เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ ด้านหลังวังเดชาบดินทร์
รถตู้ทึบสีดำเก่าๆ ขับเข้ามาจอดเทียบท่าส่งของอย่างเงียบเชียบ หมอหมึก ในที่นั่งคนขับเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัย ส่งสัญญาณผ่านวิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วที่เหน็บอยู่ที่หูของทุกคน “ถึงจุดหมาย… กล้องวงจรปิดโซนหลังครัวถูกวนลูปแล้ว พวกเอ็งมีเวลาเดินผ่านประตูแค่ ๓๐ วินาที… ไป!”
ประตูท้ายรถเปิดออก ร่างสองร่างในชุดพนักงานเสิร์ฟก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว เข้ม ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสแล็คดำ ดูหล่อเหลาคมเข้มผิดหูผิดตา แม้จะดูอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องใส่หูกระต่าย ส่วน นลิน (ในคราบ ‘นิล’) ดูงดงามสะดุดตาแม้จะพยายามทำตัวลีบเล็ก ผ้าพันแผลที่รัดหน้าอกและปีกไว้แน่นใต้เสื้อเชิ้ตทำให้เขาหายใจลำบาก ทุกการขยับตัวสร้างความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงกระดูกสะบัก
“ไหวไหม?” เข้มกระซิบถาม จัดปกเสื้อให้นลิน
“ไหวพี่… รีบไปเถอะ” นลินกัดฟันตอบ ยกถาดเครื่องดื่มเปล่าขึ้นมาถือบังหน้าอก
ทั้งสองเดินปะปนเข้าไปกับกลุ่มพนักงานจัดเลี้ยงตัวจริงที่กำลังวุ่นวายกับการขนลำเลียงอาหาร โดยอาศัยจังหวะชุลมุนผ่านการตรวจค้นของยามหน้าประตูมาได้อย่างหวุดหวิด
…
ภายในโถงงานเลี้ยง (The Grand Hall)
บรรยากาศในงานหรูหราอลังการ แชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องแสงวูบวาบแข่งกับประกายเพชรบนคอคุณหญิงคุณนาย เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยฟุ้งจนฉุนจมูก
ดนัย เจ้าภาพของงาน ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนเวที กำลังกล่าวเปิดงานประมูลด้วยรอยยิ้มจอมปลอม “ขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน… วันนี้รายได้ส่วนหนึ่งเราจะมอบให้มูลนิธิอนุรักษ์สัตว์ป่า…”
“ถุย…” เข้มสบถเบาๆ ขณะรินไวน์ใส่แก้วให้แขก “อนุรักษ์สัตว์ป่า แต่เผาคอกม้าเนี่ยนะ”
“ใจเย็นพี่เข้ม…” นลินเตือนเสียงเบา “เป้าหมายเราคือบันไดหนีไฟฝั่งทิศตะวันออก รอสัญญาณจากเปี๊ยกก่อน”
เข้มและนลินพยายามเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มให้แนบเนียนที่สุด พยายามทำตัวเป็นอากาศธาตุ แต่ทว่าความงามของนลินนั้นยากจะซ่อนเร้น
“นี่… พ่อหนุ่ม”
เสียงยานคางของชายวัยกลางคน รูปร่างลงพุง ใบหน้าแดงกำ่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ดังขึ้น มืออวบอูมคว้าข้อมือนลินไว้แน่น “หน้าตาจิ้มลิ้มจังนะเรา… เป็นเด็กใหม่รึ? ไม่เคยเห็นหน้าเลย”
นลินสะดุ้ง พยายามดึงมือออก “ขะ… ขอโทษครับคุณท่าน ผมต้องไปเสิร์ฟโต๊ะนู้น”
“จะรีบไปไหนเล่า…” เสี่ยใหญ่นั้นไม่ยอมปล่อย กลับดึงร่างบางเข้าไปใกล้จนนลินเซถลา มือปลาหมึกเริ่มลูบไล้ไปตามท่อนแขนและ… แผ่นหลัง
นลินตัวแข็งทื่อ ความกลัวแล่นพล่าน ถ้ามันคลำเจอ ‘ปีก’ ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ความลับแตกแน่!
“เอ๊ะ… ทำไมหลังแข็งๆ เหมือนใส่อะไรไว้?” เสี่ยขี้เมาเริ่มสงสัย
ทันใดนั้น มือหนาของเข้มก็เอื้อมมาบีบไหล่เสี่ยคนนั้นอย่างแรง จนเจ้าตัวร้องโอ๊ยและปล่อยมือนลิน “ขอประทานโทษครับท่าน…” เข้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แววตาอำมหิต “น้องชายผมมันซุ่มซ่าม… และมันเป็นโรคผิวหนังร้ายแรงที่หลังครับท่าน… ติดง่ายมาก ถ้าท่านไม่อยากคันคะเผยอทั้งตัว กรุณาอย่าจับครับ”
เสี่ยหน้าซีด รีบเช็ดมือกับกางเกงตัวเองด้วยความรังเกียจ “อี๋! เป็นโรคเรื้อนก็ไม่บอก! ไป๊! ไปให้พ้นๆ หน้ากู!”
เข้มรีบดึงนลินถอยออกมา หลบไปยืนหลังเสาต้นใหญ่ “เกือบไปแล้ว…” เข้มกระซิบ ระงับอารมณ์โกรธที่อยากจะชกหน้าไอ้เสี่ยนั่นให้คว่ำ “เจ้าเจ็บตรงไหนไหม?”
