กลิ่นกุหลาบในสวนชั้นดาดฟ้านั้นหอมหวานจนเลี่ยน มันไม่ได้หอมแบบธรรมชาติ แต่หอมฉุนกึกเหมือนกลิ่นน้ำอบที่ใช้ในงานศพ
มาดาม ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงกลางสวนดอกไม้ ชุดราตรีสีแดงสดพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต นางวางแก้วไวน์ลงแล้วเดินนวยนาดเข้ามาหาทั้งสองคน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินดัง กึก… กึก… เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของริว
“เด็กโง่…” มาดามเอ่ยเสียงหวาน แววตาสีแดงฉานจ้องมองทะลุเข้าไปในดวงตาของริว “คิดจริงๆ หรือว่าจะหลอกฉันได้? พลังวิญญาณของกานต์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอ… มันฟ้องชัดเจนขนาดนี้”
ริวกระชับด้ามมีดในกระเป๋าแน่น เหงื่อเย็นไหลซึมฝ่ามือ “ในเมื่อรู้แล้ว ก็ส่งกุญแจมาดีๆ”
มาดามหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะกังวานใสดุจระฆังแก้ว แต่มันกลับทำให้ภาพตรงหน้าของริวเริ่มบิดเบี้ยว “กุญแจ?… อ๋อ จี้เพชรนี่น่ะเหรอ?” นางยกมือขึ้นจับจี้รูปหยดเลือดที่คอ “อยากได้ก็เข้ามาเอาสิ… ถ้าเธอ ‘เดิน’ มาถึงตัวฉันได้นะ”
ทันใดนั้น มาดามก็เริ่มฮัมเพลงทำนองแปลกประหลาด ฮืม… ฮือ… ฮืม…
ภาพหลอนและความเจ็บปวด
โลกหมุนคว้าง ริวรู้สึกเหมือนพื้นดินสูบตัวเขาลงไป ภาพสวนกุหลาบหายวับไป แทนที่ด้วยภาพของตรอกมืดในคืนฝนตก ความกลัวในก้นบึ้งหัวใจถูกขุดขึ้นมาเล่นงาน ริวมองเห็นฆาตกรที่เคยฆ่ากานต์กำลังไล่ล่าเขา แต่คราวนี้… ในมือของฆาตกรคือใบหน้าของกานต์ที่ถูกตัดขาด!
“ไม่… ไม่จริง!” ริวกรีดร้อง เอามือปิดหู
“ฆ่ามันซะสิ…” เสียงมาดามกระซิบข้างหู “ฆ่าปีศาจที่หลอกลวงเธอ… ฆ่ากานต์ซะ แล้วเธอจะหลุดพ้น”
ในสายตาของริว กานต์กลายเป็นปีศาจร้ายร่างเน่าเฟะที่กำลังพุ่งเข้ามา มือของริวชักมีดพกออกมาโดยไม่รู้ตัว ปลายมีดสั่นระริกชี้ไปที่หน้าอกของกานต์
“ริว! ตั้งสติ!” กานต์ตะโกน ร่างวิญญาณพยายามจะเข้าถึงตัวริวแต่ถูกกำแพงล่องหนกั้นไว้ “อย่าฟังมัน! มองตาผม! ริว!”
ริวง้างมีดขึ้นสุดแขน น้ำตาไหลพราก “ออกไป! อย่าเข้ามา!”
ฉึก!
มีดปักลงมา… แต่ไม่ใช่ที่อกของกานต์ ริวหักข้อมือตัวเองในวินาทีสุดท้าย ปักมีดลงที่ต้นขาของตัวเองเต็มแรง!
