปลกมาก… ระฆังใบนี้ ไม่มีลูกตุ้ม อยู่ข้างใน และที่ข้างๆ ระฆัง ก็ไม่มีไม้ตีระฆังวางอยู่เลย
ผมมองไปที่ฐานระฆัง มีจารึกสั้นๆ เขียนไว้ว่า:
เสียงที่ดังที่สุด… ไร้ซึ่งการกระทบ กุญแจจักปรากฏ… เมื่ออดีตกรีดร้อง
“ปริศนาธรรมอีกแล้ว…” มินนี่กุมขมับ “ให้ตีระฆังแต่ไม่มีไม้ตี แถมยังบอกว่าไร้การกระทบ… จะให้ตะโกนใส่ระฆังเหรอ?”
ทันใดนั้น! ครืด… ครืด… รูปปั้นหินแกะสลักรูป “นกทิฏฐิ” ที่ประดับอยู่ตามมุมจั่ว… เริ่มขยับตัวครับ! ดวงตาหินของพวกมันเรืองแสงสีแดงก่ำ ปีกหินกางออกสะบัดฝุ่นฟุ้งกระจาย
“เชี่ย! รูปปั้นขยับได้!” ไอ้เจร้องลั่น ถอยกรูดมาพิงระฆัง “ผู้บุกรุก… ต้องถูกลงทัณฑ์…” เสียงของพวกมันแหบพร่าเหมือนหินกระทบกัน นกหิน 4 ตัวกระโดดลงมาจากคาน พุ่งเข้าล้อมพวกผมไว้ทันที!
“วิน! ทำอะไรสักอย่างสิ!” มินนี่เขย่าแขนผม
“กูคิดอยู่!” ผมมองจารึกสลับกับรูปปั้น ไร้ซึ่งการกระทบ… เมื่ออดีตกรีดร้อง… ไม่ใช่แรงกาย… แต่เป็นแรงใจสินะ
“เจ! มินนี่! ถ่วงเวลาไว้ก่อน!” ผมตะโกนสั่ง
“ถ่วงเวลากับก้อนหินเนี่ยนะ! เอาวะ! สู้ตาย!” ไอ้เจคว้าไม้กระดานที่หักอยู่แถวนั้นขึ้นมาแกว่งไปมา “เข้ามาเลยไอ้นกผี! มึงเจอเจสายบวก!” มินนี่เองก็หยิบก้อนอิฐขึ้นมาปาใส่ “ออกไปนะโว้ย!”
ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังยื้อชีวิตกับรูปปั้นหิน ผมรีบวิ่งไปยืนหน้าระฆังยักษ์ครับ ผมวางมือลงบนผิวเย็นเฉียบของมัน หลับตาลง ผมกำสร้อยนาฬิกาทรายที่คอแน่น
ผมนึกถึงความเจ็บปวดตอนที่เห็นกาลถูกโซ่กระชาก… นึกถึงความทรมานตอนที่นายจำชื่อเราไม่ได้… นึกถึงเสียงตะโกนในใจของผมที่เรียกหานายมาตลอดทุกคืน
ความรัก ความแค้น ความโหยหา… ผมรวบรวมมันทั้งหมด แล้วระเบิดมันออกไปผ่านฝ่ามือครับ!
“กาลลลลลลล!!!!”
ผมตะโกนสุดเสียง… ไม่ใช่แค่ปาก แต่จิตวิญญาณของผมกำลังกรีดร้องออกมาครับ หง่าง!!!!!!!
เสียงระฆังดังสนั่นหวั่นไหว! ทั้งที่ไม่มีอะไรไปตีมัน แต่แรงสั่นสะเทือนจากจิตของผมทำให้ระฆังดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขา คลื่นเสียงสีทองอร่ามแผ่กระจายออกมา
“อ๊ากกกกก!” เจ้านกหินปีศาจถูกคลื่นเสียงกระแทกจนตัวแข็งทื่อ รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนผิวหิน เพล้ง! เพล้ง! ร่างของพวกมันแตกกระจายกลายเป็นเศษกรวดทันทีครับ!
ระฆังยักษ์สั่นสะเทือนแรงขึ้น สนิมเขียวหลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อทองคำสุกปลั่ง แสงสีทองไหลออกมาพุ่งตรงเข้ามาที่ สร้อยนาฬิกาทราย ของผม!
เม็ดทรายสีเงินข้างในที่เคยหยุดนิ่ง… เริ่มขยับ! แต่มันไม่ได้ไหลลงครับ… มัน ไหลย้อนกลับขึ้นข้างบน!
“เวลา… กำลังเดินถอยหลัง…” ผมมองสร้อยคอด้วยความตื่นเต้น
“ได้แล้ว…” ผมหันไปหาเพื่อนๆ ชูสร้อยขึ้นฟ้า “กูได้กุญแจแล้ว!”
ไอ้เจทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ปาดเหงื่อ “เกือบไปแล้วกู… นึกว่าจะได้เป็นอาหารนก” มินนี่เดินเข้ามากอดผม “เก่งมากวิน… เสียงตะโกนเมื่อกี้… มึงทำให้กูน้ำตาจะไหลเลยนะ”
ผมยิ้มบางๆ ลูบสร้อยคอ “ความเจ็บปวดนี่แหละ… ที่จะพาเราไปหานาย” “ไปที่หลังโบสถ์กัน… ได้เวลาไปชิงตัวคนรักผมคืนแล้วครับ”