“ไม่จ้ะ… ขอบใจท่านมาก” นลินถอนหายใจโล่งอก แต่เหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความเจ็บที่ปีกถูกกดทับ
…
ณ ช่องแอร์เหนือเพดาน
เปี๊ยก กำลังคืบคลานไปตามท่อสังกะสีที่แคบและเต็มไปด้วยฝุ่น เด็กหนุ่มคาบไฟฉายกระบอกเล็กไว้ในปาก มือถือไขควงและคีมตัดสายไฟ
“ถึงแยกแล้วพี่หมอ… ซ้ายไปห้องควบคุมไฟ ขวาไปห้องดนัย… ผมไปทางไหนก่อน?” เปี๊ยกกระซิบผ่านวิทยุ
“ไปตัดไฟก่อนไอ้หนู… แต่ระวังนะ เซ็นเซอร์จับความร้อนอยู่ข้างหน้าแก 2 เมตร” เสียงหมอหมึกเตือน
เปี๊ยกหยุดกึก มองลอดแว่นอินฟราเรดราคาถูกที่หมอหมึกประดิษฐ์ให้ เห็นลำแสงสีแดงจางๆ พาดผ่านท่อแอร์เป็นตาข่าย
“งานหยาบแล้ว…” เปี๊ยกบ่นอุบ “ตัวเล็กอย่างผมยังลอดไม่ได้เลย… ต้องหาตัวช่วย”
เปี๊ยกล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบ ‘หนูไขลาน’ ของเล่นเด็กที่ติดระเบิดควันจิ๋วออกมา “ไปเลยลูกพ่อ… ไปตายแทนพ่อหน่อยนะ”
เปี๊ยกไขลานแล้วปล่อยหนูของเล่นวิ่งไปข้างหน้า กริ๊กๆๆๆๆ… หนูไขลานวิ่งชนตาข่ายเลเซอร์ วี๊ดดดด! เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเบาๆ ในห้องรปภ. แต่ยังไม่ทันที่ยามจะกดปุ่มแจ้งเหตุ…
ตู้ม!
ระเบิดควันจิ๋วบนตัวหนูระเบิดออก พร้อมกับระเบิด EMP (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ทำมือที่หมอหมึกยัดใส่เข้าไปด้วย แรงระเบิดทำลายแผงวงจรเซ็นเซอร์จนไหม้เกรียม
“สวยงาม! ทางสะดวก!” เปี๊ยกยิ้มร่า รีบคลานข้ามซากหนูไขลานไปที่แผงควบคุมไฟเมนของตึก
เปี๊ยกงัดฝาครอบออก มองเห็นสายไฟสีแดงเส้นใหญ่เท่าแขน “เอาล่ะนะ… ราตรีสวัสดิ์ครับท่านผู้ชม”
ฉับ!
เปี๊ยกสับคัตเอาท์ลงสุดแรง
…
พรึ่บ!!
ไฟทุกดวงในวังเดชาบดินทร์ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที เสียงดนตรีดับเงียบ เสียงพูดคุยเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ
“ไฟดับ! ไฟดับได้ยังไง!” เสียงดนัยตะโกนโวยวาย “ไปดูเครื่องปั่นไฟซิ!”
ฟู่…..
ควันสีขาวขุ่นเริ่มพวยพุ่งออกมาจากช่องแอร์ทุกจุดในห้องโถง (ผลงานของระเบิดควันลูกที่สองที่เปี๊ยกหย่อนลงไป) หมอกควันหนาทึบทำให้มองไม่เห็นกันแม้แต่ระยะประชิด
“ไฟไหม้! หนีเร็ว!” แขกเหรื่อแตกตื่น วิ่งเบียดเสียดกันหนีตายไปที่ประตูทางออก
“ตอนนี้แหละ!” เข้มทิ้งถาดเสิร์ฟ คว้าข้อมือนลิน “ไปที่บันไดหนีไฟ!”
ทั้งสองวิ่งฝ่าความโกลาหลและความมืด นลินใช้หูทิพย์ฟังเสียงฝีเท้าคนเพื่อหลบหลีกการชน “ทางขวาว่าง… ซ้ายมีคน… ตรงไปเลยพี่เข้ม!”
พวกเขาพุ่งตัวเข้าสู่ประตูลับหลังเวที วิ่งขึ้นบันไดหนีไฟมุ่งหน้าสู่ชั้น 3… ชั้นที่เป็นเขตหวงห้ามและที่ตั้งของห้องทำงานดนัย
“เปี๊ยกถอนตัวแล้ว! กำลังลงไปเจอที่จุดนัดพบ!” เสียงเปี๊ยกรายงาน
“เข้ม… นลิน…” เสียงหมอหมึกดังแทรกมา “ระวังตัวด้วย… ระบบไฟสำรองฉุกเฉินกำลังจะทำงานในอีก 3 นาที… และกล้องวงจรปิดชั้นบนไม่ได้ต่อกับไฟเมน มันมีแบตเตอรี่แยก!”
“รับทราบ!” เข้มตอบ ชักปืนกล็อกลงอาคมออกมาถือในมือขวา ส่วนมือซ้ายกระชับมีดหมอแน่น
“พร้อมนะนลิน?” เข้มหันมาถามคนข้างหลัง
นลินพยักหน้า สีหน้ามุ่งมั่น “พร้อม… ข้าจะเปิดเซฟนั่นให้ได้”
ประตูชั้น 3 อยู่ตรงหน้า… หลังประตูบานนี้ คือดงบอดี้การ์ดมืออาชีพ และตู้เซฟเจ้าปัญหาที่เก็บความลับชั่วร้ายทั้งหมดเอาไว้
ปัง!
เข้มถีบประตูเปิดออก… ปฏิบัติการชิงโฉนดเข้าสู่ช่วงวิกฤตแล้ว!