“โอ๊ยยยย!!!” ความเจ็บปวดแสนสาหัสปลุกสติริวให้ตื่นจากภวังค์ เลือดสีสดพุ่งกระฉูด ภาพหลอนสลายวับไป ริวหอบหายใจแฮก เงยหน้ามองมาดามด้วยแววตาอาฆาต “ผม… ไม่… ฆ่า… คนรัก… ของผม”
เบาะแสแห่งป่าช้าคนเป็น
มาดามหุบยิ้มทันที ดวงตาสีแดงวาวโรจน์ “จิตแข็งนักนะ… หรือเพราะเลือดของกานต์ในตัวเธอช่วยต้านทานไว้?” นางสะบัดมือวูบหนึ่ง เถาวัลย์หนามกุหลาบพุ่งขึ้นจากพื้นดินรัดพันร่างของทั้งคู่ตรึงไว้แน่น
“พวกเธอคิดตื้นๆ ว่าแค่ได้กุญแจไปแล้วจะปลดปล่อยวิญญาณได้เหรอ?” มาดามเดินเข้ามาใกล้ เชิดคางริวขึ้น “โหลวิญญาณของฉันลงอาคมด้วย ‘มนต์ดำเก้าอักขระ’ ต่อให้ได้กุญแจไป แต่ถ้าไม่มีศาสตราที่ตัดพันธะกรรมได้… ไขไปโหลก็ระเบิด กานต์ก็สลายอยู่ดี”
“ศาสตรา… อะไร?” กานต์ถามรอดไรฟัน
“ของที่พวกชั้นต่ำอย่างพวกแกไม่มีวันหาเจอไงล่ะ มีเพียง ‘กริชเขี้ยวหนุมาน’ ของหลวงตาคง ผู้สาบสูญเท่านั้นที่ทำลายโหลของฉันได้… แต่น่าเสียดาย ที่ท่านตายไปร้อยปีแล้ว และกริชนั่นก็หายไปใน ‘ป่าช้าคนเป็น’”
“กานต์! ตอนนี้แหละ!” ริวตะโกนส่งสัญญาณ
กานต์รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายไว้ที่ฝ่ามือ แล้วโจมตีไปที่ พื้นกระจกนิรภัย ของดาดฟ้าแทนที่จะโจมตีมาดาม
ตูม!!!
ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่างทันที รอดพ้นจากเถาวัลย์มรณะอย่างหวุดหวิด กานต์เปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ห่อหุ้มร่างของริวเอาไว้ แล้วพุ่งทะยานหนีหายไปในเงามืดของเมืองใหญ่
รุ่งสาง ณ ตึกร้าง
ริวนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นปูนที่เต็มไปด้วยฝุ่น กานต์นั่งพิงกำแพงอยู่ข้างๆ สภาพวิญญาณดูโปร่งแสงและอ่อนแรง
“เรา… รอดมาได้” ริวพูดเสียงแหบแห้ง
“แต่เรากลับไปที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว” กานต์มองออกไปนอกหน้าต่าง “มาดามคงสั่งล่าหัวเราทั่วเมือง ทั้งคนทั้งผี”
“แต่เราได้เบาะแส…” ริวยันตัวลุกขึ้นนั่งแม้จะเจ็บแผลเจียนตาย “’กริชเขี้ยวหนุมาน’… กับ ‘ป่าช้าคนเป็น’”
กานต์หันมามองริวด้วยแววตาทึ่งและเป็นห่วง “คุณรู้ไหมว่าที่นั่นมันอันตรายแค่ไหน? ป่าช้าคนเป็น… คือตลาดมืดของพวกเล่นของ มีแต่มนตร์ดำและพวกเดรัจฉานวิชา”
“แล้วพี่มีทางเลือกอื่นไหม?” ริวถามกลับ จับมือกานต์ไว้แน่น “ผมไม่สนว่ามันจะอันตรายแค่ไหน… ขอแค่มีทางช่วยพี่ ผมจะไป”
กานต์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือริวขึ้นมาแนบแก้มแล้วยิ้มออกมา “คุณนี่มัน… บ้าบิ่นกว่าที่ผมคิดจริงๆ”
“งั้นเราก็ไปกันเถอะ ไปตามหากริชนั่น… แล้วกลับมาคิดบัญชีกับนังแม่มดนั่น”
การหนีตายจบลงแล้ว… แต่การผจญภัยเพื่อตามล่าอาวุธวิเศษกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ริว ผู้ชายธรรมดาที่มีเลือดผีในตัว กับ กานต์ วิญญาณโฮสต์หนุ่มผู้มีชนักติดหลัง ทั้งคู่ต้องมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไร้กฎเกณฑ์ เพื่อเดิมพันครั้งสุดท้ายกับชะตากรรม



